Taking too long? Close loading screen.

มูลนิธิแพทย์วิถีธรรม

ค้นหา
Generic filters

ข้อมูลนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัย

จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื่อมวลมนุษยชาติ 2558

 

การวิจัยเรื่อง “จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื่อมวลมนุษยชาติ” โดย ดร.ใจเพชร กล้าจน เป็นการศึกษาที่ใช้กระบวน การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnography Research) และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ซึ่งมีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ

  1. ศึกษาประวัติศาสตร์การแพทย์วิถีพุทธจากจดหมายเหตุและสื่อต่าง ๆ ระหว่าง พ.ศ. 2538-2558 ของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ สถาบันบุญนิยม
  2. ศึกษารูปแบบจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธนานาชาติพันธุ์เพื่อมวลมนุษยชาติ
  3. วิเคราะห์องค์ประกอบการพัฒนาการแพทย์วิถีพุทธ และสร้างยุทธศาสตร์การขยายผลชุมชนจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื่อมวลมนุษยชาติ

สรุปผลการวิจัย

ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการแพทย์วิถีพุทธ

ปี พ.ศ. 2535-2538 ผู้วิจัยรับราชการที่โรงพยาบาลหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งใน ช่วงเวลา 3 ปีแรกของการเริ่มรับราชการ ผู้วิจัยได้ใช้องค์ความรู้ด้านสุขภาพแผนปัจจุบันอย่างเต็มความสามารถ ในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพของประชาชน แต่สามารถแก้ปัญหาสุขภาพได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ยังมีปัญหาสุขภาพอีกจำนวนมากที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ยิ่งไปกว่านั้นปัญหากลับบานปลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาโรคเรื้อรัง ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพสูงขึ้น ศักยภาพในการพึ่งตนในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพน้อยลง ทำให้เริ่มชัดเจนว่าการดูแลสุขภาพแผนปัจจุบันช่วยลดหรือแก้ปัญหาได้บางส่วน แต่อีกหลายส่วนยังไม่สามารถลดหรือแก้ปัญหาได้

ผู้วิจัยจึงได้เริ่มแสวงหาความรู้เพิ่มเติม โดยศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตและวิธีการดูแลสุขภาพแนวบุญนิยมจากการอ่านหนังสือและได้ไปอบรมการแพทย์พื้นบ้าน และกสิกรรมผสมผสานไร้สารพิษ การดำรงชีวิตแนวเศรษฐกิจพอเพียงกับปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มพ่อผาย พ่อคำเดื่อง พ่อสุทธินันท์ จากนั้นจึงได้ศึกษาการดูแลสุขภาพแนวทางเลือกต่าง ๆ หลากหลายศาสตร์เพิ่มเติม รวมถึงการทำกสิกรรมไร้สารพิษและการดำรงชีวิตแนวเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจัง

ผู้วิจัยได้ทดลองปฏิบัติตามหลักการดูแลสุขภาพแผนต่าง ๆ ควบคู่กับการปฏิบัติพุทธธรรมแนวบุญนิยม ทำกสิกรรมไร้สารพิษและการดำรงชีวิตแนวเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจัง โดยบูรณาการร่วมกับความรู้ด้านสมุนไพรที่เรียนรู้ซึมซับมาจากบิดาตั้งแต่ผู้วิจัยยังเยาว์วัย พบว่า ทำให้ผู้วิจัยมีสุขภาพดีขึ้น จึงได้เผยแพร่องค์ความรู้ดังกล่าวช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนด้านสุขภาพที่สนใจ ซึ่งพบว่าประชาชนสนใจมาใช้วิธีการดังกล่าวมากขึ้น และส่วนใหญ่ที่ใช้วิธีการดังกล่าวมีสุขภาพดีขึ้น

จากประสบการณ์การลงมือปฏิบัติด้วยตนเองและเก็บข้อมูลจากการช่วยเหลือผู้อื่น ผู้วิจัยได้บูรณาการมาเป็นศาสตร์การดูแลสุขภาพแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ โดยนำเอาจุดดีของวิทยาศาสตร์การดูแลสุขภาพทั้ง 4 แผน คือ แผนปัจจุบัน แผนไทย แผนทางเลือกและแผนพื้นบ้าน รวมกับหลัก 8 อ. เพื่อสุขภาพที่ดีของสถาบันบุญนิยมมาบริหารจัดการองค์ความรู้ ประยุกต์ผสมผสานบูรณาการด้วยหลักธรรมของพุทธศาสนา และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เน้นการแก้ไขหรือลดปัญหาสุขภาพที่ต้นเหตุโดยใช้สิ่งที่ประหยัดที่สุด แต่ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุดด้วยวิธีที่เรียบง่าย ได้ผลรวดเร็ว สามารถพึ่งพาตนเองได้ ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก ประยุกต์เข้ากับวิถีชีวิตได้ และมีความยั่งยืน

เมื่อพบข้อมูลว่า ประชาชนที่ใช้การดูแลสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมส่วนใหญ่
มีสุขภาพที่ดีขึ้น จึงได้เผยแพร่องค์ความรู้เพื่อช่วยเหลือประชาชนในวงกว้างมากขึ้น โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ จนเกิดสโลแกน “ศูนย์บาทรักษาทุกโรค” และ “หมอที่ดีที่สุดในโลกคือตัวคุณเอง”

เกิดการรวมตัวกันของผู้ที่ปฏิบัติตามแนวแพทย์วิถีธรรมที่มีสุขภาพดีขึ้น ที่ต้องการเสียสละช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนด้านสุขภาพมากขึ้น เกิดเป็นศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ 1, 2, 3, 4 และ 5 และเกิดมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย ตามลำดับ รวมทั้งเกิดเครือข่ายย่อยทั้งในและต่างประเทศ ดำเนินกิจกรรมพึ่งตนและเผยแพร่องค์ความรู้และทักษะในการดูแลสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ (แพทย์วิถีธรรม) ในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่

1. การจัดค่ายอบรมให้ความรู้ และข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพพึ่งตนตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ
1.1 ค่ายสุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง (หลักสูตร 3-7 วัน) จัดเดือนละ 1-2 ครั้ง มีผู้เข้าอบรมเฉลี่ยครั้งละ 200-300 คน จัดที่สวนป่านาบุญ 1-5 และเครือข่ายแพทย์วิถีพุทธทั่วประเทศ
1.2 ค่ายสุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง (หลักสูตร 1 วัน) มีผู้เข้าอบรมเฉลี่ยครั้งละ 200 คน จัดที่สวนป่านาบุญ 3, 4, 5 และเครือข่ายแพทย์วิถีพุทธทั่วประเทศ
1.3 ค่ายแฟนพันธุ์แท้ เพื่อตามหาและสร้างจิตอาสาศูนย์บาท เสียสละทำงานฟรีไม่รับเงินทอง แต่ทำประโยชน์เพื่อผองชนทำเพื่อผู้อื่น จัดปีละ 1 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมการอบรมเฉลี่ยครั้งละประมาณ 300 คน
1.4 ค่ายพระไตรปิฏก เพื่อเผยแพร่สัจธรรมในพระพุทธศาสนา เน้นฝึกฝนปฏิบัติเข้มข้นลด ละ ล้างกิเลส และฆ่ากิเลส ฝึกรับประทานอาหารเพียงมื้อเดียว (อาหารไม่มีเนื้อสัตว์รสจืด) ฝึกฝนสมรรถนะและความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจด้วยกิจกรรมพิเศษ เดินจาริกจาก สวนป่านาบุญ 4 (บ้านแดนสวรรค์) อำเภอธาตุพนม เพื่อไปสักการะพระธาตุพนม อำเภอธาตุพนมเป็นระยะทางทั้งสิ้น 23 กิโลเมตร มีผู้เข้าร่วมการอบรมเฉลี่ย 300 ท่าน จัดปีละ 2 ครั้ง ที่สวนป่านาบุญ 1 หรือ สวนป่านาบุญ 4 ผู้วิจัยได้ช่วยเหลือประชาชนที่มีความทุกข์จากปัญหาสุขภาพกายและใจ ด้วยหลัก การแพทย์วิถีพุทธ (แพทย์วิถีธรรม) สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง รวมแล้วจนถึงปัจจุบัน (ปี 2558) สามารถช่วยคนได้กว่า 160,000 คน

