กลุ่มปัญหาสุขภาพอื่นๆ


       ตัวอย่างที่ ๖๖ หญิง อายุ ๔๔ ปี ๒๗๑ ม.๑๕ ต.กระแชง อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ
ให้ข้อมูลว่า มีอาการปวดที่บั้นเอว แสบท้อง มีลมร้อนในท้องตอนกลางดึก นอนไม่หลับ ไข้ทับระดู ๓ เดือนติดต่อกัน อาเจียน เบื่ออาหาร แสบร้อนเหมือนมีลูกไฟขึ้นตามตัว หลังเท้ามีเม็ดผื่นคัน ผิวเกรียมไหม้ หนักตามเนื้อตัว ซึมเศร้าลึกๆ ไม่มีกำลังใจ อย่างหาสาเหตุไม่ได้ หงุดหงิดง่าย น้อยใจง่าย ไม่อยากสมาคมกับเพื่อน อาการทั้งหมด เป็นหนักๆ มา ๓ เดือน มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกฯสวนส่างฝัน เมื่อ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหารและปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. หลังจากครบ ๕ วัน อาการทั้งทางกายและทางจิตก็ทุเลาลงได้ ประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็น


       ตัวอย่างที่ ๖๗ หญิง อายุ ๕๘ ปี ที่อยู่ ๕๒๘/๕๑ หมู่ ๒๒ ต.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น ให้ข้อมูลว่า มีอาการปวดหัวบ่อย โดยเฉพาะเวลาโดนแดด ท้องเสียบ่อย เป็นมา ๒-๓ ปี มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกฯสวนส่างฝัน เมื่อ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๐ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหารและปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. หลังจากครบ ๕ วัน อาการปวดหัวและท้องเสียหายไป รู้สึกมีกำลังมากขึ้น


       ตัวอย่างที่ ๖๘ หญิง อายุ ๔๑ ปี(นางยุวดี โพธิ์ศิริ) ที่อยู่ ๕๔ ม.๘ บ้านทุ่งแต้ ต.ทุ่งแต้ อ.เมือง จ.ยโสธร ให้ข้อมูลว่า มีอาการปวดและมึนหัวเป็นประจำ เป็นมาประมาณมา ๑ ปี ปวดท้องมากเวลามีประจำเดือน และมีอาการท้องเสียร่วมด้วย เป็นมาประมาณ ๒ ปี เหนื่อยง่าย หัวใจสั่น เป็นมาประมาณ ๑ ปี ปัสสาวะบ่อย มักตื่นปัสสาวะตอนกลางดึก และปวดกระเพาะปัสสาวะเป็นบางครั้ง เป็นมาประมาณ ๑ ปี มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกฯสวนส่างฝัน เมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๐ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหารและปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. หลังจากครบ ๕ วัน อาการปวดมึนหัวหายไป ไม่เหนื่อยง่าย อาการหัวใจสั่นทุเลาลง ปัสสาวะน้อยลงและไม่ตื่นปัสสาวะในตอนกลางดึก หลังจากปฏิบัติตัวอย่างต่อเนื่อง เมื่อ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๐ คุณยุวดี ให้ข้อมูลว่า สภาพร่างกายเป็นปกติ มีสุขภาพที่ดี


       ตัวอย่างที่ ๖๙ ชาย อายุ ๖๐ ปี อาจารย์สุวรรณ(นักบุญ) จันทพันธ์ ที่อยู่ ๑๒๔ ม.๑๒ ต.บุ่ง อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ

ให้ข้อมูลว่า มีอาการหนังตาปก ลืมตาไม่ขึ้น สายตามัว แพ้แอร์ แสบตาเมื่อถูกน้ำ ขอบตาดำช้ำ ง่วงนอนบ่อยๆแต่นอนหลับยาก ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ตัดสินใจช้า อ่อนเพลีย ผมหงอก ผิวแห้ง โดยเฉพาะหน้าหนาว ขนคิ้วร่วง ศีรษะและใบหน้ามัน มีอาการกระตุกเป็นบางครั้ง เสียงไม่มีพลัง เวลาเครียด (มักจะเกิดเวลาเห็นคนอื่นทำอะไรที่ไม่ดี ไม่ถูกใจเรา) กระแสความร้อนจะวิ่งลงเท้า เส้นเลือดขอด เท้าแตก เป็นเรื้อรังมาประมาณ ๑๐ ปี รักษาที่โรงพยาบาลและคลินิกหลายแห่ง อาการไม่ดีขึ้น จนหมอนัดผ่าตัดอาการหนังตาที่ปก แต่ผู้ป่วยไม่อยากผ่าตัด มาเข้าค่ายสุขภาพ ที่ศูนย์ฝึกฯสวนส่างฝัน ช่วงเข้าพรรษา ปี ๒๕๔๙ ฝึกวางใจคลายเครียด กินอาหารฤทธิ์เย็น กายบริหารโยคะ สวนล้างลำไส้ใหญ่ ภายใน ๑-๒ สัปดาห์ ลืมตาได้ ขอบตาที่ดำคล้ำหายไปเกือบหมด อาการง่วงลดลง อาการอื่นๆก็ดีขึ้นตามลำดับ


       ตัวอย่างที่ ๗๐ หญิง อายุ ๒๗ ปี (คุณปิยวรรณ พุทธาโร) ที่อยู่ ๑๓ ม.๔ ต.เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา

ให้ข้อมูลว่า มีอาการปวดหัวข้างเดียวเป็นประจำ เป็นเรื้อรังมาตั้งแต่เด็กๆ เหงื่อออกที่มือ ที่เท้าตลอดเวลา กินยาแผนปัจจุบันมาตลอด จะทุเลาเวลากินยา พอหมดฤทธิ์ยาก็เป็นอีก และทุกครั้งที่มีประจำเดือน ก็จะปวดท้องมาก จนต้องกินยาระงับปวดทุกครั้ง ได้มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกฯสวนส่างฝัน เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหาร และปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. อาการปวดหัวทุเลาลงเรื่อยๆ จนวันที่ ๔และ๕ ของค่าย ก็ไม่ปวดเลย อาการเหงื่อออกตามมือตามเท้าก็หายไป อาการปวดท้องเวลามีประจำเดือนก็หายไปด้วย


