ยกเลิกการจัดค่ายอบรม ปี 2563 ยกเลิกการจัดค่ายอบรม ปี 2563
Select Page

สุขภาพพึ่งตน กับการสู้โควิด 19

สุขภาพพึ่งตน กับการสู้โควิด 19

 

หลักการสำคัญทางวิทยาศาสตร์หัวใจสำคัญคือภูมิต้านทานที่แข็งแรงในการต่อสู้กับเชื้อโรคโดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวที่แข็งแรง เม็ดเลือดขาวที่แข็งแรงจะสลายเชื้อโรคได้

วิธีการที่จะทำให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรง ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม

1. ใช้ยาเม็ดเลิศและเม็ดหลักร่วมกัน (วิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด)

1.1 เม็ดเลิศคือธรรมะ

ใช้ธรรมะลดกิเลสเครื่องยึดมั่นถือมั่นเครื่องกังวลเครื่องเบียดเบียนตัวเองผู้อื่นมาปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาให้ถูกต้องให้ใจเบิกบานแจ่มใสไร้กังวลใจดีงาม ทำกิจกรรมที่ดีงามอย่างรู้เพียรรู้พักนี้คือยาเม็ดเลิศของเราจะมีมีฤทธิ์ 70 เปอร์เซ็นต์บวกเกินร้อยเปอร์เซ็นต์

1.2 เม็ดหลักคือ อาหารและการทำกายบริหารที่สมดุล

·     เรื่องอาหาร

§  ลดการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ลง

อาหารก็ลดอาหารที่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ลง ลดละเลิกการทานเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เท่าที่เราจะทำได้ มาทานถั่วหลากหลายชนิดแทนอย่างนี้เป็นต้น วันละ 1-5 ช้อนแกงจะเพิ่มภูมิต้านทานได้อย่างดี

§  รับประทานอาหารที่รสไม่จัด
§  รับประทานอาหารที่สมดุลร้อนเย็น

เรียนรู้อาหารที่สมดุลร้อนเย็นต่างๆ  ตัวชี้วัดของการรับประทานอาหารที่สมดุลร้อนเย็น คือที่รับประทานแล้ว  เบา ท้องสบาย มีกำลัง อิ่มนาน  การรับประทานอาหารแบบนี้ได้ภูมิต้านทานเราจะสูงที่สุด ให้ดี

·     การทำกายบริหารให้พอเหมาะ

การออกกำลังกายที่เพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย และเพิ่มการไหลเวียนเลือดลม ควรได้คุณลักษณะทั้ง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูกและเส้นเอ็น ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น และการเข้าที่เข้าทางของกล้ามเนื้อ กระดูกและเส้นเอ็น

การบริหารที่เพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย เพิ่มการไหลเวียนเลือดลม คือ การทำกายบริหารที่เคลื่อนไหวร่างกายเร็วต่อเนื่องกันเท่าที่เราลำบากในขีดที่เบิกบานประมาณ 15 ถึง 30 นาทีโดยประมาณหรือว่าเท่าที่เราสดชื่นเบิกบานนะครับให้ลำบากในขีดที่กุศลธรรมเจริญยิ่งในขีดที่เบิกบาน นั่นคือการทำกายบริหารที่พอเหมาะไม่ทรมานจนเกินไปไม่ทรมานจนที่ไม่ทรมานจนเบิกบูดจนเกิดสภาพร่างกายอ่อนแอ แต่ก็ไม่หย่อนยานจนย่ำแย่คือไม่เกียจออกกำลังกายออกกำลังกายให้ดีมีการทำกายบริหารให้พอเหมาะ

การกดลมปราณ โยคะกายบริหาร การฝึกลมหายใจ จะทำให้กล้ามเนื้อกระดูกเส้นเอ็นเข้าที่เข้าทางกล้ามเนื้อเส้นเอ็นยืดหยุ่นดีทำให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีและการทำงานก็ทำได้ดี สิ่งเหล่านี้จะเพิ่มภูมิต้านทานได้ดีมาก

ถ้าได้ธรรมะที่ถูกตรงถึงขั้น ใจไร้กังวลไปเป็นลำดับ ๆ ใจดีงาม อาหารที่สมดุลกับชีวิต การกายบริหารที่สมดุลกับชีวิต อันนี้จะมีภูมิต้านทาน 90 เปอร์เซ็นต์บวกเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป

2 วิธีเสริมใดๆ ที่เหมาะกัน

วิธีเสริมใด ๆ ก็ใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละท่านๆ วิธีอื่นก็จะเป็นวิธีเสริมเติมเต็มเข้ามา ทั้งยาเม็ดเสริมของแพทย์วิถีธรรม หรือวิธีการต่างๆ ของการดูแลสุขภาพแผนต่างๆ อะไรที่ใช้แล้วถูกกันใช้แล้วสบาย เบากาย มีกำลัง เราก็ใช้สิ่งนั้น อะไรที่ใช้แล้วไม่สบายเราก็ไม่ใช้ นี้เป็นหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ เป็นหลักการพยาบาลว่าด้วย คนจะมีความผาสุกจะแข็งแรงได้ก็ต้องให้ผู้ป่วยสุขสบาย ทำความสุขสบายให้แก่ตน และพระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ในอนายสสูตร ในอุปฐากสูตร ในคิลานสูตร ท่านตรัสว่าอะไรที่ใช้แล้วสบาย เป็นผู้ทำความสบายให้แก่ตนอะไรที่ใช้แล้วสบายโรคภัยไข้เจ็บจะลดลง อะไรที่ใช้แล้วไม่สบายโรคภัยไข้เจ็บจะเพิ่มขึ้นมานี่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเอาไว้ เพราะฉะนั้นเราก็เลือกใช้วิธีการต่างๆที่ทำให้ชีวิตเรานั้นเกิดความสบายขึ้นนะครับนี่คือจุดที่สำคัญ

วิธีเสริมของแพทย์วิถีธรรม มีดังนี้

  1. การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล
  2. 2. การกัวซาหรือขูดซาหรือขูดพิษหรือขูดลมเพื่อระบายพิษทางผิวหนัง
  3. 3. การสวนล้างพิษออกจากลำไส้ใหญ่ด้วยสมุนไพรที่ถูกกัน (ดีท็อกซ์)
  4. 4. การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายในน้ำสมุนไพร
  5. 5. การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ด ด้วยสมุนไพร ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย

 

 

ุ630318 21.195 กรรมเก่าใช้แล้วก็หมดไป ไม่สร้างวิบากร้ายใหม่

มหาวรรคที่ 5 พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 ข้อที่ 195 

เนื้อหาย่อ พระพุทธเจ้าบอกวิธีปฏิบัติว่า ทำอย่างไรวิบากเก่าที่เราได้รับนั้นมันจะไม่เพิ่มขึ้น รวมถึงบอกสภาพของความพ้นทุกข์เป็นอย่างไร  มันผาสุกผ่องใสใจไร้กังวล ยึดก็ได้วางก็ได้ด้วย อะไรดีก็ยึดอะไรไม่ดีวางเลย อะไรไม่ดีวางไปก่อนอะไรดียึดได้ก็ยึด ยึดไม่ได้ก็วาง เพราะเข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง มันผ่องใสไร้กังวล มันไม่ซื่อๆ บื้อๆ อย่างนั้น พระพุทธเจ้าบอกเข้าใจเรื่องกรรม กรรมใหม่ก็ไม่ทำเพิ่มวิบากกรรมเก่ารับแล้วก็ให้หมดไป นี่เป็นผู้ที่เข้าใจเรื่องวิบากกรรม ก็จะมีความผาสุก

.สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในนิโครธาราม เมืองกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นแล เจ้าศากยะพระนามว่าวัปปะ เป็นสาวกของนิครนถ์ เสด็จเข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ทรงอภิวาทแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวว่าดูกรวัปปะ บุคคลในโลกนี้ พึงเป็นผู้สำรวมด้วยกาย สำรวมด้วยวาจา สำรวมด้วยใจ. สำรวมคือควบคุมกายวาจาใจ ให้ละบำเพ็ญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใสไปเป็นลำดับๆ ตามฐานของแต่ละท่านๆ พระโมคคัลลานะ พูดกับท่านวัปปะว่า บุคคลในโลกนี้พึง ก็คือควร .เขาฆ่าตัวนี้ กลับไปฆ่าตัวอื่น เพราะอวิชชาดับไป เพราะอวิชชาดับไป วิชชาเกิดขึ้น. หมายความว่าฆ่ากิเลสตัวนี้ แล้วก็ไปฆ่ากิเลสตัวอื่น ถ้ากิเลส 1 ตัวได้ ก็ไปฆ่าอีก 1 ตัว กำจัดกิเลสไปเป็นลำดับ ๆ เพราะอวิชชาดับไป วิชชาเกิดขึ้น ความไม่รู้ ความโง่ที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ดับไป วิชชาความรู้ที่ผ่านพ้นทุกข์ก็เกิดขึ้น

.ท่านเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาไปตามบุคคลในสัมปรายภพ หรือไม่.  ท่านวัปปะ เป็นเจ้าศากยะ ก่อนหน้านี้ท่านเป็นสาวกของนิครนถ์ ถามว่าท่านเห็นท่านเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา คือความรู้สึกทุกข์ อาสวะคือกิเลส เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์ ในสัมปรายภพ หรือภพหน้าหรือไม่ .วัปปศากยราชตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเห็นฐานะนั้น บุคคลกระทำบาปกรรมไว้ในปางก่อนซึ่งยังให้ผลไม่หมด อาสวะทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา พึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพอันมีบาปกรรมนั้นเป็นเหตุ ท่านพระมหาโมคคัลลานะสนทนากับวัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ ค้างอยู่เพียงนี้เท่านั้น ครั้งนั้นแล เวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่เร้น เสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐานศาลา ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นแล้ว ได้ตรัสถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า ดูกรโมคคัลลานะบัดนี้ เธอทั้งหลายประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร และเธอทั้งหลายพูดอะไรค้างกันไว้ในระหว่างท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาสข้าพระองค์ได้กล่าวกะวัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ว่า ดูกรวัปปะ บุคคลในโลกนี้ พึงเป็นผู้สำรวมด้วยกาย สำรวมด้วยวาจา สำรวมด้วยใจ เพราะอวิชชาดับไป วิชชาเกิดขึ้น ท่านเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่. คือถ้าดับอวิชชาได้ ท่านเห็นกิเลสที่มันทำให้เกิดทุกข์ ตามบุคคลนั้นไปในเบื้องหน้าไหม ถ้าดับอาสวะได้ ถ้าดับอวิชชาได้ ดับความไม่รู้ได้ มันจะตามไปไหม

.เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ววัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ ได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญข้าพเจ้าเห็นฐานะนั้น บุคคลกระทำบาปกรรมไว้ในปางก่อนซึ่งยังให้ผลไม่หมดอาสวะทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพ อันมีบาปกรรมนั้นเป็นเหตุ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองสนทนากับวัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ค้างอยู่เพียงนี้แล ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคก็เสด็จมาถึง ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับวัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ว่า ดูกรวัปปะ ถ้าท่านจะพึงยินยอมข้อที่ควรยินยอม และคัดค้านข้อที่ควรคัดค้านต่อเรา และท่านไม่รู้ความแห่งภาษิตของเราข้อใด ท่านพึงซักถามในข้อนั้นยิ่งขึ้นไปว่า ข้อนี้อย่างไรความแห่งภาษิตข้อนี้อย่างไร ดังนี้ไซร้ เราพึงสนทนากันในเรื่องนี้ได้. พระพุทธเจ้าบอกกับวัปปะ ถ้าเราจะสนทนากัน ต้องเอาแบบตรงๆ นะเรื่องไหนรู้ก็บอกรู้ เรื่องไหนไม่รู้ก็บอกไม่รู้ เรื่องไหนสสงสัยก็ให้ถามเลย เรื่องไหนจะคัดค้านก็พูดมาเลย เรื่องไหนจะเห็นด้วยก็เห็นด้วย เรื่องไหนจะคัดค้านก็พูดมาเลย เรียกว่าเอาตามความจริงเลยไม่ต้องไปอ้อมค้อมอะไร เรียกว่าสัญญากันก่อนนะ เอาอย่างนี้นะ ถ้าอะไรจะเห็นด้วยก็เห็นด้วย อะไรไม่รู้ก็บอกไม่รู้ อะไรจะให้ขยายความก็บอกให้ขยายความ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเอาแบบนี้เราจะสนทนากันได้ ถ้าไม่เอาแบบนี้ เลิกไม่คุย .วัปปศากยราชกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักยินยอมข้อที่ควรยินยอมและจักคัดค้านข้อที่ควรคัดค้านต่อพระผู้มีพระภาค อนึ่ง ข้าพระองค์ไม่รู้ความแห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาคข้อใด ข้าพระองค์จักซักถามพระผู้มีพระภาคในข้อนั้นยิ่งขึ้นไปว่าข้อนี้อย่างไร ความแห่งภาษิตข้อนี้อย่างไร ขอเราจงสนทนากันในเรื่องนี้เถิด พระเจ้าข้า ฯ.

การกระทำทางกาย

.พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์  เดือดร้อน เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางกายเป็นปัจจัย. อาสวะคือกิเลส ตั้งแต่กิเลสอยาบไปถึงกิเลสละเอียดเลย .เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางกายแล้ว อาสวะเหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไปด้วย. เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย กำจัดกิเลสแล้วเขาก็ไม่ทำกรรมใหม่ วิบากร้ายใหม่ก็ไม่ทำ รับผลกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไปด้วย คือรับผลแล้วก็ทำเป็นสิ้นไปเลย ไม่ก่อเพิ่ม รับแล้วก็ให้มันหมดไป คือเรื่องร้ายๆ ที่ชีวิตต้องรับก็รับ เต็มใจรับนั่นเองนะ กรรมใหม่ไม่ทำเพิ่ม กรรมเก่าก็เต็มใจรับ รับแล้วก็ใหม่หมดไป ก็สบาย .นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ ผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้เอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ.
.วัปปศากยราชตอบ  ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ.

การกระทำทางวาจา

.พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางวาจาเป็นปัจจัยเมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางวาจาแล้ว อาสวะ เหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไปด้วย. นี่ฉลาดนะ รับผลกรรมเก่าแล้วก็ไม่เพิ่มด้วย คนส่วนใหญ่นะรับผลกรรมเก่าแล้วเป็นอย่างไร จะเพิ่มทันทีเลย ทำไมต้องเป็นเราด้วย ทำไมๆ เมื่อไหร่จะหมดละเนี่ย แล้วมาจากไหน รับผลกรรมเก่าแล้วก็ทุกข์ๆ อย่างนั้นแหละ ถ้าใครทุกข์อย่างนั้นก็เพิ่มวิบากเข้าไปอีก คือมันไม่หมด รับแล้วก็ไม่รู้จักฉลาด ว่าโชคดีอีกแล้ว ร้ายหมดอีกแล้ว ก็ทำไม่เป็น ซวยจังเลยเรา มาจากไหน ใครทำ คือกระหน่ำ ๆ เข้าไปอีก แทนที่รับแล้วจะให้มันหมด ก็ยังไปกระหน่ำ ๆ เข้าไปอีก ซวยจริงๆ เลย นี่แหละซวย*บหายแบบนี้ แต่คนฉลาดเขารับกรรมเก่า แล้วก็หมดไปอีกแล้ว โชคดีอีกแล้วร้ายหมดอีกแล้ว รับเต็มๆ หมดเต็มๆ เป็นไงเป็นกัน รับเท่าไหร่หมดเท่านั้น เราแสบสุดๆ มันก็ต้องรับสุดๆ มันจะได้หมดไปสุดๆ รับแล้วก็ต้องรับ ไม่ใช่ไปเพิ่มมันอีก แล้วก็ไปท้อแท้ ไปน้อยใจ ไปทุกข์ใจ นั่นแหละเพิ่มวิบากแล้ว เพิ่มวิบากเข้าไปอีกแล้ว ตอนนี้คนฉลาดก็ไม่เพิ่ม กรรมใหม่ ชั่วใหม่ก็ไม่ทำเพิ่ม รับแล้วก็ให้มันหมดไปด้วย ไม่ใช่รับแล้วก็ไปก่อมันเพิ่มอีก หลายคนในโลกใบนี้ ซวยตรงที่พอรับกรรมเก่าแล้วแทนที่จะไม่ให้มันหมดไปเลย ก็ไปทำเพิ่มเข้าไปอีก ด้วยการไปทำทุกข์ ทุกข์นี่แหละ ทุกข์ใจ น้อยใจ โทษคนนั้นโทษคนนี้ ก่อเวรเพิ่ม เป็นงง เป็นเมาต่อไปอีก ทำไมๆ ฉันต้องโดนด้วย เมื่อไหร่จะหมด ทำไม่ทุกข์จังเลย เฮ้อ แย่จังเลยเรา ซวย*บหาย ก็แล้วแต่ เผลอๆ คนไหนทำ ไปโทษคนอื่นต่ออีก อย่างนี้เป็นต้น ส่วนใหญ่ก็ไปก่อเวรเพิ่มเขาไม่เข้าใจว่าเราทำมา รับแล้วก็หมดไป ไม่มีอะไรที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมาหรอก พระพุทธเจ้าตรัส ทุกอย่างที่เราได้รับ เราทำมาทั้งหมด กัมมัสสะโกมหิ เรามีกรรมเป็นของของตน กัมมะทายาโท เราเป็นทายาทของกรรม เป็นผู้รับมรดกจากการกระทำของเรา เราได้รับสิ่งดีมา เราทำดีมา เราได้รับสิ่งร้าย เราทำร้ายมา ในปัจจุบันหรืออดีตก็ตาม ร่วมกันรับแล้วก็หมดไป คนฉลาดก็ทำสิ่งที่ดี ไม่ทำสิ่งที่เลวร้าย .เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางวาจาแล้ว อาสวะ เหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไปด้วย นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ. นี่คือวิธีเผากิเลสให้พินาศ รับแล้วก็หมดไป ก็สบายใจ แล้วก็เร่งทำดี รับแล้วก็หมดไป แล้วก็ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาตินั่นแหละ กรรมเก่าจะสิ้นไปเร็ว .นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ. กิเลสเครื่องทุกข์ เครื่องเศร้าหมอง เครื่องกังวล เครื่องเบียดเบียน เครื่องก่อทุกข์ให้กับตัวเองและผู้อื่นให้มันพินาศ .วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน. วิญญููชนคือผู้ที่มีญาณปัญญานี้ก็จะรู้เฉพาะตน รู้และเข้าใจมีญาณปัญญาเข้าใจชัด ก็รู้เฉพาะตนเลย คนที่ไม่ใช่วิญญูชนก็ไม่รู้ แต่ผู้เป็นวิญญูชนจะรู้ เข้าใจเรื่องกรรมแจ่มแจ้ง รู้จักความผาสุกที่แท้จริงของชีวิต รู้จักความทุกข์ที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร สภาพพ้นทุกข์เป็นอย่างไร .ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา พึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ
.วัปปศากยราชตอบว่า ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ. 