2. การให้บริการความรู้และข้อมูลแพทย์วิถีพุทธในรูปแบบของสิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือ วารสาร แผ่นพับ แผ่นการ์ดต่าง ๆ ณ เดือนเมษายน พ.ศ. 2558
ผู้วิจัยได้เขียนและเผยแพร่ผลงานสื่อสิ่งพิมพ์หนังสือด้านสุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ รวมแล้วมียอดพิมพ์ 1,800,000 เล่ม นอกจากนี้ ยังได้จัดทำสื่อภาพและเสียงประเภท ดีวีดี วีซีดี และเอ็มพีสาม เช่น ค่ายสุขภาพ ค่ายแฟนพันธุ์แท้ ค่ายพระไตรปิฎก โยคะกดจุดลมปราณและกายบริหาร ยา 9 เม็ด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ สวดมนต์ ฝึกลมหายใจ กัวซา มหัศจรรย์น้ำปัสสาวะ เทคนิคทำใจให้หายโรคเร็ว คนพอเพียง ความผาสุกที่แท้จริง ฯลฯ จนถึงปัจจุบัน (ปี 2558) รวมประมาณ 12,000 แผ่น

3. การให้บริการความรู้และข้อมูลหลักการแพทย์วิถีพุทธ และให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพรายบุคคลโดยตรง (ตัวต่อตัว)

4. การให้บริการความรู้และข้อมูลแพทย์วิถีพุทธผ่านสถานีโทรทัศน์
4.1 สถานีโทรทัศน์บุญนิยมทีวี www.boonniyom.tv ในรายการ “สุขภาพดีกับแพทย์วิถีธรรม (หมอเขียว)” ออกอากาศเวลา 06.00-07.00 น. ทุกวันพฤหัสบดีและวันศุกร์
4.2 สถานีโทรทัศน์หมอเขียวทีวีออนไลน์

5. การให้บริการความรู้และข้อมูลแพทย์วิถีพุทธผ่านสถานีวิทยุ รับฟังรายการแพทย์วิถีธรรมทางอากาศ ทุกวันเสาร์ อาทิตย์เวลา ทุ่มถึง 2 ทุ่มทางคลื่น 102.75 หล่ายแก้วเรดิโอ รับเชิญไปออกรายการวิทยุท้องถิ่น เช่น สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดอำนาจเจริญ สถานีอำเภอป่าซางบ้านโฮ่ง เวียงหนองล่องจอมทอง จังหวัดลำพูน สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดนครพนม ฯลฯ

6. การให้บริการความรู้และข้อมูลแพทย์วิถีธรรม ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตที่เว็บไซต์หมอเขียวดอทเน็ต www.mokeaw.net ซึ่งตั้งแต่ ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน (ปี 2558) มีผู้เข้าไปศึกษาสื่อทางระบบอินเตอร์เน็ตขององค์กรแพทย์วิถีธรรมรวมกว่า 11 ล้านครั้ง

7. การให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพและ ข้อมูลทาง LINE

8. ได้รับเชิญออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ
• สารคดีธรรมชาติบำบัดพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7
• สารคดี สุขภาพดี วิถีไทย ของกระทรวงศึกษาธิการ เผยแพร่ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11
• รายการสุขภาพดีด้วย 8 อ. “สุขภาพแนวพึ่งตนแนวเศรษฐกิจพอเพียง” เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อมวลมนุษยชาติ “บุญนิยมทีวี” (เดิมชื่อ FMTV)
• รายการคน ค้นคน “หมอเขียวศูนย์บาทรักษาทุกโรค” เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์
• รายการมองโลก มองธรรม เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมบุญนิยมทีวี
• รายการ เรื่องจริงผ่านจอ เผยแพร่ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5
• รายการครูสร้างคน คนสร้างโลก ของ คุรุสภา ตอน “หมอเขียว” เยียวยาครอบครัวครู ซึ่งครอบครัวครูดูแล โดย สกสค. เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์
• สารคดี ทางนำชีวิต ตอน “ธรรมะดับโรค” เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

9. การจัดการความรู้ ทำวิจัย และพัฒนาด้านวิชาการ
• จัดตั้งกลุ่มวิชาการเพื่อศึกษาวิจัยการใช้การแพทย์วิถีธรรม ในการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชน ซึ่งได้มีผู้สนใจเข้าร่วมทั้งหน่วยงานโรงพยาบาลของรัฐ สำนักสาธารณสุขจังหวัด เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข แพทย์ พยาบาล อสม. ร่วมกับภาคประชาชนที่เป็นจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธร่วมกับสำนักการแพทย์ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในการทำหลักสูตรการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม เพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
• ร่วมกับสถาบันอาศรมศิลป์ เปิดหลักสูตร ผู้ประกอบการสังคม ความถนัดแพทย์วิถีธรรม ร่วมกับการศึกษานอกโรงเรียน จัดหลักสูตรการแพทย์วิถีธรรมให้นักเรียนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)
• ร่วมทำวิจัยกับโครงการกำลังใจในพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ในการฟื้นฟูผู้ต้องขังหญิง ได้แก่ เรือนจำกลางนครพนม เรือนจำจังหวัดภูเก็ต และทัณฑสถานเปิดโคกตาบัน จังหวัดสุรินทร์

ศรัทธาต่อการแพทย์วิถีพุทธ
1. ศรัทธาต่อการแพทย์วิถีพุทธ ประเด็นประสบการณ์และข้อคิดเห็นจากบุคคลต่าง ๆ
2. ศรัทธาต่อการแพทย์วิถีพุทธ ประเด็นรางวัลและเกียรติบัตรต่าง ๆ

ผู้ใช้หลักการแพทย์วิถีพุทธ ที่สามารถนำหลักการแพทย์วิถีพุทธไปปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง ได้ผลสุขภาพดีขึ้นทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา (จิตวิญญาณ) นั้น ผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธล้วนแต่เป็นผู้มีความศรัทธาต่อการแพทย์วิถีพุทธ ใน 4 ด้าน คือ

1) ศรัทธาต่อตัวผู้วิจัย
เมื่อผู้วิจัยพากเพียรฝึกฝนปฏิบัติตามองค์ความรู้การแพทย์วิถีพุทธที่ได้บูรณาการมาตามที่นำเสนอในบทที่ 5 จนเกิดสภาพชีวิตพอเพียงเรียบง่าย ร่างกายแข็งแรง จิตใจดีงาม และจิตใจเป็นสุขแล้ว ซึ่งเป็นสภาพแห่งความเป็นพุทธบุตร เข้าใจและเข้าถึงองค์ความรู้ที่ถูกต้อง จึงดำเนินการพัฒนาเผยแพร่องค์ความรู้เพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติต่อไป ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสเกี่ยวกับการพึ่งตนเองและช่วยเหลือผู้อื่น ในอัตตวรรคที่ 12
2) ศรัทธาต่อธรรมะหรือคุณธรรมที่ทรงไว้หรือที่มีอยู่ในตัวของผู้วิจัย โดยเฉพาะความมีเมตตาธรรมและความเสียสละอย่างทุ่มโถม ที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการเพียรช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ไม่หยุดหย่อน อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 20 ปี ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