       ตัวอย่างที่ ๗๑ หญิง อายุ ๗๐ ปี ที่อยู่ ๙๒๑ ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร ให้ข้อมูลว่า เป็นเบาหวาน มีอาการหน้ามืด ง่วงนอน ใช้ไม้เท้าช่วยในการเดินเป็นประจำ ชาที่มือ ปกติที่บ้านต้องใส่ถุงเท้า เพราะรู้สึกหนาวเย็นที่เท้า ปวดหลังมาก นั่งนานไม่ได้ คอแห้ง ต้องกินน้ำอุ่น มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกฯสวนส่างฝัน เมื่อ มีนาคม ๒๕๕๐ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหารและปรับสมดุลสุขภาพ ด้วย หลัก ๘ อ. หลังจากครบ ๕ วัน อาการหน้ามืดทุเลาลงมาก ไม่ถี่เหมือนเดิม สามารถเดินได้เองโดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า ส่วนอาการชาที่ข้อมือยังคงเดิม ในค่ายสุขภาพไม่ต้องใส่ถุงเท้าเพราะไม่รู้สึกหนาวเย็นที่เท้า เวลากินน้ำย่านางสด แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ผู้เขียนจึงแนะนำให้กดน้ำร้อนใส่หรือนำไปผ่านไฟก่อนดื่ม เพราะผู้ป่วยรายนี้มีสภาพร้อนที่ตีกลับเป็นเย็นหรือมีภาวะเย็นเกินแทรก ควรงดผักสดฤทธิ์เย็น หรือสมุนไพรฤทธิ์เย็นที่สด โดยงดชั่วคราวก่อน ให้นำผักสมุนไพรฤทธิ์เย็นดังกล่าวมาผ่านไฟก่อน หรืออาจเสริมผักหรือสมุนไพรฤทธิ์ร้อนในปริมาณที่พอเหมาะ ก็จะช่วยปรับสมดุลในร่างกายได้ ผู้เขียนเคยใช้วิธีการดังกล่าวกับผู้ป่วยหลายคน พบว่ามีผลทำให้มีสภาพร่างกายที่ดีขึ้น รวมทั้งผู้ป่วยรายนี้ด้วย เมื่อภาวะเย็นเกินที่แทรกหายไป แล้วยังมีภาวะร้อนเกินค้างอยู่ จึงค่อยกินผักสมุนไพรฤทธิ์เย็นสดได้ในปริมาณที่พอเหมาะ ก็จะช่วยให้ร่างกายสมดุลแข็งแรง


      ตัวอย่างที่ ๗๒ ชาย อายุ ๔๐ ปี (นายเอกชัย พวงเรืองศรี) ที่อยู่ ๙๖/๓๐ หมู่บ้านอิมพีเรียล ถ.เฉลิมพระเกียรติ ๖๗ ต.หลานหลวง อ.ประเวศ กทม.