การกระทำทางใจ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า .ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางใจเป็นปัจจัย. เห็นไหมใจอย่างเดียวก็ก่ออาสวะได้นะ ก่อวิบากได้ถ้าไม่กำจัดใจที่คิดผิด เข้าใจผิดคิดผิด เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางใจแล้ว การกระทำทางใจที่มันก่อทุกข์ ที่มันเดือดร้อน  เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางใจแล้ว อาสวะที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไปด้วย นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ…วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ ท่านวัปปะตอบว่า  ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า .ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน เกิดขึ้นเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะอวิชชาดับไป วิชชาเกิดขึ้น อาสวะที่ก่อทุกข์ เดือดร้อนเหล่านั้นย่อมไม่มีแก่เขา เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไปด้วย นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ …อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ ท่านวัปปะตอบว่า ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า .ดูกรวัปปะ เมื่อภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว. เข้าใจชัด ปฏิบัติได้พ้นทุกข์ได้จริง กำจัดกิเลสเครื่องกังวล เครื่องเบียดเบียนเครื่องยึดมั่นถือมั่นได้จริง แล้วก็พ้นทุกข์จริง เพราะเข้าใจเรื่องกรรมแจ่มแจ้ง เข้าใจเรื่องกรรมโดยเฉพาะว่าการคิดตามกิเลสมันทุกข์ใจ มันทุกข์กาย เกิดเรื่องร้ายทั้งมวลต่อตนเองและผู้อื่นชั่วกัปชั่วกัลป์ สุขปลอมมันไม่เที่ยงอนิจจัง มันเป็นทุกข์ ทุกข์ชั่วกัปชั่วกัลป์ด้วย พิจารณาจนมันอนัตตาไม่มีตัวตน แล้วเห็นพลังผาสุกผ่องใสไร้กังวล เห็นพลังที่ไม่มีอกุศล เป็นกุศลเท่านั้นเกิดขึ้นในชีวิต ก็เห็นสภาพที่เป็นสุขที่สุด เพราะเข้าใจเรื่องแจ่มแจ้งนี่แหละ .ย่อมบรรลุธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นนิตย์ ๖ ประการ เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ฟังเสียงด้วยหู…สูดกลิ่นด้วยจมูก…ลิ้มรสด้วยลิ้น…ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย…รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วไม่ดีใจไม่เสียใจ มีอุเบกขา. ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง สบายใจไร้กังวล .มีสติสัมปชัญญะอยู่ เธอเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุดย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด. เวทนาคือความรู้สึก มีกายเป็นที่สุด คือจิตที่อาศัยอยู่ในร่างที่สะอาด เข้าใจแล้วมันพ้นทุกข์แล้ว .เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด. รู้แล้วว่าชีวิตของกิเลสมันสิ้นสุดแล้ว ได้ชีวิตที่ดีที่สุดแล้ว .ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อกายแตกสิ้นชีวิตไปเวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลินในโลกนี้. เวทนาที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง สุขปลอมทุกข์จริงนั่นแหละ .จักเป็นของเย็น. จะดับสูญไปเลย เวทนาอันไม่น่าเพลิดเพลินในโลกนี้จะเป็นของเย็น สงบเย็น สลายไปเลย .ดูกรวัปปะ เงาปรากฏเพราะอาศัยต้นไม้ ครั้งนั้น บุรุษพึงถือจอบและตะกร้ามา เขาตัดต้นไม้นั้นที่โคน ครั้นแล้ว ขุดคุ้ยเอารากขึ้น โดยที่สุดแม้เท่าต้นแฝกก็ไม่ให้เหลือ เขาตัดผ่าต้นไม้นั้นให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กระทำให้เป็นซีกๆ แล้วผึ่งลมและแดดครั้นผึ่งลมและแดดแห้งแล้วเผาไฟ กระทำให้เป็นขี้เถ้า โปรยในที่มีลมพัดจัดหรือลอยในกระแสน้ำอันเชี่ยวในแม่น้ำ เมื่อเป็นเช่นนั้น เงาที่ปรากฏเพราะอาศัยต้นไม้นั้น มีรากขาดสูญ ประดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มีไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา แม้ฉันใด ดูกรวัปปะ ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่อภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมได้บรรลุธรรมเป็นเครื่องอยู่เนืองนิตย์ ๖ ประการ เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ฟังเสียงด้วยหู…สูดกลิ่นด้วยจมูก…ลิ้มรสด้วยลิ้น…ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย…รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ เธอเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อกายแตกสิ้นชีวิตไป เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลินในโลกนี้ จักเป็นของเย็น ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว วัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษต้องการกำไร เลี้ยงลูกม้าไว้ขาย (ถ้าลูกม้าตายหมด) เขาพึงขาดทุน ซ้ำยังต้องเหน็ดเหนื่อยลำบากใจยิ่งขึ้นไป แม้ฉันใด ข้าพระองค์หวังกำไรเข้าคบหานิครณถ์ผู้โง่ ต้องขาดทุน ทั้งต้องเหน็ดเหนื่อยลำบากใจยิ่งขึ้นไป ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพระองค์นี้จักโปรยความเลื่อมใสในพวกนิครณถ์ผู้โง่เขลาเสียในที่ลมพัดจัด หรือลอยเสียในแม่น้ำ อันมีกระแสเชี่ยว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทางหรือตามประทีปไว้ในที่มืดด้วยหวังว่าคนผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค กับทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

เนื้อหาท่านวับ่ปะสาวกของนิครนถ์ ฟังธรรมะแล้วเข้าใจได้ เป็นผู้มีปัญญาฟังธรรมะแล้วเข้าใจได้ มีสภาวะธรรมรู้ว่าจะออกจากทุกข์ได้อย่างไร รู้ว่าอะไรคือสภาพผาสุก สภาพธรรมะ ขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ก็ลาออกจากนิครนถ์ มาเป็นพุทธสาวก มาเป็นอุบาสก นี่เป็นเนื้อหา ผู้ใดจับประเด็นไหนได้ก็ลองเอาไปใช้ประโยชน์ดูนะ ตั้งแต่ต้นมาเลย ทำอย่างไรวิบากเก่าที่เราได้รับนั้นมันจะไม่เพิ่มขึ้น พระพุทธเจ้าก็บอกวิธีปฏิบัติ มาจนถึงสภาพของความพ้นทุกข์เป็นเช่นไร คนจะได้ชัดเจนว่าความพ้นทุกข์เป็นเช่นนี้ ถ้าคนมีสภาวะจะเข้าใจ แต่ถ้าคนไม่มีสภาวะก็จะเมาๆ อะไรไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เฉยๆ บื้อๆ แล้วมันจะสุขตรงไหน แต่คนเข้าใจ มันไม่ใช่อย่างนั้น มันผาสุกผ่องใสไร้กังวล ที่เราไม่ชอบไม่ชังไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่อยาก ไม่ยึดมั่นถือมั่น ผ่องใสใจไร้กังวล ยึดก็ได้วางก็ได้ด้วย อะไรดีก็ยึดอะไรไม่ดีวางเลย อะไรไม่ดีวางไปก่อนอะไรดียึดได้ก็ยึด ยึดไม่ได้ก็วาง เพราะเข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง มันผ่องใสไร้กังวล มันไม่ซื่อๆ บื้อๆ อย่างนั้น พระพุทธเจ้าบอกเข้าใจเรื่องกรรม กรรมใหม่ก็ไม่ทำเพิ่มวิบากกรรมเก่ารับแล้วก็ให้หมดไป นี่เป็นผู้ที่เข้าใจเรื่องวิบากกรรม ก็จะมีความผาสุก

องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ 4 ประการ

มหาวรรคที่ 5 พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 ข้อ 194

องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ 4 ประการ

1 สีลปาริสุทธิ พยายามทำศีลให้บริสุทธิ์เป็นลำดับๆ

2 จิตตปาริสุทธิ ทำจิตให้บริสุทธิ์ขึ้นไป

3 ทิฏฐิปาริสุทธิ ความเข้าใจที่บริสุทธิ์

4 วิมุตติปาริสุทธิ หลุดพ้นจากทุกข์


องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ 4 ประการ

สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ที่นิคมของพวกโกฬิยะ ชื่อสาปุคะในแคว้นโกฬิยะ ครั้งนั้นแล โกฬิยบุตรชาวนิคมสาปุคะมากด้วยกัน เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วท่านพระอานนท์ได้กล่าวกะโกฬิยบุตรชาวสาปุคนิคมว่า ดูกร พยัคฆปัชชะทั้งหลายองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ 4 ประการนี้ พระผู้มีพระภาคผู้รู้ผู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้ชอบแล้ว เพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส [ เดี๋ยวนี้เขาทุกข์กัน ถ้าเขาทำที่พระพุทธเจ้าว่าเขาจะพ้นทุกข์ โทมนัสคือทุกข์ใจ ทุกข์ความหมายรวมทั้งหมดและความเดือดร้อนทั้งหมดรวมทั้งทุกข์ใจ ที่เป็นทุกข์ที่สุดที่แรงเท่ากับดินทั้งแผ่นดิน ที่คนทั้งโลกกำลังทุกข์อยู่ตอนนี้ หวาดกลัวกันนี่แหละคือทุกข์ที่สุดในโลกเลย กำลังครอบงำคนทั้งโลก ตอนนี้เป็นโรคตื่นตระหนกร้ายยิ่งกว่าโรคไวรัสโคโรนาอีก โรคโควิดยังไม่ร้ายเท่าไหร่ ยังระบาดไม่ทั่ว ระบาดไปสัก 100,000 กว่าคน แต่โรคกลัวโควิดระบาดทั้งโลกเลย] เพื่อบรรลุญายธรรม [ญายธรรมคือปฏิจจสมุปบาท คือเหตุและผลทำอะไรเกิดผลอะไร ทำเหตุอะไรเป็นประโยชน์ ทำเหตุอะไรเป็นโทษ รู้ระดับวิบากกรรมเลย] เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน องค์ 4 ประการเป็นไฉน คือ องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือ ศีล 1 [ต้องปฏิบัติศีลเป็นลำดับ ๆ เพิ่มศีลขึ้นไปตั้งแต่ ศีล5 ศีล8 ศีล10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล พระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้าใครทำได้สมบูรณ์จะไม่มีภัยใดๆเลย ท่านตรัสอย่างนี้เลยในจุลศีลพระไตรปิฎกเล่มที่ 9 ข้อที่ 255 พระพุทธเจ้าตรัสเลยปฏิบัติถูกตรงไม่มีภัยใดๆเลย] ศีล1 จิต1 [ทำจิตให้บริสุทธิ์ขึ้นไป] ทิฐิ1 [ทำทิฐิความเข้าใจให้ถูกตรง] วิมุตติ1 [หลุดพ้นจากทุกข์]

1 สีลปาริสุทธิ พยายามทำศีลให้บริสุทธิ์เป็นลำดับๆ

ดูกรพยัคฆปัชชะทั้งหลาย ก็องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือ ศีลเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศีลฯลฯ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย นี้เรียกสีลปาริสุทธิ [คือศีลบริสุทธิ์ ทำศีลให้บริสุทธิ์ไปเรื่อยๆ ศีลที่บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ถึงจิตเลยนะ ถึงขั้นล้างทุกข์ ล้างความกลัว ความกังวล ความหวั่นไหวได้เป็นลำดับๆ บริสุทธิ์จากความเบียดเบียนตัวเอง คนอื่น สัตว์อื่น บริสุทธิ์จากความยึดมั่นถือมั่น บริสุทธิ์จากความกลัวความกังวลไปเป็นลำดับๆ ในแง่นั้นเชิงนี้] ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะในสีลปาริสุทธินั้นว่า เราจักยังสีลปาริสุทธิเห็นปานนั้นอันยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ [ศีลข้อไหนยังไม่สมบูรณ์ทำให้สมบูรณ์ ศีลสมบูรณ์ทั้งกายวาจาใจ ใจที่ไร้ทุกข์ ไร้ความยึดมั่นถือมั่น ไร้ความชอบชังในสิ่งนั้นสิ่งนี้ แง่นั้นเชิงนี้ ใจสบายไร้กังวล นั่นแหละต้องไปให้ถึงตรงนั้นให้ได้] จักใช้ปัญญาประคับประคองสีลปาริสุทธิอันบริบูรณ์ไว้ในฐานะนั้นๆ นี้เรียกว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร คือ สีลปาริสุทธิ ฯ [คือศีลบริสุทธิ์ พยายามทำศีลให้บริสุทธิ์เป็นลำดับๆ]