3) ศรัทธาต่อหลักเทคนิคการปรับสมดุล 9 ข้อ (ยา 9 เม็ด) ไปปฏิบัติในการดูแลป้องกัน รักษา ฟื้นฟู และสร้างเสริมสุขภาพให้ทุเลาจากโรคหรืออาการเจ็บป่วยต่างๆ เป็นการผ่าทางตันของระบบสุขภาพ ที่จะนำไปสู่สุขภาวะที่สมบูรณ์ได้อย่างยั่งยืน หรือสร้างเสริมให้มีสุขภาพแข็งแรงได้จริง เห็นผลเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้จริง ผู้ใช้มีความสบาย เบากาย มีกำลัง มีความเป็นอยู่ที่ผาสุกขึ้นเจริญขึ้น

4) ศรัทธาต่อหมู่กลุ่มแพทย์วิถีพุทธ ที่เป็นมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี เนื่องจากเป็นหมู่กลุ่มที่จะนำพาให้จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธแต่ละท่านที่มีความศรัทธาต่อหมู่กลุ่มอย่างบริสุทธิ์ใจจริง ไปสู่เป้าหมายของความผาสุก สงบสันติสุข เพื่อมวลมนุษยชาติได้อย่างแท้จริง

การบูรณาการองค์ความรู้การแพทย์วิถีพุทธ

มนุษยชาติทั่วโลกประสบกับภาวะปัญหาสุขภาพ 3 ประการหลัก ได้แก่

1) ปริมาณผู้ป่วย ชนิดและความรุนแรงของความเจ็บป่วยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

2) ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาความเจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น

3) ประชาชนมีศักยภาพในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพด้วยตนเองน้อยลง

การบริหารจัดการองค์ความรู้และการดำเนินการที่มีอยู่ในระบบปกติ ช่วยลดปัญหาได้เพียงบางส่วน ยังมีปัญหาอีกจำนวนมากที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ยิ่งไปกว่านั้นกลับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ๆ ผู้วิจัยจึงพัฒนาองค์ความรู้การแพทย์วิถีพุทธขึ้น เพื่อสร้างสุขภาวะช่วยลดหรือแก้ปัญหาดังกล่าว และวิเคราะห์สังเคราะห์องค์ความรู้ โดยใช้แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการสร้างสุขภาวะตามหลักพุทธศาสนา การสร้างสุขภาวะตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง หลักการพัฒนาสุขภาวะตามหลักวิทยาศาสตร์สุขภาพแผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก และการแพทย์พื้นบ้าน ทฤษฎีสสารและพลังงาน และทฤษฎีขั้วตรงกันข้ามเชิงสุขภาพ

พบว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคหรืออาการเจ็บป่วย ตามหลักแพทย์วิถีพุทธเกิดจาก 5 ประการใหญ่ ๆ ได้แก่
1) ความร้อนเย็นไม่สมดุลด้านวัตถุ
2) ทำบาปหรืออกุศลกรรม
3) การไม่บำเพ็ญบุญกุศล
4) ความกลัว ความใจร้อน ความวิตกกังวล และความเศร้าหมอง และ
5) การคบมิตรที่ไม่ดี การอยู่ในสังคมและสิ่งแวดล้อมไม่ดี แบ่งเป็นสาเหตุความเจ็บป่วย 9 ข้อย่อย
1) อารมณ์เป็นพิษ
2) อาหารเป็นพิษและไม่สมดุล
3) พิษจากการไม่ออกกำลังกาย หรือการออกกำลังกายและอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง
4) พิษจากมลพิษต่าง ๆ ในโลกเพิ่มมากขึ้น
5) พิษจากการสัมผัสเครื่องยนต์ เครื่องไฟฟ้า หรือเครื่องอิเลคทรอนิคมากเกินความสมดุล
6) ไม่พึ่งตน ด้วยวิธีที่ประหยัดเรียบง่าย ในการลดความรุนแรงของพิษหรือระบายพิษออกจากร่างกาย
7) การเพียรการพักที่ไม่พอดี
8) บาปหรืออกุศลกรรม
9) การบูรณาการองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพส่วนใหญ่ ณ ปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ

เกิดความเจ็บป่วยหรือกลุ่มอาการร้อนเย็นไม่สมดุล 5 กลุ่มอาการ ดังนี้
1) กลุ่มอาการของภาวะร่างกายร้อนเกิน
2) กลุ่มอาการของภาวะร่างกายเย็นเกิน
3) กลุ่มอาการของภาวะร่างกายร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน
4) กลุ่มอาการของภาวะร่างกายที่มีสาเหตุเกิดจากร่างกายร้อนหรือร้อนเย็นพันกันเกินตีกลับเป็นอาการเย็นเกิน (เย็นหลอก)
5) กลุ่มอาการของภาวะร่างกายที่มีสาเหตุเกิดจากร่างกายเย็นหรือร้อนเย็นพันกันเกินตีกลับเป็นอาการร้อนเกิน (ร้อนหลอก) ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการปรับสมดุลร้อนเย็น ใช้เทคนิค 9 ข้อ (ยา 9 เม็ด) ตามหลักแพทย์วิถีพุทธ ดังนี้
1) การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุลร้อนเย็น
2) การกัวซาหรือขูดซาหรือขูดพิษหรือขูดลม (การขูดระบายพิษทางผิวหนัง)
3) การสวนล้างพิษออกจากลำไส้ใหญ่ด้วยสมุนไพรที่ถูกสมดุลร้อนเย็น (ดีท็อกซ์)
4) การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายในน้ำสมุนไพร ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย
5) การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ด ด้วยสมุนไพร ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย
6) การออกกำลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร ที่ถูกต้อง
7) การรับประทานอาหารปรับสมดุล ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย
8) ใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี
9) รู้เพียรรู้พักให้พอดี