ให้ข้อมูลว่า มีอาการคัดจมูกบ่อย เมื่อเวลาอากาศเปลี่ยน นั่งรถขับรถแล้วปวดหลัง เหงื่อออกน้อย รู้สึกร้อนตามร่างกาย มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกฯสวนส่างฝัน เมื่อ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๐ ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหารและปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. หลังจากครบ ๕ วัน รู้สึกโล่ง อาการคัดจมูกลดน้อยลง นั่งรถ ขับรถ ได้นานได้ไกลขึ้น อาการร้อนตามตัวลดน้อยลง ผู้เขียนขอนำเสนอ ประสบการณ์ที่ คุณเอกชัย ได้เขียนข้อความเล่าเรื่องราว เกี่ยวกับความมหัศจรรย์ในอาหารที่น่าสนใจ ดังนี้
        ๑.หลังจากจากเสร็จเข้าค่ายปลายเดือน มกราคม ๒๕๕๐ ระหว่างเดินทางกลับผมกับครอบครัว ไปพักค้างคืนที่โคราช รุ่งเช้าไปกินข้าวในตลาด ลูกชายคนที่ ๒ กินเสร็จ ขึ้นรถก็บอกว่า ที่มือซ้ายมีตุ่มแดงขึ้นและคัน ผมนึกได้ว่า หมอเขียวบอกว่า ถ้ากินสารพิษเข้าไปจะมีอาการผิดปกติขึ้นตามร่างกาย จึงรีบให้ลูกกินผักอ่อมแซบที่เอามาจากสวนส่างฝัน พอกินลงไปลูกบอกว่าหายคันทันทีทันใด และอีกสักพักตุ่มก็หายไปเอง
        ๒.หลังจากที่ผมกลับบ้านได้สัก ๑ สัปดาห์กว่าๆ (ทุกวันผมกินอาหารสุขภาพวันละ ๑ มื้อเป็นอย่างน้อย บางวันก็กินตอนเย็นด้วย) ผมกินมาม่าหมูสับแบบถ้วย ซึ่งปกติจะรู้สึกว่าอร่อยกว่าแบบซองมาก แต่วันนี้ผมกินแล้วรู้สึกไม่อร่อยเลย แสบปาก ร้อนด้วย กินได้แค่ครึ่งถ้วย ก็กินต่อไม่ไหว (ผู้เขียนขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ถ้าร่างกายภายในของเราสะอาดขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น อันเนื่องมาจากเรากินอาหารสุขภาพต่อเนื่องกันในระยะเวลาพอสมควร เราจะรับรู้สิ่งที่เป็นพิษได้เร็วและกินได้ไม่มาก ซึ่งบะหมี่ซองนั้นมีฤทธิ์ร้อนมาก)
        ๓.ช่วงตรุษจีน ปี ๕๐ เลี่ยงไม่ได้ ต้องกินอาหารที่ญาติเอามาไหว้ตายาย ซึ่งเป็นอาหารจีนที่มันร้อน รสจัด วันนั้นรู้เลยว่าที่หมอเขียวบอกว่าอาหารพวกนี้ร้อน เป็นอย่างไร คือกินเข้าไปแล้วร้อนปากมาก ทั้งๆที่บางอย่างไม่เผ็ด ซึ่งทำให้ต้องกินน้ำตามอยู่ตลอด
        ๔.ช่วงก่อนเข้าอบรมที่ปฐมอโศก หลังจากกินก๋วยเตี๋ยวและเห็นลูกชายกินโรตีใส่ไข่ เห็นแล้วอยากกินเลยขอมากิน กินแล้วรู้สึกว่าร้อนปากมาก โดยที่โรตีนั้นเย็นแล้ว ไม่สามารถกินได้หมด กินได้แค่คำเดียว
        ๕.ขณะขับรถไปหาลูกที่ปฐมอโศก ระหว่างทางรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อยที่แก้มด้านใน แล้วคิดว่าคืนนี้หรือพรุ่งนี้ จะต้องเป็นแผลในปากแน่ๆ และระหว่างที่ขับรถไปปฐมอโศกก็รู้สึกอ่อนเพลียมาก จะหลับด้วย แต่หลังจากไปถึงแล้ว ร่วมทานอาหารสุขภาพมื้อเย็นอย่างที่ผู้เข้าอบรมทานกัน หลังจากทานเสร็จ รู้สึกเบาตัวและสบายตัว ไม่เหนื่อย ไม่เพลีย และรู้สึกว่าแก้มด้านในที่ปวดหายเหมือนไม่ได้เป็นอะไรเลย ซึ่งผมรู้สึกว่าดีขึ้นตอนขณะขับรถกลับบ้าน
        ๖.ช่วง กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ตอนเช้า(ซึ่งเข้าอบรมแล้ว ปกติผมจะไม่ทานมื้อเช้า) รู้สึกอยากกินอาหารของลูก ข้าวไข่ดาว ซีอิ้ว ซึ่งได้กินต่อจากลูก คือลูกกินไม่หมด ทั้งๆที่ข้าวและไข่ดาวไม่ได้ร้อน เหมือนตอนทำใหม่ๆ แต่กินแล้วรู้สึกร้อนปากมาก กินน้ำตามตลอดเลย
        ๗.ตอนเข้าค่ายสุขภาพ ครั้งที่ ๓ ที่อำนาจเจริญ เดือนมีนาคม ๒๕๕๐ อยู่ค่ายได้ ๒ วัน แล้วออกไปกินส้มตำกับแฟนที่ตลาด หลังจากกินเสร็จแล้วรู้สึกมึนๆหัว จึงรีบกลับมาค่ายแล้วกินผักอ่อมแซบ แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น รู้สึกง่วงจึงเข้าไปนอน ตื่นแล้วก็ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่หลังจากกินอาหารสุขภาพมื้อเย็น อาการมึนหัวหายไปเลย(อาหารมื้อเย็นในค่าย ก็คือ ข้าวต้มถอนพิษ ผักลวกจิ้มเกลือ)
        ทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งผมรู้สึกได้ แต่ทั้งหมดหมอเขียวได้บอกให้ทราบหมดแล้ว แต่ไม่เคยคิดว่าจะเจอจริงๆกับตัวเอง สุดท้ายต้องขอขอบคุณคุณหมอเขียวมาก ที่ช่วยดูแลรักษาลูกคนที่ ๓ ให้มีอาการดีขึ้น
ขอบคุณครับ
เอกชัย พวงเรืองศรี
ป.ล. หลังจากอบรมค่ายสุขภาพ ที่สวนส่างฝันแล้ว ผมเริ่มปลูกผักที่บ้านให้ลูกกิน เวลารู้สึกมึนๆ ไม่สบายตัวหรือบางครั้งกินอาหารแล้วแน่นท้อง หลังจากลงเหยียบดิน ดูแลแปลงผัก สัก ๒๐-๓๐ นาที รู้สึกทันทีว่าอาการเหล่านั้นดีขึ้น บางครั้งก็หายเลย ซึ่งทั้งหมดนี้หมอเขียวได้พูดบอกไว้ทั้งหมดแล้ว และผมได้เจอกับตัวเองหลังจากได้ปฏิบัติตาม (ดินและพืชผัก ที่เราสัมผัสจะดูดพิษออกจากร่างกาย และส่งพลังงานเข้าไปปรับสมดุลในร่างกาย)
        ข้อมูลที่ได้จากคุณเอกชัย จะเห็นได้ว่า อาหารแต่ละชนิดมีผลอย่างมากต่อสุขภาพของเรา เพียงแต่คนทั่วไปไม่ได้สังเกต ว่าอาหารชนิดไหนทำให้เกิดผลอย่างไรต่อร่างกายเรา จึงทำให้เกิดการสะสมโรคภัยไข้เจ็บทุกวันโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งโรคก็รุนแรงมากแล้ว ทำให้ทรมานมากและรักษายาก แต่ถ้าเราหมั่นสังเกตและปรับสมดุลสุขภาพตนเองทุกวัน ก็จะทำให้เราได้รางวัลอันล้ำค่าในชีวิตก็คือสุขภาพที่ดี ผู้เขียนขอย้ำหลักการตรวจสอบง่ายๆ อีกครั้งก็คือ อะไรก็ตามที่เรากระทำ สัมผัสหรือบริโภค แล้วเกิดสภาพ ความลำบากกายน้อย (สบายขึ้น) เบากาย มีกำลัง สิ่งนั้น ณ เวลานั้น เป็นความสมดุล เป็นผลดีต่อสุขภาพเรา แต่ถ้าเกิดผลตรงข้าม คือ ลำบากกายมากขึ้น หนักกาย อ่อนแรง สิ่งนั้น ณ เวลานั้น เป็นความไม่สมดุล เป็นผลเสียต่อสุขภาพเรา


       ตัวอย่างที่ ๗๓ เด็กชาย อายุ ๖ ปี(ลูกชายของคุณเอกชัย พวงเรืองศรี) ที่อยู่ ๙๖/๓๐ หมู่บ้านอิมพีเรียล ถ.เฉลิมพระเกียรติ ๖๗ ต.หลานหลวง อ.ประเวศ กทม.