2 จิตตปาริสุทธิ ทำจิตให้บริสุทธิ์ขึ้นไป

ดูกรพยัคฆปัชชะทั้งหลาย ก็องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร คือ จิตตปาริสุทธิเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ [ลด ละ เลิก รูปเสียงกลิ่นรสที่เป็นภัยได้ เป็นลำดับ ๆ] บรรลุปฐมฌาน…[ฌานที่ ๑ วิตก วิจาร] ทุติยฌาน….[ฌานที่ ๒ พบวิตกวิจาร อ่านกิเลสเป็น ใช้ปัญญากำจัดกิเลสได้เข้าสู่ฌานที่ 2 มีปีติอิ่มใจที่กำจัดกิเลส เครื่องกังวลเครื่องเบียดเบียนได้] ตติยฌาน...[ ฌาน ๓ มีความรู้สึกผาสุข ความดีใจแรงๆ ลดลง ให้อยู่แบบสบายๆ] จตุตถฌานอยู่ [ฌานที่ 4 ก็มีความยินดีแบบสบายๆ ยินดีที่เราไม่กังวล ไม่เบียดเบียนตัวเอง คนอื่น สัตว์อื่น ยินดีที่เราไม่ยึดมั่นถือมั่น] นี้เรียกว่าจิตตปาริสุทธิ ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะในจิตตปาริสุทธินั้นว่า เราจักยังจิตตปาริสุทธิเห็นปานนั้นอันยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ จักใช้ปัญญาประคับประคองจิตตปาริสุทธิ [ต้องใช้ปัญญาปฎิบัติ ใช้ปัญญาประคับประคอง ปัญญาตั้งศีลมาปฏิบัติให้พอเหมาะ ปัญญาอ่านอาการกิเลสเป็น ปัญญาพิจารณาไตรลักษณ์ของกิเลสได้ ความไม่เที่ยงของสุขปลอมทุกข์จริง ความเป็นทุกข์ของกิเลส แล้วทำจนกิเลสสลาย ความไม่มีตัวตนของมัน เวลามันสลายแล้วมันผาสุกขนาดไหน ดีเยี่ยมขนาดไหน สัมผัสตัวนั้นให้ได้ ถ้าใครมีปัญญาสัมผัสตัวนั้นจะไม่หวั่นไหวเลย ไม่กลัวไม่หวั่นไหวอันนี้ดีที่สุดยอดเยี่ยมที่สุดแล้วจะไม่ถอยหลัง ถ้าไปถึงขั้นนั้นได้]  จักใช้ปัญญาประคับประคองจิตตปาริสุทธิ อันบริบูรณ์ไว้ในฐานะนั้นๆ นี้เรียกว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร คือ จิตตปาริสุทธิ ฯ

3 ทิฏฐิปาริสุทธิ ความเข้าใจที่บริสุทธิ์

ดูกรพยัคฆปัชชะทั้งหลาย ก็องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร คือ ทิฏฐิปาริสุทธิเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้เรียกว่าทิฏฐิปาริสุทธิ ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะในทิฏฐิปาริสุทธินั้นว่า เราจักยังทิฏฐิปาริสุทธิเห็นปานนั้นอันยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ [ใครยังมีความรู้สึกว่ามันยังมีทุกข์อยู่ในใจเราอยู่นะ มันยังไม่บริบูรณ์ ถ้ายังมีความทุกข์ ความไม่สบายใจอยู่ในใจ มันยังไม่บริบูรณ์เราก็ต้องทำให้บริบูรณ์] จักใช้ปัญญาประคับประคองทิฏฐิปาริสุทธิอันบริบูรณ์ไว้ในฐานะนั้นๆ นี้เรียกว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร คือ ทิฏฐิปาริสุทธิ ฯ ความเข้าใจที่บริสุทธิ์

[ยกตัวอย่าง มีอยู่ครั้งหนึ่งพ่อครู(สมณะโพธิรักษ์) มาที่สวนป่านาบุญ 1 อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร และอาจารย์ได้สนทนากับพ่อครู ว่าได้ข่าวว่าตอนสร้างอาคารบวรมันมีรถไปชน ชนตอนสร้างใหม่ๆ มันก็เลยทำให้สร้างช้า พ่อครูบอกว่าเขาไม่ให้เสร็จเร็ว ถ้าเสร็จเร็วมันจะไม่ดี ท่านว่ายังไม่ใช่เวลา เขาไม่ให้เสร็จเร็ว เสร็จเร็วจะไม่ดี เขาก็เลยมีอะไรกั้นๆไว้ ผู้ที่มีปัญญาฟังก็จะรู้ว่า อะไรที่มันยังไม่ใช่เวลา มันก็จะมีอุปสรรคมาปิดกั้นไว้ ยังไม่ใช่เวลาที่จะเกิดสิ่งดีอันนั้น จะมีอุปสรรคมาปิดกั้นไว้ มันไม่ใช่เวลา พอถึงเวลามันก็ได้เองของเขา เราใจไร้ทุกข์ ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ ถึงวันหนึ่ง ถ้าใช่เวลาเขา เขาก็ใช่ เพราะใช่เวลา เดี๋ยวก็ได้เองเดี๋ยวก็สำเร็จเอง เป็นเอง ดีเองในเรื่องนั้นๆ แต่มันไม่ใช่เองหรอก เราก็ทำดีไปนั่นแหละ จริงๆ ถ้ายังไม่ใช่เวลามันก็มีอกุศลมากั้นไว้ รับแล้วก็หมดไปๆ อย่าไปกังวลอะไร บางทีอกุศลมาไม่ได้มาแต่อกุศลนะ จริงๆ กุศลนั่นแหละไปยืมอกุศลมา ยืมหน่อยเอากันไว้ก่อนหน่อย ถ้าได้อันนี้จะไม่ดี ยืมหน่อย ก็เลยมากั้นไว้อย่าเพิ่งได้เลย ได้แล้วจะไม่ดี อย่างนี้เป็นต้น ก็มากั้นไว้ กั้นแล้วก็ได้หมดเวรหมดกรรมไปด้วย หมดอกุศลไปด้วย ใช้ตรงนั้นไปด้วยจากนั้นกุศลก็ออกฤทธิ์ลึ่มเลย ฉะน้้นเราทำดีเรื่องไป ใจเย็นข้ามชาติ ไม่ต้องไปกังวลอะไร อะไรที่มันยังเสร็จไม่ได้แสดงว่า อกุศลกั้นไว้อยู่ ยังไม่ใช่เวลา ถ้าเราไปผลักดัน ใจอยากได้ ๆ ในสิ่งที่ไม่ได้ เดี๋ยวก็ทุกข์พอดีเลย ในสิ่งที่มันยังเป็นไปไม่ได้ ในสิ่งที่มันยังสำเร็จไม่ได้ สิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราอยากได้ ๆไม่สำเร็จนะ นั่นแหละทุกข์ เหตุมันก็ไปอยากได้นี่แหละ ยึดมั่นถือมั่น เห็นไหมนี่คืออริยสัจ 4 ก็ต้องทำความเข้าใจให้ดี มันเป็นดีที่ยังไม่ใช่เวลา แล้วก็ใจเย็นข้ามชาติ ทำดีเรื่อย ๆ ไป ใจเย็นข้ามชาติ อย่างนี้เป็นต้น สภาพดับทุกข์ ก็สบายใจไร้กังวล ได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ตอนนี้ได้อะไรก็อาศัยเท่านั้น ที่ยังไม่ได้ก็ยังไม่อาศัย สบายใจไร้กังวลนี่สภาพดับทุกข์ ส่วนวิธีดับทุกข์ ก็เข้าใจเรื่องกรรมให้แจ่มแจ้ง อะไรที่ยังไม่ใช่เวลา ก็ยังไม่ใช่เวลา จะไปเร่งทำไม ส่วนอะไรที่มันก็ใช่เวลา เราก็พากเพียร เราทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ ถ้ามันใช่เวลาเดี๋ยวมันก็ลื่นๆ โล่งๆไป แต่อะไรไม่ใช่เวลามันก็กั้นเรา ต้องมีปัญญาทำนี่แหละ  นี่แหละทิฏฐิปาริสุทธิ ก็ทำความคิดให้มันบริสุทธิ์ เพราะความคิดเราบริสุทธิ์ บริสุทธิ์จากความโง่ ความคิดที่มีปัญญา เข้าใจเรื่องกรรม แต่ละวันเราก็สบาย ๆ อันนี้ยังไม่ใช่เวลา รอก่อน ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ยังไม่ใช่เวลาก็ไม่ใช่เวลา แต่ถ้ามันใช่เวลามันก็ใช่เวลา มันจะป๊อกแป๊ก ๆ ของมันเอง ไม่ต้องไปกังวลเลย]