โดยเทคนิค (ยาเม็ด) ที่ 6-9 เป็นเทคนิคหลักที่มีผลต่อสุขภาพมากที่สุด จึงควรพากเพียรปฏิบัติให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนเทคนิค (ยาเม็ด) ข้อ 1-5 นั้น เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมในการปรับสมดุลร้อนเย็นได้เป็นอย่างดี ให้เลือกปฏิบัติในข้อที่รู้สึก สุขสบายเบากายมีกำลัง ในปริมาณหรือจำนวนครั้งเท่าที่รู้สึกสบาย ข้อใดที่ทำแล้ว รู้สึกไม่สบายไม่เบากายไม่มีกำลัง ก็ไม่ต้องทำ พระพุทธเจ้าตรัสว่า การใช้สิ่งที่ประหยัด หาได้ง่าย และไม่มีโทษ เป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการดับทุกข์ (จัตตาริสูตร) เมื่อใช้เทคนิคทั้ง 9 ข้อ ตามหลักการใช้สิ่งที่ประหยัด หาได้ง่าย และไม่มีโทษ ที่พระพุทธเจ้าทรงยืนยันเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการดับทุกข์ เป็นวิธีหลักในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพแล้ว แต่ยังมีอาการเจ็บป่วยที่ยังทุกข์ทรมานทนได้ยากทนได้ลำบากอยู่ หรือไม่แน่ใจว่าจะสามารถปรับสมดุลร้อนเย็นได้อย่างมีประสิทธิภาพจนชีวิตสามารถกำจัดโรคได้ ก็ให้ใช้ธรรมะตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สัพเพธัมมานาลังอภินิเวสายะ” แปลว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” (สํ.สฬา.18/96) แสดงให้เห็นว่า สิ่งใดที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นจะไม่ทุกข์เป็นไม่มี สภาพดังกล่าวนั้นจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ที่จะใช้เฉพาะเทคนิค 9 ข้อ (ยา 9 เม็ด) อย่างเดียวเท่านั้น ก็ควรพิจารณาหาวิธีการในการดูแลสุขภาพแผนต่าง ๆเสริมเติมเต็ม ซึ่งการใช้วิธีในการดูแลสุขภาพแผนต่าง ๆเสริมเติมเต็มนั้น ใช้หลักลางเนื้อชอบลางยา คือ เลือกใช้วิธีที่ทำแล้วรู้สึกสุขสบายเบากาย มีกำลัง หรือไม่สบายแต่เบากายมีกำลัง ถ้าใช้แล้วไม่สบายหนักตัวกำลังตกอ่อนเพลียก็ให้หยุดทำ หรือท่านที่ได้ใช้วิธีการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพตามแผนต่าง ๆมาแล้ว แต่ยังมีอาการเจ็บป่วยอยู่ ก็สามารถศึกษาทดลองใช้เทคนิคการปรับสมดุลร้อนเย็น ด้วยเทคนิค 9 ข้อ (ยา 9 เม็ด) ตามหลักแพทย์วิถีพุทธ เสริมเติมเต็มหรือทดแทนตามความเหมาะสมของสภาพชีวิตผู้นั้น ๆ ได้ สำหรับท่านที่ประเมินสถานการณ์ความเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ว่าวิธีการต่าง ๆ นั้นไม่สามารถแก้ปัญหาสุขภาพดังกล่าวได้ ซ้ำยังเสี่ยงต่อความทุกข์ทรมานจากวิธีการใด ๆ ดังกล่าวแล้ว ต้องการวางร่างวางขันธ์ด้วยวิธีเทคนิค 9 ข้อ (ยา 9 เม็ด) ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดได้ ในภาคผนวก ฐ “การวางร่างวางขันธ์” โดย ใจเพชร กล้าจน

การแพทย์วิถีพุทธ เป็นการดูแลสุขภาพที่เหมาะกับคนทั่วไปทุกฐานะ ทุกอาชีพ ทุกชนชาติ ที่ต้องการเรียนรู้ฝึกฝนการดูแลสุขภาพ และเข้าถึงวิชชาแห่งพุทธะ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการดูแลสุขภาพกาย ใจ ในหมู่มิตรดี สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี

ผลสุขภาวะของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ

จากการศึกษาประวัติศาสตร์การแพทย์วิถีพุทธ จากจดหมายเหตุและสื่อต่าง ๆ ระหว่าง พ.ศ. 2538-2558 ของผู้ป่วยที่ใช้การแพทย์วิถีพุทธสถาบันบุญนิยม ในประเด็น “สุขภาวะของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ” มีขอบเขตด้านพื้นที่การศึกษาจากจดหมายเหตุ คือ เอกสารบันทึกแบบต่าง ๆ
อันได้แก่
1) หนังสือและแผ่นพับต่าง ๆ ที่เผยแพร่เกี่ยวกับความรู้และหลักการแพทย์วิถีพุทธ
2) งานวิจัยเกี่ยวกับการแพทย์วิถีพุทธสถาบันบุญนิยม
3) แบบบันทึกแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การใช้การแพทย์วิถีพุทธ
4) แบบบันทึกข้อมูลจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ หรือผู้ที่ใช้การแพทย์วิถีพุทธ
5) การสัมภาษณ์เชิงลึกจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การแพทย์วิถีพุทธที่บันทึกไว้ ในรูปของเอกสาร เอ็มพีสามและวิดีโอ
6) ใบสมัครและใบประเมินผลการอบรมค่ายสุขภาพการแพทย์วิถีพุทธ
7) การสัมภาษณ์แลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อมูลการดูแลสุขภาพผ่านสื่อออนไลน์ทางเว็บไซด์ ยูทูป เฟสบุ๊ค ไลน์ และสื่ออิเล็คทรอนิคแบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์วิถีพุทธระหว่าง พ.ศ. 2538-2558

ผลสุขภาวะของผู้ใช้แพทย์วิถีพุทธโดยเลือกสุ่มอย่างง่ายและแบบเจาะจง จำนวนรวมทั้งสิ้น 1,542 กรณีศึกษา สรุปสุขภาวะของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ ทั้ง 4 ด้าน จากการวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้

1. ด้านร่างกาย

สุขภาวะทางกาย มีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น อาการเจ็บป่วยทุเลา ลดลง มีความรู้สึกสบาย มีกำลัง โปร่ง เบากายมากกว่าเดิม และเมื่อเจ็บป่ว สามารถพึ่งตนและดูแลตนเองได้ด้วยหลักการแพทย์วิถีพุทธเพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ต้องไปพบแพทย์ ลดปริมาณการใช้ยาลงได้ หรือถึงระดับที่หยุดการใช้ยาลงได้เด็ดขาด ลดหรืองดการทานเนื้อสัตว์ได้ ทานอาหารรสจืดลงได้ และพยายามทานอาหารผักผลไม้มากขึ้น
สุขภาวะทางกายในด้านเศรษฐกิจ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในปัจจัยสี่ที่เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาล ลดหรืองดการใช้ยา สามารถหลีกเลี่ยงการนำยาเคมีเข้าร่างกายได้ นอกจากนั้น การดำรงชีวิตแนวเศรษฐกิจพอเพียงตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร และเครื่องนุ่งห่มได้ ส่งผลต่อสุขภาพกายที่มีพลังมากขึ้น ทำกิจกรรมการงานได้มากขึ้น สุขภาพใจที่เป็นสุขมากขึ้น ต่อยอดพัฒนาสู่การเป็นจิตอาสา

2. ด้านจิตใจ

สุขภาวะทางจิตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ผู้ป่วยบอกเล่าได้ถึงความทุกข์ที่ลดลง ความสุขที่เพิ่มขึ้น ความโปร่งโล่งเบาสบายใจ มีความเข้าใจในวิธีการคิดพิจารณาจัดการความกลัวหรือความเครียดที่เหมาะสมได้ (ไม่กลัวโรค ไม่กลัวตาย ไม่เร่งผล ไม่กังวล) พิจารณาวางใจและยกจิตได้สูงขึ้น มีจิตที่อยากช่วยเหลือผู้อื่น มีความเชื่อมั่นและศรัทธาในแนวทางแพทย์วิถีพุทธ มีความเชื่อและเข้าใจในกฎแห่งกรรมและผลของกรรมที่ชัดเจนมากขึ้น มั่นใจในการมีและการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและพอเพียง และการนำแนวทางการแพทย์วิถีพุทธไปปฏิบัติต่อได้อย่างต่อเนื่อง

3. ด้านสังคม (มิตรสหายและสังคมสิ่งแวดล้อม)