ผู้ปกครองให้ข้อมูลว่า ลูกชายคนนี้ มีอาการนอนไม่หลับ กระตุกจนตื่นบ่อยๆทั้งคืน สะลึมสะลือ ง่วงทั้งวัน หนังตาตก ปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน ผิวหนังบริเวณหน้าแข้งแข็งหยาบ มีตุ่มและแผลตามแขนขา หายยาก ตัวร้อน หัวร้อน อุณหภูมิในร่างกายมีไข้ ๓๘.๕องศาเซลเซียสหรือมากกว่ามาตลอดทุกวัน (ซึ่งพึ่งเริ่มตรวจวัดด้วยปรอททุกวันในระยะ ๔ เดือนก่อนมาสวนส่างฝัน ผู้ปกครองคาดว่าน่าจะเป็นมาก่อน ๔ เดือน) ไปตรวจที่โรงพยาบาลแพทย์วินิจฉัยว่า ฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ต่อมทอลซิลโต หัวใจรั่ว โซเดียมในเลือดมากเกินปกติและคาดว่าน่าจะมีปัญหาที่สมอง รักษาที่โรงพยาบาลและคลินิกในกรุงเทพหลายแห่ง เป็นเวลา ประมาณ ๔ ปี เสียค่าใช้จ่ายประมาณ ๔แสนบาท อาการไม่ทุเลาลง ผู้ปกครองพามาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกฯสวนส่างฝัน เมื่อ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๐ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหารและปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. หลังจากครบ ๕ วัน อุณหภูมิลดลงเหลือ ๓๖.๔ องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าเป็นอุณหภูมิปกติ ผิวหนังบริเวณหน้าแข้งที่แข็งหยาบหายไป มีลักษณะลื่นปกติดี ตุ่มแผลบริเวณแขนขาลดลงเหลือเพียงเล็กน้อย หลังจากปฏิบัติตัวต่อเนื่องและมาเข้าค่ายสุขภาพอีกครั้ง เมื่อ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๐ ผู้ป่วยหยุดยาไทรอยด์แล้ว อาการสะลึมสะลือหายไป ร่างกายสดชื่นแจ่มใสขึ้น อาการหนังตาตกหายไป หนังตาลืมได้ตามปกติ อาการปัสสาวะบ่อยยังเหมือนเดิม ทอลซิลโตยังเหมือนเดิม อาการตัวร้อนหัวร้อนหายไป เด็กกลับมามีสภาพทั่วไป เช่น การละเล่น ความสดชื่น พลังชีวิต เหมือนเด็กปกติคนอื่นๆ


       ตัวอย่างที่ ๗๔ นักบวชชาย อายุ ๕๕ ปี พุทธสถานศีรษะอโศก ต.กระแชง อ.กัณทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ให้ข้อมูลว่า มีอาการไข้สูง เจ็บคอ คอแห้ง ไอมาก เสมหะเหนียว หูอื้อทั้งสองข้าง ออกร้อนที่ท้องและด้านหลัง(เอว) ช่วงกลางดึกจะไข้สูงร้อนทั้งตัว จนต้องลุกมาเช็ดตัวลดไข้ทุกคืน ถ้าฉันครีมข้าว(มีฤทธิ์ร้อน)หรืออาหารฤทธิ์ร้อนอื่นๆ อาการจะยิ่งเป็นหนักยิ่งขึ้น รักษาด้วยวิธีการต่างๆ หลายวิธี มา ๑ เดือน อาการก็ไม่ทุเลาลง จึงไปตรวจที่โรงพยาบาลแพทย์เอ็กซ์เรย์ปอด แพทย์สันนิฐานว่าน่าจะเป็นวัณโรค แต่ตรวจเสมหะไม่พบเชื้อโรค แพทย์ให้ยาแผนปัจจุบันมาฉันเพื่อรักษาวัณโรค ผู้ป่วยมีความตั้งใจในชีวิตว่าถ้าไม่จำเป็นแล้ว ก็จะไม่ฉันยาปฏิชีวนะ จึงตัดสินใจทดลองใช้ธรรมชาติบำบัด โดยมาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกฯสวนส่างฝัน เมื่อ ๒ มกราคม ๒๕๕๐ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหารและปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. อาการเริ่มดีขึ้นตั้งแต่วันแรก ไอน้อยลง เสมหะที่เหนียวและคันคอก็น้อยลง อาการไข้และออกร้อนตามตัวลดลง นอนหลับได้สบาย และอาการทุกอย่างดีขึ้นตามลำดับจนเกือบเป็นปกติ หลังจากปฏิบัติตัวต่อเนื่องได้ ประมาณ ๑ เดือน


       ตัวอย่างที่ ๗๕ หญิง อายุ ๓๓ ปี (นางสาววิจิตรา มีทรัพย์) ที่อยู่ ๒๘ ม.๗ บ.ดอนตาล ต.ดอนตาล อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร

ให้ข้อมูลว่า มีอาการฝีหนองอักเสบบวมแดงที่ขาด้านขวา ก้อนฝีขนาดประมาณเท่ากำปั้น ไข้ขึ้นสูง ปวดทรมานมาก เนื่องจากไม่ได้รักษาอย่างจริงจัง จึงเป็นเรื้อรังมาได้ประมาณ ๑ เดือนครึ่ง ผู้ป่วยตัดสินใจใช้ธรรมชาติบำบัด ด้วยการกินอาหารฤทธิ์เย็น รสธรรมชาติ(รสจืด) อย่างเข้มงวด พร้อมกับสวนล้างลำไส้ใหญ่ กินสมุนไพรถอนพิษร้อนและพอกทาด้วยสมุนไพรฤทธิ์เย็น ๗ วันผ่านไป ฝีแตก หนองทะลัก เป็นรูโบ๋เท่ากำปั้น ปริมาณหนองประมาณ ๑ กระป๋องนมข้นหวาน อาการไข้และอาการปวดทุเลาลงทันที สิ่งมหัศจรรย์ที่ตามมาก็คือ เนื้อตื้นเต็มภายใน ๓ วัน& สาเหตุของความเจ็บป่วยก็คือ ผู้ป่วยชอบกินอาหารขยะ โดยเฉพาะบะหมี่ซอง ขนมกรุปกรอบ และอาหารรสจัด เป็นประจำ จึงทำให้ภูมิต้านทานลด เกิดการอักเสบดังกล่าว และทุกครั้งที่ผู้ป่วยกลับไปกินอาหารดังกล่าว อาการอักเสบ ฝีหนองก็จะกลับคืนมาเป็นอีก เมื่อมากินอาหารฤทธิ์เย็นอาการดังกล่าวก็จะหายไป เป็นอยู่อย่างนี้ตามพฤติกรรมการกินของผู้ป่วย ผู้เขียนพบผู้ป่วยหลายคนที่มีลักษณะเช่นเดียวกันนี้ คือ เทียวเป็นหรือไม่เป็นฝีหนอง ตามพฤติกรรมการกินของตนเอง


       ตัวอย่างที่ ๗๖ หญิง อายุ ๔๐ ปี ที่อยู่ ๓๗ ม.๑ ต.นาถ่อน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ให้ข้อมูลว่า กินมังสวิรัติมา ประมาณ ๑๐ ปี แต่กินแบบรสจัดและมีฤทธิ์ร้อน ไม่เคยเจ็บป่วยที่รุนแรง บางครั้งจะมีอาการหวัด จาม เจ็บคอ บางครั้งลุกขึ้นจะหน้ามืด วิงเวียน อาบน้ำเย็นไม่ค่อยได้ ตกขาว มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกฯสวนส่างฝัน เมื่อ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหารและปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. หลังจากครบ ๓ วัน อาบน้ำเย็นได้ ลุกขึ้นก็ไม่วิงเวียน อาการตกขาวหายไป
        ที่ผู้ป่วยอาบน้ำเย็นไม่ค่อยได้นั้น เกิดจากร้อนที่ตีกลับเป็นเย็น เหมือนกับคนที่ไข้สูง(มีความร้อนสูง)แต่กลับมีอาการหนาวสั่น(เป็นสภาพร้อนที่ตีกลับเป็นเย็น) ถ้าอาบน้ำเย็นจึงรู้สึกหนาวสะท้าน เมื่อเราถอนพิษร้อนซึ่งเป็นต้นเหตุออก อาการตีกลับเป็นเย็นก็จะไม่เกิด จึงสามารถอาบน้ำเย็นได้ ซึ่งการแก้ร้อนที่ตีกลับเป็นเย็น ส่วนใหญ่นิยมเอาพืชผักสมุนไพรฤทธิ์เย็น มาผ่านไฟ เช่น ต้ม นึ่ง หรือลวก ใช้กิน แช่ หรือเช็ดตัว ความร้อนของไฟจะเข้าไปแก้ภาวะเย็นที่ตีกลับแทรกเข้ามา ส่วนพืชผักสมุนไพรฤทธิ์เย็นก็จะเข้าไปแก้ภาวะร้อนเกิน เป็นการแก้ภาวะร้อนเกินและเย็นเกินในเวลาเดียวกัน ภาวะร้อนที่ตีกลับเป็นเย็น หรือเย็นที่ตีกลับเป็นร้อน หรือมีทั้งร้อนและเย็นในเวลาเดียวกัน ในลักษณะอื่นๆ ก็แก้ไขทำนองเดียวกันนี้


       ตัวอย่างที่ ๗๗ ชาย อายุ ๔๗ ปี ที่อยู่ ๕๘๓-๕๘๕ ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ให้ข้อมูลว่า มีอาการเซ่อมึนงง เป็นมาประมาณ ๔ ปี และมีอาการท้องผูกร่วมด้วย มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกฯสวนส่างฝัน เมื่อ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๙ ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหารและปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. หลังจากครบ ๕ วัน อาการเซ่อ มึนงงลดลง ระบบขับถ่ายดีขึ้น


       ตัวอย่างที่ ๗๘ หญิง อายุ ๖๗ ปี ๙๕๑ บดินทร์รักษา ถ.ลาดพร้าว ซอย ๙๔ กทม.ให้ข้อมูลว่า มีอาการนอนกรนและเจ็บหัวเข่าซ้าย เป็นเรื้อรังมานาน มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกฯสวนส่างฝัน เมื่อ ๒๒ กรกฏาคม ๒๕๔๙ ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหารและปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. หลังจากครบ ๕ วัน เพื่อนในค่ายด้วยกันบอกว่า ๒ วันแรก นอนกรนดังมาก คืนที่ ๓ กรนเบาลงมากอย่างไม่น่าเชื่อ คืนที่ ๔ และ๕ กรนเบาลงมากจนเกือบจะเหมือนคนปกติทั่วไป ในวันที่ ๓ ของการอบรม เริ่มงอเข่าได้แต่ยังปวดอยู่ วันที่ ๕ อาการปวดตึงทุเลาลงไปมาก จนแทบจะหายไป


       ตัวอย่างที่ ๗๙ หญิง อายุ ๕๒ ปี ที่อยู่ พุทธสถานปฐมอโศก ต.พระประโทน อ.เมือง จ.นครปฐม ให้ข้อมูลว่า มีอาการร้อนในง่าย ปวดเมื่อยแขน-ขาบ่อยๆ นอนหลับได้ยาก มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศีระอโศก เมื่อ ๖ เมษายน ๒๕๕๐ ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหารและปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. หลังจากเข้าค่ายอบรม ๗ วัน อาการทุกอย่างทุเลาลง ผายลมดีกว่าปกติ