4 วิมุตติปาริสุทธิ หลุดพ้นจากทุกข์ 

ดูกรพยัคฆปัชชะทั้งหลาย ก็องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร คือ วิมุตติปาริสุทธิเป็นไฉน อริยสาวกนี้แล เป็นผู้ประกอบด้วยองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรคือ สีลปาริสุทธิ…จิตตปาริสุทธิ… ทิฏฐิปาริสุทธิแล้ว ย่อมคลายจิตในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด [คลายจิตในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด คืออธรรม นั่นแหละ คลายมันออกไป มันไปอยากเสพในสิ่งที่มันเป็นโทษเป็นภัย อยากเสพในสิ่งที่เป็นกิเลส อยากเสพในความยึดมั่นถือมั่น ได้สมใจอยากสุขใจชอบใจ ไม่สมใจอยากทุกข์ใจไม่ชอบใจนั่นแหละ นั่นแหละมันอยากได้ดั่งใจอยาก นั่นแหละมันทุกข์ อันนี้เราปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดี สิ่งที่ชั่วเราตัดไปเลย ตัดไปลดละเลิกไป สิ่งที่ดีปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดี แต่เราก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ได้ก็ผาสุก ไม่ได้ก็ผาสุก ได้ก็ใช่เวลาของเขาแล้ว กุศลเราและคนที่เกี่ยวข้องเต็มรอบ ให้ได้อาศัยก่อนที่ทุกอย่างจะดับไป ถ้ายังไม่ได้กุศลของเราและคนที่เกี่ยวข้องยังไม่เต็มรอบก็ไม่เป็นไร ใช้วิบากไป รับแล้วก็หมดไปก็โชคดีขึ้น อกุศลออกฤทธิ์อยู่ ใช้แล้วก็หมดไปก็โชคดีขึ้น เราก็ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เห็นไหมจิตเรามันไม่ไปมีความกำหนัดแบบกิเลสแล้ว ที่จะให้มันทุกข์ ไม่ไปอยากแบบนั้น มันก็สบายไร้กังวล]  ย่อมเปลื้องในธรรมที่ควรเปลื้อง [เห็นไหมอะไรที่มันไม่ดี อะไรที่เราไปอยากได้แล้วมันทุกข์ อะไรที่เราไปอยากแบบยึดมั่นถือมั่นแล้วมันทุกข์เราก็ตัดออกไป] ครั้นแล้วย่อมถูกต้องสัมมาวิมุติ [สัมผัสถูกต้องคือสัมผัสสัมมาวิมุตติ หลุดพ้นจากทุกข์ได้จริง จึงมีเป็นพลังผาสุกผ่องใส่ไร้กังวล ในสถานการณ์นั้นๆ ในเรื่องนั้นๆ ไม่มีเงื่อนไขที่ทำให้ใจเป็นทุกข์ มีปัญญาเต็มรอบที่จะกำจัดทุกข์ได้ ในเรื่องนั้นๆ เป็นเรื่อง ๆ ไป ] นี้เรียกว่าวิมุตติปาริสุทธิ ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะในวิมุตติปาริสุทธินั้นว่า เราจักยังวิมุตติปาริสุทธิเห็นปานนี้อันยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ [ตรวจดูอะไรมันยังไม่พ้นทุกข์ มันยังคาๆ อยู่ในใจ ไม่โปร่งไม่โล่งใจ ก็เอาให้มันบริบูรณ์] จักใช้ปัญญาประคับประคอง วิมุตติปาริสุทธิอันบริบูรณ์ไว้ในฐานะนั้นๆ นี้เรียกว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร คือ วิมุตติปาริสุทธิ 

ดูกรพยัคฆปัชชะทั้งหลายองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ 4 ประการ นี้แล อันพระผู้มีพระภาคผู้รู้ ผู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้ชอบแล้ว เพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์ และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ฯ

 

เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่าง ให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เท่าที่เราจะพึงทำได้ ให้โลกและเราได้อาศัย ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น

ขยายความบททบทวนธรรม

 

เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่าง ให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เท่าที่เราจะพึงทำได้ ให้โลกและเราได้อาศัย ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น

เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่างให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะพึงทำได้

ชีวิตเราแต่ละคนนี้ ต้องการให้เกิดสิ่งดีที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเราและต่อผู้อื่น สิ่งดีที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเราและต่อผู้อื่นก็คือ เราทำดีให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ มันจึงจะเกิดดีได้มากที่สุด เราต้องทำดีให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้อย่างรู้เพียรรู้พัก มันก็มีนัยยะลึกอยู่ในภาษานี้ มีตัวซ้อนอยู่หลายอย่าง 1. ต้องทำดีให้ดีที่สุด 2. การทำดีให้ดีที่สุดคือเราทำอย่างรู้เพียรรู้พัก เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่าง เรื่องไหนล่ะที่เป็นหน้าที่ของเราที่เราจะทำได้ ให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะพึงทำได้ เพราะคนเรานะมันจะไปทำเกินกว่าที่เราทำได้มันทำไม่ได้ มันก็ทำในสิ่งที่มันทำได้นั่นแหละ นี่คือสิ่งที่จริงที่สุด คนเราเมื่อเราพยายามทำดีให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้เนี่ย มันจะไม่มีอะไรคาใจ มันจะไม่มีอะไรทุกข์ใจ ถ้าเราได้พยายามเพียรให้ดีที่สุดแล้ว เมื่อเราได้มีโอกาสที่จะทำ สิ่งไหนที่เราได้ทำดีที่สุดแล้วมันจะไม่มีอะไรคาใจ มันจะไม่มีอะไรทุกข์ใจ แต่ถ้าเราไม่ได้ทำดีที่สุดแล้วมันจะมีอะไรคาใจนะว่าไม่ได้ทำๆ ว่าเราไม่ได้ทำๆ เรายังไม่ได้ทำดีให้ดีที่สุด เรามีโอกาสแต่เราไม่ทำๆ อย่างเงี้ยมันจะคาใจ แต่ถ้าเราทำดีที่สุดแล้วถ้าที่มันเป็นไปได้จริงเราจะไม่คาใจ มันจะไม่คาใจ มันจะไม่ทุกข์ใจ เพื่อที่จะให้คนหมดความคาใจ หมดความทุกข์ใจจึงต้องให้ทำดีให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ณ ตอนนั้นเรามีภูมิปัญญาอยู่เท่าไหร่ ก็ทำให้มันดีที่สุดเท่าที่ภูมิปัญญาเรามี เท่าที่ความสามารถเรามีแล้วจบ ในช่วงหลังมาเราจะมีภูมิปัญญามากกว่านั้นก็อย่าไปน้อยใจ เพราะว่าก็ตอนนั้นมันรู้แค่นั้น เราจะเก่งกว่านั้นได้ไง เก่งกว่านั้นเราก็ไม่ทำแค่นั้นสิ เก่งกว่านั้นเราก็จะทำมากกว่านั้นสิ เราก็จะทำเท่าที่เรารู้สิ แต่คนโง่ก็จะไปน้อยใจอยู่นั่นว่า แหม…ถ้าตอนนี้จะไม่ทำอย่างนั้นหรอก โง่อยู่อย่างนั้นแหละ ถ้าถ้าตอนนั้นคุณรู้เท่าที่คุณรู้ปัจจุบันนี้ คุณจะทำเท่าที่คุณทำเมื่อก่อนไหมล่ะ ใช่ไหม คุณก็ทำให้มันดีเท่าที่คุณรู้ในปัจจุบันนี้ใช่ไหมล่ะ แต่ตอนนั้นคุณรู้เท่าปัจจุบันไหมล่ะ คุณก็ไม่ได้รู้เท่าปัจจุบัน แล้วคุณจะไปโง่ให้เป็นทุกข์อยู่ทำไมวะ ตอนนั้นคุณก็รู้สุดอยู่แค่นั้น คนเรานะ่ใครมันจะไปทำ ใครจะอยากให้มันไม่ดีสุดล่ะ มีไหม ไม่มีหรอก ใครก็อยากทำดีสุดทุกปัจจุบันนั่นแหละ ใช่ไหม แต่ ณ ทุกปัจจุบันนั้นนะเราจะดีกว่าภูมิในปัจจุบันนั้นได้ไหม มันก็ไม่ได้ เราจะฉลาดกว่าภูมิปัจจุบันนั้นมันก็ไม่ได้ จะทำดีกว่านั้นมันก็ไม่ได้ เพราะภูมิสูงสุดมันมีแค่นั้น ใช่ไหม เมื่อภูมิสูงสุดมันมีแค่นั้น ณ เวลานั้น มันก็ดีสุดได้แค่นั้นแหละ เราก็ทำดีเต็มที่แล้วคุณก็ทำดีเต็มที่แล้วถ้าที่ภูมิคุณมีตอนนั้นน่ะ แล้วคุณจะไปอยากได้มากกว่านั้นได้ยังไง เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะได้มากกว่านั้น ก็ ณ ตอนนั้นน่ะคุณมีบุญกุศลเท่านั้น เก่งได้เท่านั้น มันก็ได้เท่านั้น วิบากร้ายมีเท่านั้นวิบากดีมีเท่านั้น มันก็ได้เท่านั้น ลดกิเลสได้เท่านั้นทุกอย่างมันก็ได้เท่านั้น มันก็ดีสุดได้เท่านั้น ในเมื่อมันทุกคนก็ปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด เราก็ปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด ในเมื่อภูมิเรามีเท่านั้นเราควรจะภูมิใจเท่านั้น พอใจเท่านั้นว่าตอนนั้นเราพยายามทำให้ดีที่สุดแล้วตามภูมิที่เรามี ณ เวลานั้น มันจะให้เกินนั้นก็ไม่ได้ ทีนี้ช่วงหลังมา เอ้า..เรามีภูมิมากขึ้น ช่วงหลังมาเราก็มีภูมิมากขึ้น เราทำดีที่สุดได้มากขึ้น แต่ไปน้อยใจว่ารู้ยังงี้ฉันทำแบบไอ้ที่มีภูมิมากขึ้นนี้ดีกว่า มันจะได้เกิดประโยชน์มากกว่านั้น คุณย้อนกลับไปทำได้ไหม ไม่ได้ มันผ่านมาแล้ว แล้วคุณน้อยใจมันจะเจริญขึ้นใช่ไหม เสียใจเนี่ยมันจะเจริญขึ้นใช่ไหม มันก็เสื่อมสิมันจะไปเจริญขึ้นได้ยังไง ก็เสื่อมเท่านั้นเอง แล้วจะไปน้อยใจให้โง่ทำไมเล่า คุณไปทำความเสื่อมไปอีกทำไมเล่า ก็ไม่ต้องไปน้อยใจ คนทุกคนมันก็ฉลาดขึ้นเป็นลำดับๆ จากโง่ก็ค่อยฉลาดเป็นลำดับๆ เราลดกิเลสมากขึ้น เราสานพลังกับหมู่มิตรดี ลดกิเลสมากขึ้น ช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น ภูมิเราก็มากขึ้น เราก็จะรู้ว่านี่ๆๆ ถ้าเจอสถานการณ์อย่างนั้นอีกเราก็ไม่ทำอย่างนั้นแหละ เพราะเรารู้ว่าวิธีทำที่ดีกว่านั้นมันมีอยู่ ใช่มะ เพราะฉะนั้นเราก็เอาภูมิที่เรามีในปัจจุบันนี้แหละมาปฏิบัติให้มันถูกต้องที่สุดดีที่สุด ณ ปัจจุบัน หรือเอาไปสอนคนอื่นที่เขายังไม่รู้ ถ้าเขาเจอสถานการณ์นี้ควรทำแบบนี้ เจอสถานการณ์นี้ควรทำแบบนี้ เราก็เอามาสอนตัวเองเอามาสอนผู้อื่น เอามาช่วยตัวเองเอามาช่วยผู้อื่น ณ วินาทีปัจจุบันนั้นเท่านั้นแหละ คนเราทำดีที่สุดเท่าที่ตัวเองมีปัญญา ณ ปัจจุบันเท่านั้นแหละ ดีสุดกว่านั้นไม่ได้หรอก ได้เท่าไหร่เราก็เท่านั้นให้มันดีที่สุดด้วยความจริงใจแล้วก็จบ เมื่อเราลดกิเลสไปเรื่อยๆ ช่วยเหลือผู้อื่นไปเรื่อยๆ ภูมิเราก็จะมากขึ้นไปอีก เราก็จะเก่งขึ้นไปอีก เราก็จะประมาณมากขึ้น ประมาณเก่งขึ้นในปัจจุบันได้มากขึ้นไปอีก เราสามารถเปรียบเทียบได้แต่เราน้อยใจไม่ได้ ฟังชัดๆ นะ เราสามารถเปรียบเทียบได้แต่เราน้อยใจไม่ได้ เพราะน้อยใจมันคือโง่ คือชั่ว คือทุกข์ จะไปทำเพิ่มอีกทำไม โง่ชั่วทุกข์น่ะ เราก็รู้ได้ว่าวิธีที่จะเก่งขึ้นกว่าเดิมก็คือ ลดกิเลสและช่วยเหลือผู้อื่น สานพลังกับหมู่มิตรดี สานพลังกับสัตบุรุษ หมู่มิตรดี ลดกิเลสช่วยเหลือผู้อื่น ภูมิเราก็จะมากขึ้นมากขึ้นมากขึ้นมากขึ้น เมื่อภูมิเรามากขึ้นเราก็จะปฏิบัติถูกต้องตามสถานการณ์ทุกปัจจุบันได้มากขึ้น ทุกปัจจุบันเราก็ทำได้ดีขึ้น หรือเหตุการณ์ที่เคยผ่านๆ มา เราก็จะทำได้มากขึ้นถ้าเจอเหตุการณ์นั้นอีกกับเรา หรือเจอเหตุการณ์นั้นอีกกับคนอื่น เราก็จะแนะนำได้ดีขึ้นๆ มันก็ดีแล้วนี่ เราก็มีภูมิมากขึ้นแล้วจะไปน้อยใจทำไม ควรจะจะดีใจนะ เอ้อ…เรามีภูมิมากขึ้นนะ  เราฉลาดขึ้นเราไม่ได้โง่เท่าเดิม แทนที่จะดีใจกลับไปน้อยใจ คนเราก็โง่ได้ แทนที่จะดีใจ เอ้อ..เรารู้ได้ว่าตอนนั้นน่ะทำไมมันไม่ดี มันไม่เข้าท่า เออ…ดีจังเลยเราได้รู้ว่ามันไม่เข้าท่า เออ..ดีจังเลยเรามีภูมิมากขึ้น เราจะได้ปฏิบัติตนเองต่อผู้อื่นได้ได้ดีขึ้น ใช่ไหม เราจะไปมัวน้อยใจทำไม น้อยใจไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร ควรจะดีใจสิมีภูมิปัญญามากขึ้น คนโง่ที่ภูมิปัญญามากขึ้นกลับน้อยใจ เออ..ทำไมถึงโง่ซ้ำโง่ซ้อนอะไรขนาดนี้ ฉลาดขึ้นแล้วก็ยังโง่อยู่อีก เคยไหม แล้วเป็นไง ดีไหม ไม่เห็นดีเลย ไม่ดีแล้วทำทำไม มันโง่ มันโง่ซ้อน อย่าไปโง่ซ้อนซิ ฉลาดขึ้นแล้วก็อย่าไปโง่ซ้อน ฉลาดก็ฉลาดให้มันครบๆ หน่อย ฉลาดขึ้นแล้วยังเอาโง่มารวมอยู่อีก ตัดโง่ออกไปสิ คนเรามันไม่มีใครไม่เคยพลาดหรอก มันพลาดกันทุกคนนั่นแหละ พลาดกันทุกคนแหละ พระโพธิสัตว์ยังพลาดเลย พลาดกันทุกคน ท่านก็รู้แล้วว่ามันพลาด ท่านก็แก้ไขก็ไม่พลาดอีก รู้ว่าพลาดนั่นแหละคือปัญญา รู้ว่าพลาดนั่นแหละคือปัญญา เมื่อมีปัญญาแล้วก็ควรจะดีใจ ก็ควรจะภูมิใจ ใช่ไหม ไม่ใช่จะไปเสียใจ มีปัญญาแล้วเสียใจ โง่จริงๆเลย เลิกโง่ได้แล้ว เรามีปัญญาว่า เออ..ตอนนั้นเราพลาด เออ..ถ้าเรารู้อย่างนี้ตอนนั้นเราไม่เป็นทำอย่างนั้น เออๆ..ดีเรามีปัญญาเพิ่มขึ้นดีจังเลย เรามีปัญญาเพิ่มขึ้น เจออีกเราจะได้ไม่ทำอีก แบบโง่อย่างนี้ เราจะทำแบบฉลาดอย่างนี้ ถ้าเจอคนอื่นที่มีปัญหาอย่างนี้อีกเราจะได้แนะนำเขาได้ไงว่า แบบนี้ฉลาดกว่า เห็นไหมเราก็เพิ่มปัญญาขึ้นไป ไม่ต้องโง่ซับโง่ซ้อน เออ..ฉลาดหให้มันไม่ต้องมีโง่แทรกได้ไหม แหม..ฉลาดแล้วยังเอาโง่แทรกอีก นี่แหละถ้าได้พบสัตบุรุษ ได้ฟังสัทธรรมมันก็จะเอาฉลาดอย่างเดียวไม่โง่แทรก ฉลาดแบบไม่ต้องโง่แทรก เป็นอย่างนี้แหละ ในบททบทวนธรรมที่อาจารย์พยายามที่จะให้เข้าใจว่า ทำดีที่สุดแล้วคุณจะไปเสียใจอะไร คุณจะไปคาใจอะไร ก็ดีที่สุดตามภูมิ ดีที่สุดตามภูมิๆ มันก็ถูกต้องที่สุดแล้ว ดีที่สุดตามภูมิ อย่าไปเสียใจแทรก ดีที่สุดตามภูมิแล้วก็ให้มันดีขึ้นไปอีกดีขึ้นไปอีก เมื่อเรามีประสบการณ์มากขึ้นเราก็จะดีขึ้นไปอีก สานพลังกับหมูมิตรดี ลดกิเลสมากขึ้น ช่วยเหลือผู้อื่นมาก ภูมิก็ขึ้นมากขึ้นมากขึ้นไปอีก ก็อย่าไปเสียใจสิ กับที่พลาดมาแล้ว เพราะตัวเองมีภูมิมากขึ้นจะไปเสียใจทำไม ฉลาดมากขึ้นแล้วยังไปเสียใจอยู่อีก ก็ไม่รู้จะช่วยยังไงแล้ว นี่แหละจึงเป็นที่มาของเรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่างให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะพึงทำได้