สุขภาวะทางสังคม เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และมีจิตใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้อื่นใช้ชีวิตประหยัดพอเพียง ได้รับการสนับสนุนทางสังคม ผู้ป่วยบอกเล่าถึงความรู้สึกว่าสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
สุขภาวะทางสังคม เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เชื่อมั่นในการเป็นหมอดูแลรักษาตนได้ มีทักษะการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพตนเองค่าใช้จ่ายส่วนตัวและครอบครัวลดลงได้ ใช้ชีวิตที่ประหยัดพอเพียงและเรียบง่ายขึ้น มีจิตใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้อื่น ให้คำแนะนำบอกต่อผู้ที่สนใจหลักการแพทย์วิถีพุทธอย่างเข้าใจสภาพจิตของผู้ที่อยากหรือต้องการได้รับการแนะนำช่วยเหลือ สามารถจัดสรรเวลาช่วยเหลือผู้อื่นได้มากขึ้นอย่างเป็นสุข สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นมากขึ้น

4. ด้านปัญญา (จิตวิญญาณที่ดีงามและผาสุก เข้าถึงสัจธรรม)

สุขภาวะทางปัญญา (จิตวิญญาณ) เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ประเมินจากการบอกเล่าและพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถในการมีความเข้าใจชีวิต มีความเชื่อมั่นในคุณงามความดี การให้อภัยการมีความหวังมีความรักต่อตนเองและผู้อื่น ได้ศึกษาและเข้าใจวิธีการลดละเลิกกิเลส ที่สามารถปฏิบัติได้จริงและเห็นผลจากการปฏิบัติว่ากิเลสลดละเลิกได้จริง มีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถในการพัฒนาด้านศักยภาพทางด้านจิตวิญญาณอย่างเต็มที่ มีความเข้าใจชีวิต และชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เจริญขึ้น สามารถเห็นและลดความโลภ โกรธ หลงของตนได้อย่างชัดเจน มีความเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นและเชื่อมั่นในเรื่องของกรรมและผลของกรรม (วิบาก) มีความเชื่อมั่นในการกระทำและผลของการกระทำเท่านั้นที่จะส่งผลอยู่ตลอดเวลา การสร้างแต่คุณงามความดี การให้อภัย มีความเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น ด้วยการทำประโยชน์ให้ผู้อื่นได้อย่างเป็นสุข ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพทางด้านจิตวิญญาณอย่างเต็มที่ โดยมาพัฒนาตนเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ เพื่อฝึกฝนความเป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ในตน พร้อมทำประโยชน์ช่วยเหลือมวลมนุษยชาติ

จากการศึกษาประวัติศาสตร์การแพทย์วิถีพุทธ จากจดหมายเหตุและสื่อต่าง ๆ ระหว่าง พ.ศ. 2538-2558 ของผู้ป่วยที่ใช้การแพทย์วิถีพุทธ สถาบันบุญนิยม ในประเด็น “สุขภาวะของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ” ที่ได้บันทึกไว้จำนวน 1,542 กรณีศึกษา พบว่าผู้ใช้หลักการแพทย์วิถีพุทธ มีสุขภาวะเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ด้วยองค์ประกอบที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถสรุปเป็นหลักปัจจัยองค์ประกอบการใช้หลักการแพทย์วิถีพุทธ หรือ องค์ประกอบการใช้เทคนิค 9 ข้อ ได้ดังนี้

1. การปรับสมดุลร้อนเย็น ละบาป บำเพ็ญบุญกุศล การทำจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี ด้วยการปฏิบัติอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา
2. การรักษาโรคหรืออาการไม่สบาย เป็นการรักษาที่ต้นเหตุของโรคหรืออาการไม่สบาย (ละเหตุทุกข์ได้เป็นสุขในที่ทั้งปวง (ขุ.ธ.25/59) ละทุกข์ทั้งปวงได้เป็นความสุข (ขุ.ธ.25/33) หรือคือ การดับทุกข์ ให้ดับที่เหตุแห่งทุกข์ (ทุกข์หรือโรคก็จะดับ)
3. ใช้สิ่งที่ประหยัดเรียบง่าย ใกล้ตัว ปลอดภัย และใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น
4. หมอที่ดีที่สุดในโลก คือ ตัวคุณเอง เมื่อนำไปปฏิบัติได้จริง สามารถหายได้จริง และไม่มีโทษหรือผลข้างเคียงและพิษภัย (Side effects)
5. เห็นผลได้เร็ว ทำเอาเองได้ ในการรักษาโรคได้ทุกโรค (แม้จะไม่ใช่ทุกคน แต่คนส่วนใหญ่ก็มีสุขภาพดีขึ้น) คือ เห็นผลได้ทันที ในขณะที่ทำ หรือขณะที่รอส่งผล (หลังการกระทำแล้ว) โดยใช้เวลาที่น้อยทั้งในขณะที่ทำและขณะที่รอส่งผล
6. ความศรัทธา ผู้ใช้มีศรัทธาต่อตนเองว่าตนสามารถปฏิบัติได้ ต่อผู้วิจัย (ผู้บูรณาการหลักการแพทย์วิถีพุทธ) และหมู่กลุ่มจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ (มิตรสหายสังคมสิ่งแวดล้อมดี) และต่อหลักปฏิบัติ เทคนิค 9 ข้อ (ยา 9 เม็ด) ความศรัทธานี้ที่จะช่วยทำให้หายโรคได้เร็ว
7. มีเทคนิคการทำใจให้หายโรคเร็ว คือ อย่ากลัวโรค อย่ากลัวตาย อย่าเร่งผล และอย่ากังวล
8. ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีแต่กรรมและวิบากเท่านั้น ที่ส่งผลตลอดเวลา จึงต้องเรียนรู้เรื่องกรรมและวิบากให้แจ่มแจ้ง
9. การลดกิเลส (กามและอัตตา) ช่วยรักษาโรคได้ หรือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากพฤติกรรมที่เป็นโทษ มาสู่พฤติกรรมที่เป็นประโยชน์ จะทำให้โรคหรืออาการไม่สบายต่าง ๆ ลดลง ทุเลาได้
10. โรคทุกโรคสามารถรักษาให้หายได้ด้วยเทคนิคการปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ 9 ข้อ (ยา 9 เม็ด) เนื่องจากเป็นการรักษาที่ต้นเหตุของโรคหรืออาการไม่สบาย สรุปเป็นตารางดังนี้

ตารางที่ 41 แสดงความเหมือนและแตกต่างของสาเหตุของโรคและวิธีการรักษา

โรค/สาเหตุเหมือนกันแตกต่างกัน
เหมือนกัน1. ใช้วิธีการรักษาเหมือนกัน2. ใช้วิธีการรักษาแตกต่างกัน
แตกต่างกัน3. ใช้วิธีการรักษาเหมือนกัน4. ใช้วิธีการรักษาแตกต่างกัน

1. โรคเดียวกัน รักษาเหมือนกัน เนื่องจากสาเหตุเหมือนกัน
2. โรคเดียวกัน รักษาต่างกัน เนื่องจากสาเหตุต่างกัน
3. โรคต่างกัน รักษาเหมือนกัน เนื่องจากสาเหตุเหมือนกัน
4. โรคต่างกัน รักษาต่างกัน เนื่องจากสาเหตุต่างกัน

11. ผู้วิจัย ได้ปฏิบัติให้เห็นว่าเป็น “ตัวอย่างของผู้ที่ปฏิบัติได้จริง” ในองค์ประกอบทุกข้อข้างต้น ที่ตรงกับสำนวนของหลักการแพทย์วิถีพุทธ คือ “พึ่งตน ทำตัวอย่าง และความผาสุกที่ตน ช่วยคนที่ศรัทธา”

รูปแบบจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธนานาชาติพันธุ์เพื่อมวลมนุษยชาติ

การวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธนานาชาติพันธุ์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลทางแบบสอบถาม ผ่านการสื่อสารออนไลน์หรือช่องทางอื่น ๆ ในประเด็น การให้ความสำคัญของเทคนิคการปรับสมดุลร้อนเย็น หรือเทคนิคการดูแลสุขภาพแต่ละข้อตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ แรงจูงใจในการมาเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธความสำเร็จ ปัญหาและอุปสรรค ในการพึ่งตนและช่วยเหลือผู้อื่นให้มีสุขภาวะที่ดี ตามหลักการแพทย์วิถีพุทธแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข และการพัฒนารูปแบบจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธนานาชาติพันธุ์เพื่อมวลมนุษยชาติ

1. การให้ความสำคัญของเทคนิคการปรับสมดุลร้อนเย็น หรือเทคนิคการดูแลสุขภาพ แต่ละข้อ ตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ

    อันดับแรก ที่จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธให้ความสำคัญของเทคนิคการปรับสมดุลร้อนเย็น คือ เทคนิคข้อ 8 ใช้ธรรมะ ละบาปบำเพ็ญบุญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดี สร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี
    รองลงมา คือเทคนิคข้อที่ 1 การดื่มน้ำสมุนไพรปรับสมดุล
    อันดับสาม คือเทคนิคข้อที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุลร่างกาย
    อันดับสี่ คือเทคนิคข้อที่ 2 การกัวซา
    อันดับห้า คือเทคนิคข้อที่ 3 การสวนล้างลำไส้ใหญ่
    อันดับหก คือเทคนิคข้อที่ 5 การพอกทาหยอดประคบ อบอาบเช็ดด้วยสมุนไพรที่ถูกกัน อันดับเจ็ด คือเทคนิคข้อที่ 6 การออกกำลังกาย กดจุดลมปราณโยคะ กายบริหารที่ถูกต้อง อันดับแปด คือเทคนิคข้อที่ 9 การรู้เพียรรู้พัก รู้จักประมาณในการทำงานมากขึ้น และสุดท้ายเทคนิคข้อที่ 4 การแช่มือ-เท้าด้วยสมุนไพรร้อนเย็น อีกทั้งจิตอาสายังได้ให้ข้อเสนอแนะ ให้จิตอาสาได้มีโอกาสเรียนรู้เพิ่มเติมจาก 9 ข้อ ที่มีอยู่เดิม เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้
1) การจัดกระดูก และฝังเข็ม 2) ปาก๊วนและเทคนิคการซ้อมตายเพราะทุกคนต้องตายแต่จะตายอย่างไร? วางใจอย่างไรเมื่อถึงวันนั้น

2. ความคิดเห็นเกี่ยวกับแรงจูงใจในการเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ

     อันดับแรก แรงจูงใจในการอยากช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ อยากทำความดี อยากส่งต่อสิ่งดี ๆ
     รองลงมา จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธมีความศรัทธาหรือเชื่อมั่นในหลักการแพทย์วิถีพุทธ หรือวิธีการของยา 9 เม็ด
     อันดับสาม จิตอาสาแพทย์วิถีพุทธมีความศรัทธาต่อผู้นำ (อาจารย์หมอเขียว)
     อันดับสี่ มี 3 ประเด็น
1) ต้องการรู้จักวิธีดูแลตัวเอง ต้องการเรียนรู้ หรือต้องการทำตนเป็นตัวอย่าง
2) การศึกษาและปฏิบัติธรรม
3) การพบความผาสุกกับตนเองหรือเป็นหมอดูแลตัวเองได้
      อันดับห้า มี 2 ประเด็น คือ
1) การเห็นคุณประโยชน์ในการแพทย์วิถีพุทธหรือยา 9 เม็ด
2) การเชื่อผลปฏิบัติจนเห็นผลจริง
     และสุดท้าย มี 2 ประเด็น 1) ความเป็นเอกภาพขององค์กรและจิตอาสา 2) ความเจ็บป่วย

3. ปัจจัยความสำเร็จ ปัญหาและอุปสรรค ในการพึ่งตนและช่วยเหลือผู้อื่นให้มีสุขภาวะที่ดีตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ

     อันดับแรก คือ การปฏิบัติธรรมลด ละ เลิก บาป บำเพ็ญกุศล ใจเบิกบาน ไร้กังวล
     รองลงมา มี 2 ประเด็น คือ 1) การปฏิบัติจริง สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง 2) พลังความดี ความปรารถนา ความสามัคคี ความจริงใจ ค่าความเป็นมนุษย์
     อันดับสาม มี 2 ประเด็น คือ 1) การเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่ม ฟังบรรยายเข้าใจและเห็นแบบอย่าง 2) ความเชื่อ ศรัทธา
     อันดับสี่ คือ การบำเพ็ญตนของจิตอาสาและทีมงานเป็นแบบอย่าง
     อันดับห้า คือต้องการมีสุขภาพดีด้วยการพึ่งตน
     อันดับหก คือการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน
     และสุดท้าย การจัดสรรเวลาและทรัพยากรในการปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีพุทธ

องค์ประกอบการพัฒนาการแพทย์วิถีพุทธ

ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจขององค์ประกอบการพัฒนาการแพทย์วิถีพุทธผู้วิจัยได้ข้อมูลประสบการณ์การใช้การแพทย์วิถีพุทธของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธ ตามที่นำเสนอในบทที่ 6 จากนั้นได้ทำการสกัดคำสำคัญของผู้ให้ข้อมูลหลักที่ใช้การแพทย์วิถีพุทธ ร่วมกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญสกัดเป็นข้อกระทงคำถาม แล้วนำข้อกระทงคำถามมาสร้างเป็นแบบสอบถาม จำนวน 100 ข้อ เพื่อศึกษาองค์ประกอบการพัฒนาการแพทย์วิถีพุทธ โดยได้นำแบบสอบถามไปสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธและจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวน 530 คน

จากผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ พบว่าองค์ประกอบการพัฒนาการแพทย์วิถีพุทธ มีทั้งสิ้น 11 องค์ประกอบ ประกอบด้วย

1) การรู้หรือพุทธะโดยตัวอย่างหรือตัวแบบด้วยกระบวนการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ใช้สิ่งที่ประหยัดเรียบง่าย ใกล้ตัวเป็นหลักทำเองได้ เพื่อดำรงชีวิตประจำวัน ช่วยสร้างศรัทธา พลังของหมู่มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี และพลังแห่งการเสียสละ เป็นการต่อยอดการเป็นจิตอาสา

2) หลักปฏิบัติ เทคนิคการปรับสมดุล 9 ข้อ หรือยา 9 เม็ด ทำให้อาการเจ็บป่วยทุเลา

3) การใช้ธรรมะตามหลักพุทธศาสตร์ ปรับสมดุลร้อนเย็นละบาป บำเพ็ญกุศลทำจิตใจให้ผ่องใส ส่งผลต่อการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพ

4) แพทย์วิถีพุทธเป็นศาสตร์แพทย์ทางเลือกในการดูแลสุขภาพ

5) สังคมสิ่งแวดล้อมสถานที่มีผลต่อสุขภาพกายใจที่แข็งแรงและผาสุก

6) การสื่อสารผ่านออนไลน์และสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ มีอิทธิพลต่อการเผยแพร่ช่วยเหลือผู้คนและสร้างความเชื่อหรือศรัทธาในวิถีธรรมชาติ และแพทย์วิถีพุทธคือหน่วยงานสุขภาพเพื่อคุณประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนเป็นสำคัญ

7) ชื่ออาหารสูตร “หมอเขียว” ทำให้สบาย เบากาย มีกำลัง ทุเลาอาการเจ็บป่วย

8) หมอที่ดีที่สุดในโลก คือ ตัวคุณเองเป็นการเรียนรู้เพื่อพึ่งตนให้พ้นทุกข์และช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น

9) คุณธรรมความกตัญญูตอบแทนคุณต่อหมอผู้เสียสละ ด้วยการใช้ความรู้เสียมาเสียสละ และเกื้อกูลมนุษยชาติ

10) ความสุขคือเป้าหมายของการแพทย์วิถีพุทธ

11) อาหารปรับสมดุลมังสวิรัติรสชาติจืดถูกใช้ประโยชน์ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของผู้ป่วย และอาหารพืชผักหรือสีเขียวรสชาติทั่วไป มีคุณค่าต่อการทุเลาความเจ็บป่วย
ซึ่งองค์ประกอบที่พบมีความสอดคล้องกับข้อมูลการศึกษาเชิงคุณภาพ ด้วยเทคนิคการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา ผู้วิจัยจึงนำองค์ประกอบดังกล่าวไปจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายขยายผลชุมชนจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธและจัดทำมาตราการต่าง ๆ ดังรายละเอียดในบทที่ 10

กระบวนการสร้างจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื่อมวลมนุษยชาติ

การแพทย์วิถีพุทธธรรม เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ในการดูแลสุขภาพแบบพึ่งตนแนวเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เข้าถึงมวลมนุษยชาติในมิติกว้าง เพื่อให้คนทุกชนชาติทุกฐานจิตสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ สำหรับการแพทย์วิถีพุทธนั้น เป็นการพัฒนาต่อยอดจากการแพทย์วิถีธรรมสู่ความเป็นพุทธะในมิติที่ลึกยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้ฝึกฝนจนเข้าถึงวิชชาแห่งพุทธะที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างสุขภาวะที่ดีของตนและช่วยเหลือเกื้อกูลมนุษยชาติให้มีสุขภาวะที่ดีไปพร้อม ๆ กัน โดยใช้กระบวนการสร้างจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื่อมวลมนุษยชาติ

ผู้ที่จะมีสภาพแห่งพุทธะนั้น จะต้องเรียนรู้และกระทำกุศล ละอกุศล ละการกระทำส่วนที่มีโทษ กระทำส่วนที่ไม่มีโทษ เสพในสิ่งที่ควรเสพ ไม่เสพในสิ่งที่ไม่ควรเสพ ละการกระทำที่ไม่เป็นประโยชน์แต่เป็นทุกข์ตลอดกาลนาน กระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นสุขตลอดกาลนาน (ที.ปา.11/146) ซึ่งเนื้อหาหลักที่ผู้วิจัยค้นพบตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ที่ได้นำมาบูรณาการเป็นองค์ความรู้ในการสร้างจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื่อมวลมนุษยชาติสู่ความเป็นพุทธะ คือ การปฏิบัติอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา (ม.มู.12/547) โดยสอดร้อยอยู่ในทุกสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสเพื่อความพ้นทุกข์ ได้แก่ การปรับสมดุลร้อนเย็นของชีวิต ทำให้มีโรคน้อยมีทุกข์น้อย ควรแก่ความเพียร (สังคีติสูตร, สิวกสูตร, อาพาธสูตร), ปฏิบัติสู่การดับทุกข์ด้วยสิ่งที่ประหยัดหาได้ง่ายและไม่มีโทษเป็นหลัก (จัตตาริสูตร, เภสัชชขันธกะสูตร), ละบาป บำเพ็ญกุศล ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส (โอวาทปาติโมกข์), วรรณะ 9 คือ การทำตัวเป็นคนน่ายกย่องสรรเสริญ 9 อย่าง (วิ.มหา.1/20), จรณะ 15 คือ ข้อประพฤติเพื่อบรรลุธรรม อันปลอดโปร่งจากกิเลส (ม.ม.13/27-32), ปฏิบัติจนถึงสภาพจตุตถฌาน (ฌานที่ 4) มีลักษณะ 5 ประการ องค์คุณอุเบกขา 5 (ม.อุ.14/690), เมื่อปฏิบัติได้รูปฌานในระดับอุเบกขาแล้วตรวจสอบด้วย อรูปฌาน 4 (สํ.สฬา.18/519), การปฏิบัติให้ถูกต้องตามลำดับ อนุปุพพวิหาร 9 คือ ธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ตามลำดับ (ที.ปา.11/355), โสฬสญาณ 16 คือ ความรู้แจ้งเห็นจริงตามลำดับของการวิปัสสนา (พระวิสุทธิมัคค์ “ปัญญานิเทศ” หน้า 540-656), โพธิปักขิยธรรม 37 หมายถึง ธรรมอันเป็นแนวทางแห่งการตรัสรู้ (ที.ปา.11/108) ได้แก่ มหาสติปัฏฐานสูตร 4 (ที.ม.10/273) ปธานสูตร (องฺ.จตุกฺก.21/13) อิทธิบาท 4 (ที.ม.10/200) อินทรีย์ 5 (สํ.ม.19/1,011-1,015) พละ 5 (องฺ.ปญฺจก.22/14) โพชฌงค์ 7 (สํ.ม.19/505-507) อริยมรรคมีองค์ 8 (สํ.ม. 19/1665), สัมมาสมาธิของพระอริยะ (ที.ม.10/206, ม.อุ.14/253) และพรหมวิหาร 4 (ที.ปา.11/234) โดยใช้กระบวนการเหตุแห่งการวิมุติ 5 (องฺ.ปญฺจก.22/26), สาราณียธรรม 6 (องฺ.ฉกฺก.22/282), พุทธพจน์ 7 (องฺ.ฉกฺก.22/283), อปริหานิยธรรม 7 (ที.ม.10/71) และสัปปุริสธรรม 7 (องฺ.สตฺตก.23/65) โดยฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง (อัตตวรรคที่ 12) ผสานพลังกับหมู่มิตรดีสหายดีอยู่ในสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี (ทุติยอัปปมาทสูตร, อุปัฑฒสูตร, สารีปุตตสูตร, สัปปายะ 7)

ผู้วิจัยพบว่าเมื่อมีปฏิบัติตามพุทธธรรมดังกล่าวอย่างถูกตรง สภาพแห่งความเป็นพุทธะ คือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ ก็จะเกิดมากขึ้นเป็นลำดับ อันเป็นคุณค่าและความผาสุกที่แท้จริงอย่างยั่งยืนที่มนุษย์ควรได้

ข้อเสนอเชิงนโยบายขยายผลชุมชนจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธ

ข้อเสนอเชิงนโยบายขยายผลชุมชนจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธทั้งหมด 11 นโยบาย คือ

1. นโยบายส่งเสริม “การสร้างแบบอย่างที่มีคุณสมบัติแห่งพุทธะ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ใช้สิ่งที่ประหยัดเรียบง่าย ใกล้ตัวเป็นหลักทำเองได้ เพื่อดำรงชีวิตประจำวัน ช่วยสร้างศรัทธาพลังของหมู่มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี และพลังแห่งการเสียสละเป็นการต่อยอดการเป็นจิตอาสา”