       ตัวอย่างที่ ๘๐ หญิง อายุ ๓๒ ปี ที่อยู่ แขวงการทางยโสธร จ.ยโสธร ให้ข้อมูลว่า
ไปตรวจที่โรงพยาบาลหมอวินิจฉัยว่า เป็นโรคเกร็ดเลือดต่ำ ตั้งแต่เป็นเด็กชั้นประถมจะมีอาการเลือดกำเดาไหลไม่หยุด แต่ละครั้งมักจะเป็นติดต่อกัน ๑-๓ วัน มักมีอาการเลือดไหลซึมออกตามไรฟันอยู่เป็นประจำ และมักจะพกช้ำง่าย โดยเฉพาะเวลามีอะไรกระทบกระแทกร่างกาย บางครั้งไม่มีอะไรมาโดนก็จะเกิดพกช้ำขึ้นมาเอง แพทย์แนะนำให้ผ่าตัดเอาม้ามออก จึงได้ผ่าออกที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น ได้ไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลรามาฯ กทม. อาการก็ไม่ทุเลา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ได้กินยาแผนปัจจุบันเพื่อเพิ่มเกร็ดเลือดมาตลอด ค่าของเกร็ดเลือดจะอยู่ที่ ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐cumm.(เซลล์ต่อเลือด ๑ ลูกบาศก์มิลลิเมตร) ซึ่งค่าปกติจะอยู่ที่ ๒๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ cumm. ถ้ากินยาเยอะถึงวันละ ๑๐ เม็ด เกร็ดเลือดจะขึ้นมาที่ ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ cumm. แต่ร่างกายจะทนฤทธิ์ยาไม่ไหว จะมีอาการร้อนตามคอตามตัว ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ รู้สึกหัวใจถูกบีบเหมือนกินกาแฟ หายใจไม่อิ่ม แพทย์จึงให้ลดยาโดยให้กินวันละ ๔ เม็ด ผู้ป่วยได้อ่านหนังสือย่านางสมุนไพรมหัศจรรย์ หนังสือถอดรหัสสุขภาพ ได้ลดอาหารฤทธิ์ร้อนและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของเพื่อนที่เคยมาเข้าค่ายสุขภาพที่สวนสางฝัน ได้เริ่มดื่มน้ำย่านางมาตั้งแต่ ๑ มกราคม ๒๕๕๐(ขณะนั้น เกร็ดเลือด ๒๐,๐๐๐ cumm.) พร้อมกับกินยาในปริมาณที่น้อยกว่าแพทย์สั่ง โดยกินวันละ ๒ เม็ด แล้วไปตรวจกับแพทย์ที่โรงพยาบาลรามาฯ ในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๐ พบว่าเกร็ดเลือดเพิ่มเป็น ๔๘,๐๐๐ cumm. ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เพราะปกติแล้วเกร็ดเลือดจะไม่เพิ่มมากขนาดนี้ ถ้าเรากินยาที่แพทย์ให้มาในปริมาณน้อย เกร็ดเลือดก็จะเพิ่มน้อย ถ้ากินยาในปริมาณที่มากเกร็ดเลือดก็จะเพิ่มมาก แต่การกินยาที่มากก็จะเกิดผลข้างเคียงก็คือ ร่างกายบวมอ้วนไปทั้งตัว เกิดอาการแพ้ยาร้อนวูบวาบไปทั้งตัว
        พอมาดื่มน้ำย่านาง ก็จะรู้สึกสบายตัวขึ้น จากที่เคยหน้าบวมใหญ่ ก็ลดการบวมลง จนเพื่อนร่วมงานทักว่าหน้าเล็กลงแล้วนะเธอ ปัจจุบันเลือดที่เคยออกตามไรฟันก็น้อยลง การพกช้ำตามร่างกายก็น้อยลงอย่างมาก ผู้ป่วยมาให้ข้อมูลเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๐
        จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า การกินยาแผนปัจจุบัน เพื่อพยายามให้ค่าของเกร็ดเลือดใกล้เคียงปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่าร่างกายผู้ป่วยจะแข็งแรงขึ้น กลับยำแย่ด้วยซ้ำ ผู้เขียนเองเคยพบผู้ป่วยหลายรายที่มีลักษณะเช่นนี้ คือผลจากการกินยาแผนปัจจุบันแล้ว ค่าของการตรวจทางห้องปฏิบัติการในระบบสุขภาพแผนปัจจุบัน อยู่ในขั้นปกติหรือใกล้เคียงปกติหรือดีขึ้นกว่าเดิม แต่สภาพร่างกายของผู้ป่วย มีอาการไม่สบายหรือย่ำแย่ลงกว่าเดิม แต่เมื่อได้หยุดยาหรือปรับความสมดุลของสภาพร่างกาย ด้วยแนวธรรมชาติบำบัด ร่างกายของผู้ป่วยกลับมีสภาพที่ดีขึ้น คำถามก็คือ อะไรคือคำตอบของคุณภาพชีวิตที่ดี หรืออะไรคือคำตอบสุขภาพที่ดี หรืออะไรคือสิ่งที่ร่างกายควรจะเป็นแล้วมีชีวิตที่ผาสุก สำหรับตัวผู้เขียนและนักธรรมชาติบำบัดส่วนใหญ่แล้ว จะเลือกสมรรถนะและความสบายในร่างกาย เป็นเป้าหมายหลัก ส่วนผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเป็นเป้าหมายรอง ถ้าทั้งสองอย่างไปด้วยกันได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าไม่ไปด้วยกัน อย่างน้อยชีวิตก็น่าจะได้สมรรถนะและความสบายของร่างกาย แม้พระพุทธเจ้าก็ใช้หลักความเจ็บป่วยน้อย ความลำบากกายน้อย เบากาย มีกำลังและเป็นอยู่ผาสุก เป็นคุณภาพชีวิตที่ดี