ให้โลกและเราได้อาศัย

คำว่า ให้โลกและเราได้อาศัย พอทำเต็มที่แล้วมันไม่มีอะไรคาใจแล้ว คาใจทำไมล่ะ ทำดีที่สุดแล้วตามภูมิ คาใจทำไม มันไม่มีอะไรคาใจ มันไม่ต้องทุกข์ใจมันไม่ต้องเสียใจถ้ารู้ว่าทุกคนก็ทำทุกอย่างตามภูมิตัวเองมันจะเกินภูมิได้ไหม ได้ไหม ไม่ได้ ถ้ามันเกินภูมิได้ก็ทำสิ ทำสิ ได้ไหมล่ะ ไม่ได้ ใครจะไปทำให้เกินภูมิได้ ทุกคนก็ทำตามภูมิตัวเองทั้งนั้นแหละ ไปทำเกินภูมิได้ไง แล้วใครจะอยากโง่ไหม ใครจะอยากให้เกิดสิ่งดีน้อยไหม ไม่มี อยากให้เกิดสิ่งเลวร้ายไหม ไม่มี อยากให้เกิดสิ่งดีน้อยไหม ไม่มี มีแต่อยากให้เกิดสิ่งดีมากสุดใช่ไหม ก็อยากให้เกิดสิ่งดีมากสุด อยากประมาณให้มันถูกต้องที่สุดทั้งนั้นแหละ แล้วทุกคนก็ต้องทำตามภูมิตัวเองใช่ไหม เกินนั้นได้ไหม ไม่ได้ ในเมื่อเกินไม่ได้ แล้วทำไมไปอยากได้เกินนั้นล่ะตอนนั้น ใช่ไหม พอระลึกย้อนหลังอุ้ย…ฉันอยากได้เกินนั้นจังเลย แหม ถ้าทำได้เกินนั้น ฉันก็ทำมากกว่านั้นแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องวาง แล้วจะเสียใจทำไมล่ะ ทุกคนทำดีที่สุดตามภูมิตัวเองเท่านั้นแหละ มันเกินนั้นไม่ได้หรอก เมื่อเราฉลาดขึ้นเราก็ทำให้มันดีขึ้น ถูกต้องขึ้น ณ ปัจจุบัน ใช่ม่า กับเหตุการณ์เดิมนั้น กับเหตุการณ์ใหม่ก็ตาม ใช่ไหมก็ทำให้มันดีขึ้น หรือช่วยเหลือผู้อื่นก็ตาม กับตัวเองกับผู้อื่นก็ตาม ก็ทำให้มันดีขึ้นเท่านั้นเอง  นี่แหละ เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่างให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เท่าที่เป็นไปได้ตามภูมิ เท่าที่จะทำได้ คือ ตามภูมิตามบารมีที่มีตามภูมิตามบารมีที่มี มีเท่าไหร่ก็สุดฝีมือเท่านั้นแหละจบ ก็ปรารถนาให้เกิดดีแล้วก็จบ ให้โลกแล้วเราได้อาศัยก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดับไปเท่านั้น ก็เมื่อเราทำดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว โลกก็จะได้อาศัย คนในโลกก็จะได้อาศัย เราก็จะได้อาศัยดีที่เราทำนั้น ก็ได้อาศัยเพราะชีวิตอยู่ก็ต้องอาศัยสภาพดีๆ นั่นแหละ เท่าที่มันจะเป็นไปได้ดีเท่าที่จะเป็นไปได้ก็ได้อาศัย ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้นแหละดีเท่าไหร่ก็เท่านั้น ที่จะได้อาศัย