2. นโยบายส่งเสริม “หลักปฏิบัติ เทคนิคการปรับสมดุล 9 ข้อ หรือยา 9 เม็ด ทำให้อาการเจ็บป่วยทุเลา”

3. นโยบายส่งเสริม “การใช้ธรรมะตามหลักพุทธศาสตร์ ปรับสมดุลร้อนเย็น ละบาป บำเพ็ญกุศลทำจิตใจให้ผ่องใส ส่งผลต่อการสร้างสุขภาพ”

4. นโยบายส่งเสริม “แพทย์วิถีพุทธศาสตร์แพทย์ทางเลือกในการดูแลสุขภาพ”

5. นโยบายส่งเสริม “สังคมสิ่งแวดล้อมสถานที่มีผลต่อสุขภาพกายใจที่แข็งแรงและผาสุก”

6. นโยบายส่งเสริม “การสื่อสารผ่านออนไลน์และสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ มีอิทธิพลต่อการเผยแพร่ช่วยเหลือผู้คนและสร้างความเชื่อหรือศรัทธาในวิถีธรรมชาติและแพทย์วิถีพุทธ คือหน่วยงาน สุขภาพเพื่อคุณประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนเป็นสำคัญ”

7. นโยบายส่งเสริม “อาหารสูตร “หมอเขียว” ทำให้สบาย เบากาย มีกำลัง และทุเลาอาการเจ็บป่วยไม่สบาย”

8. นโยบายส่งเสริมความเป็น “หมอที่ดีที่สุดในโลก คือ ตัวคุณเอง เป็นการเรียนรู้เพื่อพึ่งตนให้พ้นทุกข์และช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น”

9. นโยบายส่งเสริม “คุณธรรมความกตัญญูตอบแทนคุณต่อหมอผู้เสียสละด้วยการใช้ความรู้มาเสียสละและเกื้อกูลมนุษยชาติ”

10. นโยบายส่งเสริม “ความสุขคือเป้าหมายของการแพทย์วิถีพุทธ”

11. นโยบายส่งเสริม “อาหารปรับสมดุลมังสวิรัติรสชาติจืด ถูกใช้ประโยชน์ตั้งแต่
ในระยะเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพ จากนั้นใช้ต่อเนื่องจนเป็นปกติในวิถีชีวิต และอาหารพืชผักหรือสีเขียวรสชาติทั่วไป มีคุณค่าต่อการทุเลาความเจ็บป่วย”

บทสรุป

มนุษยชาติทั่วโลกประสบกับภาวะปัญหาสุขภาพ 3 ประการหลัก ได้แก่

1) ปริมาณผู้ป่วย ชนิดและความรุนแรงของความเจ็บป่วยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
2) ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาความเจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น
3) ประชาชนมีศักยภาพในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพด้วยตนเองน้อยลง

การบริหารจัดการองค์ความรู้และการดำเนินการที่มีอยู่ในระบบปกติ ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้มากนัก ผู้วิจัยจึงพัฒนาองค์ความรู้การแพทย์วิถีพุทธขึ้น เพื่อสร้างสุขภาวะช่วยลดหรือแก้ปัญหาดังกล่าว วิเคราะห์สังเคราะห์องค์ความรู้โดยใช้แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการสร้างสุขภาวะตามหลักพุทธศาสนา การสร้างสุขภาวะตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง หลักการพัฒนาสุขภาวะตามหลักวิทยาศาสตร์สุขภาพแผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก และการแพทย์พื้นบ้าน แนวคิดสุขภาพบุญนิยม แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับสสารกับพลังงาน ทฤษฎีสุขภาวะแบบขั้วตรงกันข้าม แนวคิดความสัมพันธ์กันเป็นองค์รวม ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ศึกษาจากวิธีการดูแลสุขภาพของหลากหลายชาติพันธุ์ บูรณาการเพื่อพัฒนางานสาธารณสุขชุมชน ทำให้มนุษยชาติแต่ละชาติพันธุ์ สามารถพึ่งตนในการดูแลสุขภาพ และผู้ที่พึ่งตนตามหลักการแพทย์วิถีพุทธได้แล้ว สามารถถ่ายทอดความรู้นั้นต่อไปให้กับผู้ที่ต้องการสร้างสุขภาวะด้วยตนเอง จนเกิดการพัฒนาทักษะการพึ่งตนในการดูแลสุขภาพและพัฒนาจิตใจที่เสียสละรวมกลุ่มช่วยเหลือผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ เป็นเครือข่ายแพทย์วิถีพุทธ ทั้งในและต่างประเทศ

การแพทย์วิถีพุทธ เป็นการนำเอาจุดดีของการดูแลสุขภาพของแต่ละชาติพันธุ์ ได้แก่ วิทยาศาสตร์การดูแลสุขภาพทั้ง 4 แผน คือ แผนปัจจุบัน แผนไทย แผนทางเลือกและแผนพื้นบ้าน รวมกับหลัก 8 อ. เพื่อสุขภาพที่ดีของสถาบันบุญนิยม มาบริหารจัดการองค์ความรู้ประยุกต์ผสมผสานบูรณาการด้วยหลักธรรมของพุทธศาสนา และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพสังคมสิ่งแวดล้อม โดยมีจุดเด่นที่เน้นการสร้างสุขภาวะ แก้ไขหรือลดปัญหาสุขภาพที่ต้นเหตุ ใช้สิ่งที่ประหยัดที่สุด แต่ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ด้วยวิธีที่เรียบง่าย ได้ผลรวดเร็ว สามารถพึ่งพาตนเองได้ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก ประยุกต์เข้ากับวิถีชีวิตได้ และมีความยั่งยืนเหมาะสมอย่างยิ่งกับการสร้างสุขภาวะ เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพ ณ สภาพเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันโดยสร้างความเป็นพุทธะในตนไปพร้อม ๆ กับการเกื้อกูลมวลมนุษยชาติ ด้วยการสานพลังกับหมู่มิตรดีสหายดี ในสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี แต่ละชาติพันธุ์สามารถพึ่งตนในการสร้างสุขภาวะ และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้เอื้อเฟื้อเกื้อกูลให้ผู้อื่นได้สร้างสุขภาวะต่อไปในปัจจุบัน การแพทย์วิถีพุทธได้เผยแพร่องค์ความรู้กระจายไปสู่บุคคล กลุ่มคนหรือหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ ผ่านจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธนานาชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นการใช้กระบวนการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnography Research) และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)ในการพัฒนางานสาธารณสุขชุมชน เพื่อมวลมนุษยชาติ

ข้อเสนอแนะการนำผลการวิจัยไปใช้

 บุคคลควรนำผลการวิจัยไปใช้ในการสร้างสุขภาวะในตน และช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นเท่าที่จะพึงทำได้ ส่วนองค์กรหรือหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ควรนำผลการวิจัยไปใช้สร้างสุขภาวะของคนในหน่วยงาน และใช้เป็นนโยบายเกื้อกูลมวลมนุษยชาติตามบทบาทหน้าที่ขององค์กรหรือหน่วยงานนั้น ๆ

ข้อเสนอแนะการวิจัยครั้งต่อไป

 การวิจัยครั้งต่อไป ควรประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมทำการวิจัยแบบเจาะลึกทีละประเด็นอย่างเป็นองค์รวมในองค์ประกอบเหตุปัจจัยที่แตกต่างกัน ณ ช่วงเวลานั้น ๆ