       ตัวอย่างที่ ๘๑ หญิง อายุ ๖๒ ปี ที่อยู่ ๗๗๑ สุทธิสาร ดินแดง กทม.ให้ข้อมูลว่า มีอาการตาฟ่าฟาง ระคายเคือง แสบ คัน น้ำตาไหลบ่อยๆ มีขี้ตาตอนเย็นทุกๆวัน เป็นมาประมาณ ๒-๓ ปี เป็นๆหายๆ แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นต้อกระจก ต้อหิน มีอาการปวดตึงเส้น จากคอ สะบัก ไหล่และหลัง ร้าวมาที่ขมับ เป็นมากข้างซ้าย ส่วนข้างขวาเป็นเล็กน้อย วิงเวียนและมึนหัวบ่อยๆ มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกฯสวนส่างฝัน เมื่อ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหารและปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. หลังจากเข้าค่ายอบรม ๕ วัน อาการไม่สบายเกี่ยวกับตาทุกอย่างทุเลาเบาบางลงมาก อาการปวดตึงเส้นก็ทุเลาลง สภาพร่างกายโดยทั่วไปก็ดีขึ้น


       ตัวอย่างที่ ๘๒ หญิง อายุ ๕๐ ปี ที่อยู่ ชุมชนราชธานีอโศก ต.บุ่ง อ.วารินฯ จ.อุบลฯ

ให้ข้อมูลว่า มีอาการไอ เจ็บคอมาก ไอจนเลือดออก ปวดหัว เส้นกระตุกบริเวณขอบตาและคิ้ว เป็นมาได้สองเดือน กินยาแผนปัจจุบันและฝังเข็มจากแพทย์แผนปัจจุบันมาหลายครั้ง อาการก็ยังไม่ดีขึ้น มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกฯสวนส่างฝัน เมื่อ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหารและปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. หลังจากเข้าค่ายอบรม ๕ วัน สภาพร่างกายโดยรวมดีขึ้น อาการเจ็บคอหายไป อาการปวดหัวและเส้นกระตุกทุเลาลงมาก


       ตัวอย่างที่ ๘๓ หญิง อายุ ๕๑ ปี ที่อยู่ ๑๓๕ ม.๒ ต.พรสวรรค์ อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ให้ข้อมูลว่า มีอาการหายใจไม่สะดวก เสมะเหนียวติดคอ ไอเสมหะก็ไม่ค่อยออก เป็นมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ จนถึง ปี๒๕๔๙ รวมเวลาประมาณ ๔๕ ปี รักษามาหลายแผนอาการก็ไม่ทุเลาลง ยังคงเป็นเรื้อรังมาเรื่อยๆ มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกฯสวนส่างฝัน เมื่อ มีนาคม ๒๕๔๙ ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหาร และปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. หลังจากเข้าค่ายอบรม ๕ วัน หายใจโล่งสะดวกขึ้น เสมหะใสขึ้น เริ่มมีน้ำลายปนออกมา ซึ่งแต่ก่อนไม่ค่อยมี ทำให้ขับเสมหะได้ดีขึ้น


       ตัวอย่างที่ ๘๔ ชาย อายุ ๗๓ ปี ที่อยู่ ๑๘๐ ม.๘ ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ให้ข้อมูลว่า มีอาการท้องเสีย ร้อนลำคอ ไอมาก เป็นเรื้อรังมา ๑ เดือน มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศาลีอโศก เมื่อ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหารและปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. หลังจากเข้าค่ายอบรม ๗ วัน อาการท้องเสียหายไป อาการร้อนลำคอและไอทุเลาลงจนเกือบเป็นปกติ


       ตัวอย่างที่ ๘๕ ชาย อายุ ๒๙ ปี ที่อยู่ ๖๕/๔๑ ซ.ประสาทสิน คลองกุ่ม บึงกุ่ม กทม. ให้ข้อมูลว่า มีอาการปวดหลัง หายใจขัด หายใจไม่เต็มที่ หายใจได้ข้างเดียว เป็นมาได้ ๑ ปี มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศาลีอโศก เมื่อ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหารและปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. หลังจากเข้าค่ายอบรม ๓ วัน อาการหายใจเริ่มเป็นปกติ ระบบสายตาดีขึ้น ไม่ง่วงนอนหลังอาหาร ไม่อ่อนเพลีย


       ตัวอย่างที่ ๘๖ หญิง อายุ ๔๙ ปี ที่อยู่ ๖๗/๕๐ นวมินทร์ ๔๖ คลองกุ่ม บึงกุ่ม กทม. ให้ข้อมูลว่า มีอาการปวดหัว ปวดตา ร้อนโคนลิ้น เวลากินอาหารเสร็จจะร้อนตรงโคนลิ้นและง่วงหลับคาโต๊ะอาหาร ปวดแขนข้างซ้าย นิ้วมือชา หนักแขนยกแขนลำบาก เป็นมา ๒ ปี มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกฯสวนส่างฝัน เมื่อ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหารและปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. หลังจากเข้าค่ายอบรม ๕ วัน หายปวดหัว กระบอกตายังปวดเล็กน้อย อาการร้อนที่โคนลิ้นหายแล้ว อาการง่วงยังมีอยู่เป็นบางวัน อาการนิ้วชาทุเลาลง เริ่มกำมือได้ ยกแขนได้โดยไม่หนัก ไม่ปวด


       ตัวอย่างที่ ๘๗ หญิง อายุ ๒๙ ปี ที่อยู่ ๑๙/๒๔๗-๘ ถ.นวมินทร์ คลองกุ่ม บึงกุ่ม กทม. ให้ข้อมูลว่า มีอาการอ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อย ตามัว ปัสสาวะมีกลิ่น หาวบ่อยมาก เป็นมาประมาณ ๑ ปี มาเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ฝึกฯสวนส่างฝัน เมื่อ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๙ ใช้ธรรมชาติบำบัด กินอาหารฤทธิ์เย็น กินน้ำย่านาง โยคะ-กายบริหารและปรับสมดุลสุขภาพด้วย หลัก ๘ อ. หลังจากเข้าค่ายอบรม ๕ วัน มีความรู้สึกสมองโล่ง เบาสบาย นอนหลับดี ตามัวน้อยลง ไม่มีอาการหาวเลย ร่างกายสดชื่นมาก

        มีผู้ที่รักสุขภาพไม่ต่ำกว่า หนึ่งพันคน ที่ฝึกปฏิบัติสุขภาพบุญนิยม พึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง แล้วมีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งผู้เขียนไม่สามารถนำเสนอในที่นี้ได้ทั้งหมด จึงขอนำเสนอแต่เพียงเท่านี้ก่อน โอกาสหน้า ถ้าเหตุปัจจัยเหมาะสมก็คงจะได้นำเสนอต่อไป
        จากข้อมูล เราจะเห็นได้ว่า ถ้ามีการปรับพฤติกรรมสุขภาพให้สมดุล โดยบูรณาการผสมผสานองค์ความรู้ ของหลักวิทยาศาสตร์สุขภาพแผนปัจจุบัน แผนไทย แผนทางเลือกและวิทยาศาสตร์สุขภาพเชิงธรรมะ และจิตวิญญาณ ไปสู่การพึ่งตน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ร่างกายก็จะเกิดภูมิต้านทาน จนมีผลในการบำบัดรักษาโรค ฟื้นฟูสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรคและส่งเสริมสุขภาพไปพร้อมๆกัน ทำให้สามารถลดปัญหาสุขภาพได้ ถ้าแก้ไขได้ทันท่วงที คือถ้าไม่ปล่อยให้ร่างกายทรุดโทรม จนถึงขั้นเนื้อเยื่อไม่มีสภาพที่จะฟื้นตัวแล้ว วิธีการดังกล่าวก็ยังสามารถเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะช่วยดูแลแก้ไขหรือลดปัญหาสุขภาพ ซึ่งบางคนก็อาจฟื้นตัวได้เร็ว บางคนก็อาจฟื้นตัวได้ช้า ตามแต่สภาพร่างกายของแต่ละคน หรือแม้ผู้ที่ร่างกายไม่มีสภาพที่จะฟื้นตัว วิธีการดังกล่าวก็อาจจะช่วยยืดอายุ หรือช่วยให้ทิ้งร่าง(ตาย)โดยไม่ทุกข์ทรมานมากนัก และไม่เสียค่าใช้จ่ายมาก หรือแม้ผู้ป่วยที่อวัยวะบางอย่างไม่สามารถฟื้นได้แล้ว ผู้เขียนมีความเห็นว่า ก็ควรจะทำความสมดุลของสุขภาพอยู่ดี เพื่อลดทุกข์ทรมานให้ได้มากที่สุด หรือให้มีสภาพร่างกายที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ทางที่ดีก็อย่ารอจนอาการหนักเลย เราพยายามรักษาสภาพร่างกายและจิตใจให้มีพลังชีวิตสูงที่สุดดีกว่า หรือรีบปรับสมดุลสุขภาพตั้งแต่เริ่มรู้ว่าพลังชีวิตตกหรือเริ่มมีอาการไม่สบาย จะทำให้อาการทุเลาเบาบางหรือแก้ไขได้ง่ายกว่า ประหยัดกว่า ซึ่งถ้าปล่อยให้มีอาการหนักมากแล้ว ก็จะแก้ไขได้ยากหรือบางทีอาจแก้ไขไม่ได้เลย ต้องลำบากมากทั้งผู้ที่ป่วยเองและผู้ที่ช่วยเหลือดูแลรักษา ทำให้เสียเวลา เสียแรงงาน เสียทรัพย์สินเงินทองและเสียทรัพยากรมาก ดังนั้น การปรับสมดุลดูแลแก้ไขแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรทำที่สุด เป็นประโยชน์ที่สุด
        โรคภัยไข้เจ็บนั้น เกิดจากพฤติกรรมของเราเอง ถ้าเราทำความสมดุลให้กับชีวิต ร่างกายก็จะมีภูมิต้านทานโรค ความเจ็บป่วยก็จะทุเลาเบาบางหรือหายไป แต่ถ้าเราทำความไม่สมดุลในชีวิต ภูมิต้านทานโรคก็จะลด ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะกลับมาหาเรา ซึ่งมักจะมีคำถามอยู่เสมอว่า โรคนั้นโรคนี้รักษาหายไหม ผู้เขียนมักจะตอบว่าอยู่ที่ตัวเราเองว่าจะมีความสามารถในการปรับสมดุล จนเกิดภูมิต้านทานถึงขีดทุเลาหรือหาย หรือจะทำความไม่สมดุล จนภูมิต้านทานลด ผลก็คือเกิดโรคขึ้นมาอีก ดังนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการสุขภาพที่ดีแล้ว การสร้างสุขภาพหรือปรับสมดุลสุขภาพจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องทำตลอดชีวิต
        ท่านที่ได้มีโอกาสมาเข้าค่ายสุขภาพนั้น ไม่ได้หมายความว่าอาการไม่สบายจะต้องหายทั้งหมดทันทีในขณะเข้าค่าย ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนเก็บข้อมูลจากผู้ที่มาเข้าค่าย พบว่า ส่วนใหญ่ (มากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์) อย่างน้อยจะมีสภาพร่างกายบางอย่างที่ดีขึ้น โดยจะดีขึ้นมากหรือน้อยก็ตามแต่สภาพร่างกายจิตใจและการปฏิบัติของแต่ละบุคคล การเข้าค่ายสุขภาพนั้น เป็นเพียงการฝึกฝนทักษะในการปฏิบัติเพื่อปรับสมดุลสุขภาพ ส่วนการจะมีสุขภาพที่ดีได้อย่างยั่งยืนนั้น ขึ้นอยู่กับประยุกต์ปฏิบัติให้ต่อเนื่องในชีวิตประจำวันของตัวท่านเอง