ก่อนที่ทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น 

ก่อนที่ทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น แปลว่า แม้อาศัยแล้ว แต่มันก็จะดับไปนะ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันจะอยู่ไปตลอด สิ่งใดมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นมีการดับไปเป็นธรรมดา แม้ดีก็ต้องดับไปนะ แม้ร้ายก็ต้องดับไป อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันจะอยู่ตลอดนะ เกิดแล้วมันก็ดับๆ หมดฤทธิ์เขาก็ดับๆ อย่างนี้เป็นต้น เมื่อเราไม่ยึดมั่นถือมั่นเราก็ไม่ทุกข์ เขาได้อาศัยก็ดีแล้วได้อาศัย เขาดับไปก็ดีแล้วเขาดับไป เราก็ไม่อะไรอาลัยอาวรณ์ เพราะเรารู้ว่าเขาเกิดแล้วเขาก็ดับๆ เราไม่อาลัยอาวรณ์เราก็ไม่ทุกข์ เราก็เบิกบานแจ่มใสไร้กังวล เพื่อจะให้เกิดดีมากขึ้นเราก็ทำดีมากขึ้น มีโอกาสทำดีเมื่อไหร่ก็ทำๆ ให้โลกและเราได้อาศัยก่อนที่ทุกอย่างจะดับไป ให้เราทำใจแบบนี้ไปเรื่อยๆ มันจะดับไปเราก็ไม่ทุกข์ ดีดับไปเราก็ไม่ทุกข์ ดีเกิดเราก็ไม่ทุกข์ ดีเกิดเนสก็อาศัยดีดับไปแล้วก็ไม่ทุกข์ เพราะเรารู้ความจริงว่า อ๋อ..เขาเกิดตามเหตุปัจจัยที่เราสร้างขึ้นทำขึ้นหรือใครสร้างขึ้นตามขึ้น และเมื่อเกิดแล้วหมดฤทธิ์มันก็ดับ เกิดอล้วมันก็ดับนะ แม้ดีเกิดมันก็ดับนะ เราจะไปติดไปยึดไม่ได้ ร้ายเกิดแล้วก็ดับ เราก็ไม่ได้หวั่นไหวว่ามันจะอยู่ไปตลอด ร้ายเกิดแล้วมันก็ดับ ดีเกิดมันก็ดับนะ เราไม่ติดไม่ยึดใจเราก็สบาย พอถึงวันหนึ่งเราจะปรินิพพาน พอเราฝึกแบบนี้ไว้เรื่อยๆ ตั้งแต่เรามีชีวิตอยู่ปัจจุบันเราก็ไม่ทุกข์อะไร เพราะเรารู้ว่ามันเกิดมันก็ต้องดับ สักวันนึงมันก็ต้องดับ พอเราจะปรินิพพาน เราก็ปล่อยวางได้เลย ถ้าเราล้างตัวชอบชังได้หมดแล้ว จะดับสูญเราก็ดับสูญได้เลย เพราะเราซ้อมมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว มันเกิดระดับนะๆ เราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ซ้อมมาไม่รู้ตั้งกี่ทีแล้ว เราจะดับสูญก็ดับสูญ ไม่ได้ห่วงอะไรมันง่ายๆ แต่ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่น หือ..มันต้องอยู่ไปตลอด คนนั้นคนนี้ต้องเข้าใจแบบนั้นแบบนี้ ต้องทำดีแบบนั้นแบบนี้ ยึดแบบไหนก็แล้วแต่มันก็ทุกข์ทั้งนั้นแหละ เราก็อย่าไปยึดสิ ให้มันเด็ดให้มันขาด ให้มันจบ นี่ก็คือความหมาย จะได้ไม่ต้องทุกข์ จะได้ฝึกปล่อยวาง จะได้ฝึกทำดีแล้วก็วางดีๆ ให้ฝึกไว้ ให้ทบทวนไว้ว่า มันไม่ได้อยู่ไปตลอดนะ แม้ดีแค่ไหนเกิดแล้วก็ดับๆ บอย่างนี้เป็นต้น ก็จะได้ไม่ทุกข์ จิตเราก็เป็นอิสระจากทุกข์  (เพิ่มเติม…)

ดาวน์โหลดหนังสือ

  1. แก่นหลัก ของการดูแลสุขภาพ ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม (PDF)

    การจะดูแลสุขภาพให้ได้มีประสิทธิภาพสูงสุดตามหลักการแพทย์วิถีธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ว่า สิ่งใดมีผลต่อสุขภาพมากน้อยแค่ไหน ผู้ดูแลสุขภาพจะได้พากเพียรปฏิบัติในสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดให้เป็นเลิศ สิ่งที่มีประสิทธิภาพรองลงมาให้เป็นหลัก และสิ่งที่มีประสิทธิภาพรองลงมาอีกให้เป็นเสริม และ ควรเรียนรู้ตัวชี้วัดว่า สิ่งใดควรใช้หรือไม่ควรใช้ ณ สภาพปัจจุบันนั้นๆ ของผู้นั้น รวมทั้งเรียนรู้การวินิจฉัยภาวะร้อนเย็นไม่สมดุล ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของความเจ็บป่วย และวิธีปรับสมดุลร้อนเย็นด้วย สิ่งที่ประหยัดเรียบง่ายอยู่ใกล้ตัว และสามารถทำเอาเองได้ หนังสือเล่มนี้จะได้นำเสนอรายละเอียดดังกล่าว เพื่อเป็นข้อมูล ในการประยุกต์ใช้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการดูแลสุขภาพต่อไป

  2. อริยศีลรักษาโรค (PDF)

    ศีลอย่างไรที่มีประสิทธิภาพสูงสุดกว่าทุกวิธีในการป้องกันและกำจัดหรือบรรเทาโรคได้ทุกโรค ป้องกันและกำจัดหรือบรรเทาเรื่องร้ายได้ทุกเรื่อง และดูดดึงสิ่งดีงามมาสู่ตนได้ทุกมิติ

เพิ่มภูมิต้านตนเอง ด้วยการปรับสมดุล สุขภาพพึ่งตนด้วยหลักการแพทย์วิถีธรรม

630224 จะมีวิธีการใดที่จะป้องกันตัวจากเชื้อโควิด ๑๙ ได้อย่างไร

https://youtu.be/ytpAQ3Mc4no

หลักการแพทย์วิถีธรรม

1. 630127.1 ยาเม็ดเลิศ เม็ดหลัก เม็ดเสริม โดย อจ หมอเขียว

https://youtu.be/LCRe8W8MgCY

2. 600527 01 กลไกเกิดหายโรคทุกโรค เบาหวาน ความดัน มะเร็ง หัวใจ ฯลฯ ค่ายสวนป่านาบุญ ๑

https://youtu.be/5fWo1SrfRAM

3. 610217 ยารักษาโรคทุกโรค คือ …

https://youtu.be/vXeP-JZLfFU

4. การบริหารร่างกาย

มาร์ชชิ่งแพทย์วิถีธรรม ค่ายพระไตรปิฎก ครั้งที่ 27 ณ สวนป่านาบุญ 1 จ.มุกดาหาร 30 ต.ค.62

https://youtu.be/9l1pSCrjmiU

บทเพลงแห่งธรรม หมอเขียว เพลงวิ่งสู้

https://youtu.be/j7zVdZtvAQo

กดจุดลมปราณโยคะ พิชิตโรค โดย อ.หมอเขียว หลักสูตรเรียนรู้ด้วยตนเอง (ฉบับเต็ม)

https://youtu.be/ySl_kyGR6no

แก่นหลักของการดูแลสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม

แก่นหลักของการดูแลสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม คือ สานพลังกับหมู่มิตรดี ลดกิเลสและช่วยเหลือผู้อื่น

เทคนิค 9 ข้อ (ยา 9 เม็ด)
เม็ดที่ 8,9 (เม็ดเลิศ)
เม็ดที่ 7,6 (เม็ดหลัก)
เม็ดที่ 1-5 (เม็ดเสริม)

เม็ดเลิศ (แต่ละชีวิตควรพากเพียรทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเป็นการดูแลสุขภาพด้านนามธรรมมีฤทธิ์เลิศยอดที่สุดกว่าทุกวิธีในโลก ซึ่งด้านนามธรรมของพุทธะนั้น มีฤทธิ์ประมาณ 70 % + เกิน 100 % ส่วนด้านรูปธรรมหรือด้านวัตถุ มีฤทธิ์ประมาณ 30 %)

เม็ดที่ 8 ใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส
คบมิตรดีสหายดีสร้างสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี คือ สานพลังกับหมู่มิตรดี ลดกิเลส และช่วยเหลือผู้อื่น

เม็ดที่ 9 คือรู้เพียรรู้พักให้พอดี

เม็ดหลัก (แต่ละชีวิตควรทำเป็นหลัก ทำเป็นประจำ ให้สม่ำเสมอ จนเป็นปกติของชีวิต เพราะเป็นการดูแลสุขภาพที่มีฤทธิ์สูงที่สุดด้านรูปธรรมหรือด้านวัตถุ ซึ่งต้องทำเป็นหลักควบคู่กับด้านนามธรรม)

เม็ดที่ 7 การรับประทานอาหารปรับสมดุล ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย

เม็ดที่ 6 การออกกำลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร ที่ถูกต้อง

เม็ดเสริม (ใช้เสริมในการปรับสมดุลร้อนเย็น เมื่อเกิดโรคหรืออาการไม่สบาย โดยเลือกใช้เฉพาะวิธีที่ใช้แล้ว สบาย เบากาย มีกำลัง เป็นอยู่ผาสุก ต่อผู้นั้น ณ เวลานั้น ซึ่งก่อนหน้านี้อาจเคยใช้แล้วถูกกันหรือไม่ถูกกันก็ได้ แต่ ณ ปัจจุบันใช้แล้วถูกกัน โดยใช้ในปริมาณที่พอดีสบาย ไม่ใช้มากไปหรือน้อยไป ถ้าใช้วิธีการใดแล้ว รู้สึกเท่ากันกับไม่ใช้หรือแย่กว่าไม่ใช้ ควรหยุดใช้วิธีนั้น เพราะเป็นอาการแสดงที่บ่งบอกว่า วิธีนั้นไม่สมดุล ไม่ถูกกันกับผู้นั้น ณ เวลานั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาอาจเคยถูกกันหรือไม่ถูกกันก็ได้ แต่ ณ ปัจจุบันนั้น ไม่ถูกกัน ต้องพร้อมปรับพร้อมเปลี่ยนไปสู่สภาพที่รู้สึกสบาย )

เม็ดที่ 1 การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุลร้อนเย็น

เม็ดที่ 2 การกัวซาหรือขูดซาหรือขูดพิษหรือขูดลม (การขูดระบายพิษทางผิวหนัง)

เม็ดที่ 3 การสวนล้างพิษออกจากลำไส้ใหญ่ด้วยสมุนไพรที่ถูกกัน (ดีท็อกซ์)

เม็ดที่ 4 การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายในน้ำสมุนไพร ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย

เม็ดที่ 5 การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ด ด้วยสมุนไพร ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย

การปรับสมดุลร้อนเย็นตามหลักการแพทย์วิถีธรรมหรือการดูแลสุขภาพแผนใดๆ จะมีฤทธิ์มาก

ถ้าสานพลังกับหมู่มิตรดี ลดกิเลส (บุญ) ช่วยเหลือผู้อื่น (กุศล) ปรับอาหาร กายบริหารให้สมดุล

จะทำให้ยาเม็ดอื่น ๆ หรือวิธีการอื่นๆ ที่ใช้แล้วถูกกัน แม้ใช้เพียงนิดเดียวหรือวิธีเดียวหรือไม่กี่วิธี (ใช้น้อยวิธี) ก็มีฤทธิ์มากขึ้นและมีความยั่งยืน

แต่ถ้าไม่สานพลังกับหมู่มิตรดี ไม่ลดกิเลส ไม่ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ปรับอาหาร ไม่กายบริหารให้สมดุล

ไม่ว่าจะใช้ยาเม็ดไหน ๆ หรือวิธีการใดๆ แผนใดๆ จะไม่มีฤทธิ์คือไม่ได้ผล หรือมีฤทธิ์น้อย หรือได้ผลชั่วคราว จากนั้นก็จะได้ผลน้อยลง จะเสื่อมฤทธิ์ไปเรื่อย ๆ จนไม่ได้ผล หรือมีโรคหรืออาการแทรกซ้อนในที่สุด

วัตถุมีฤทธิ์แค่ 30%
ส่วนใจมีฤทธิ์ 70% + เกิน 100% (ยาเม็ดที่ 8-9)

ใจที่ไร้ทุกข์และดีงาม จึงเป็นสิ่งที่มีฤทธิ์มากที่สุดที่ทำให้หายหรือทุเลาจากโรค

ใจที่เป็นทุกข์ เป็นกิเลส ทำให้เสียพลังไป กลัว กังวล ระแวง หวั่นไหว
อยากให้หายตามที่อยาก กลัวจะไม่หายตามที่อยาก ทำให้ไม่หายโรค หรือโรคทุเลาได้น้อย

ทุกอย่างไม่เที่ยง ณ เวลานั้น

วิธีใดถูกกัน คือ ใช้แล้วสบาย ก็ควรใช้ในปริมาณที่สบาย ไม่มากไป ไม่น้อยไป

ถ้าใช้วิธีใดแล้วไม่สบายก็ควรหยุด ควรพร้อมปรับเปลี่ยนหาวิธีที่สบาย (อุปปัฏฐากสูตร อนายุสสสูตร จูฬกัมมวิภังคสูตร กกจูปมสูตร อาพาธสูตร)

จะเป็นแผนแพทย์วิถีธรรมหรือแผนอื่นก็ได้ ถ้าถูกกัน คือใช้แล้วสบาย

คนลดกิเลส (เข้าถึงธรรม) จะทำให้วิธีการต่างๆที่ถูกกัน มีฤทธิ์มากขึ้น

คนไม่ลดกิเลส (ไม่ได้เข้าถึงธรรม) จะลดฤทธิ์ของวิธีต่างๆ และพลิกกลับเป็นโทษในที่สุด

ก็จะไม่ศรัทธา ถือสา เพ่งโทษ

อย่าไปเสียเวลากับคนที่ไม่ศรัทธา

เพราะคนไม่ศรัทธาจะหาเรื่องค้านแย้งได้ทุกเรื่อง

แพทย์วิถีธรรมจึง ไม่กดดัน ไม่บังคับ ไม่หว่านล้อม ไม่โน้มน้าว

แพทย์วิถีธรรม จะให้ปัญญาว่า

อะไรเป็นประโยชน์ อะไรเป็นโทษ แล้วให้แต่ละชีวิตเลือกเอาตามวิจารณญาณของตน ให้เป็นไปตามธรรม คือ ศรัทธา ปัญญา และวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต

ตรงตามที่พระพุทธเจ้า ตรัสว่า

ธรรมทั้งหลายมีฉันทะเป็นมูล

เราเป็นเพียงผู้ชี้ทางเท่านั้น ส่วนการเดินทางเป็นเรื่องของท่าน

ตรงตามที่ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ กล่าวว่า
ดอกไม้จะบานก็ให้เขาบานของเขาเอง

ตรงตามที่ อาจารย์ ดร.ใจเพชร กล้าจน กล่าวว่า
ทำความผาสุกที่ตน ช่วยคนที่ศรัทธา

จึงจะถูกต้องตามธรรม
เอาตามความสมัครใจของแต่ละชีวิต เพราะ

1) แต่ละคนมีวิบากเข้าแทรกได้ตลอดเวลา ให้แต่ละคนตัดสินชีวิตของแต่ละชีวิต
อย่าไปแบกรับชีวิตคนอื่น หากเขาไม่ได้รับสิ่งที่หวังไว้ เขาจะโทษเราได้

2) คนไม่เต็มใจ ไม่ศรัทธา จะหาเรื่องแย้งได้ทุกเรื่อง

อย่างไรก็ตาม เวลาวิบากเข้า แม้ลดกิเลส แม้ทำความดี จะใช้วิธีการใด ๆ ก็ไม่ดีขึ้นก็มี

จนกว่าวิบากชุดนั้นจะเบาบางลง

ต้องอดทน รอคอย ให้อภัย ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ

ตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
คนไข้มี 3 กลุ่ม

1) รักษาก็ไม่หาย ไม่รักษาก็ไม่หาย

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มมีเวรมีกรรมออกฤทธิ์แรงมาก

ไปหาหมอไหน รักษาหรือไม่รักษาแบบไหนก็ไม่หาย
จึงไม่มีการแพทย์แผนใดที่จะทำให้คนไข้หายหมดทุกคน

2) รักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย

กลุ่มนี้เป็นกลุ่มหมดเวรหมดกรรม

ไม่ว่าจะไม่ไปหาหมอไหน ไม่รักษาแบบไหน หรือไปเจอหมอไหน รักษาแบบไหน ก็หาย

เพราะหมดเวรหมดกรรม วิบากหมดแล้ว

3) รักษาจึงหาย ไม่รักษาไม่หาย

กลุ่มนี้ไปหาหมอหรือรักษาด้วยวิธีที่ถูกกันจึงหาย

ไม่ไปหาหมอหรือไม่รักษาด้วยวิธีที่ถูกกันก็ไม่หาย
(พระไตรปิฎก เล่ม 20 ข้อ 461)

การจัดอบรมค่ายสุขภาพตามหลักแพทย์วิถีธรรมและค่ายพระไตรปิฎกทั่วประเทศ
ของมูลนิธิแพทย์วิถีธรรม

ในวันแรก ๆ ให้เน้นไปที่ยาเม็ดที่ 8,9 เป็นเม็ดเลิศ
โดยใช้บททบทวนธรรมเพื่อสร้างจิตวิญญาณให้ผาสุกที่สุดในโลก
เพื่อให้ผู้เข้าค่ายได้รับยาเม็ดเลิศคือธรรมะ เป็นยาที่มีฤทธิ์เร็วและแรงที่สุดในการรักษาโรคทุกโรค
ให้ข้อมูลและพาปฏิบัติ ยาเม็ดที่ 7 (อาหาร) และ 6 (กายบริหาร) เป็นเม็ดหลัก
ส่วนเม็ดอื่น ๆ เป็นเม็ดเสริม ทยอยสอนไปเรื่อยๆในวันถัด ๆ ไป

อาจารย์หมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
14 ธันวาคม 2562
ณ ดอยรายปลายฟ้า เชียงราย

บททบทวนธรรม

เพื่อการสร้างจิตวิญญาณให้ผาสุกที่สุดในโลก

เป็นคัมภีร์ชีวิตที่จะทำให้ชีวิตพ้นทุกข์

ดร.ใจเพชร กล้าจน (หมอเขียว)

  1. เรื่องการเข้าใจผิดของเรากับผู้อื่น

เราต้องระลึกรู้ว่า

มันคือวิบากกรรมเขา วิบากกรรมเรา

แก้ไขได้ด้วยการทำดีไม่มีถือสาไปเรื่อย

แล้ววันใดวันหนึ่งข้างหน้า ในชาตินี้ หรือชาติหน้า หรือชาติอื่นๆ สืบไป

ความเข้าใจผิดนั้นก็จะหมดไปเอง

  1. เราต้องรู้ว่า

แต่ละคนมีฐานจิตแตกต่างกัน

เราจึงควรประมาณการกระทำให้เหมาะสมกับฐานจิตของเราและฐานจิตของผู้อื่น

คิดดี พูดดี ทำดีไว้ก่อนดีที่สุด

  1. การกระทำเดียวกัน

มีเหตุผลในการกระทำกว่าล้านเหตุผล

ต้องระวังอคติ หรือ ความเข้าใจผิด จากการคาดเดาที่ผิดของเรา

  1. สิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่เราทำมา

ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับ โดยที่เราไม่เคยทำมา

  1. ถ้าเรายังไม่เข้าใจคนอื่น

แสดงว่าเรายังไม่เข้าใจตนเอง

  1. เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเรา

ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอย่างยุติธรรมเสมอ

เพราะเราเคยทำเช่นนั้นมามากกว่านั้น

เมื่อได้รับแล้วก็หมดไป เราก็จะโชคดีขึ้น

  1. เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่างให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด

เท่าที่จะพึงทำได้ ให้โลกและเราได้อาศัย

ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น

  1. เราทำดีด้วยการช่วยไม่ให้คนอื่นทำผิดได้ก็ช่วย

แล้ววางให้เป็นไปตามวิบากดีของเขา

ช่วยไม่ได้ก็วางให้เป็นไปตามวิบากร้ายของเขา

เมื่อเขาเห็นทุกข์จนเกินทน จึงจะเห็นธรรม

แล้วจะปฏิบัติธรรมสู่ความพ้นทุกข์

  1. สิ่งที่มองไม่เห็น

ที่ทำหน้าที่สร้างสิ่งที่มองเห็น และสิ่งที่เป็นอยู่ทุกอย่างในชีวิตของคน

คือ พลังวิบากดีร้ายที่เกิดจากการกระทำทางกาย หรือวาจา หรือใจของผู้นั้น

ในอดีตชาติและชาตินี้ สังเคราะห์กันอย่างละหนึ่งส่วน

  1. เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเรา

โลกนี้ไม่มีใครผิดต่อเรา เราเท่านั้นที่ผิดต่อเรา

คนอื่นที่ทำไม่ดีนั้น เขาผิดต่อตัวเขาเองเท่านั้น

และเขาก็ต้องได้รับวิบากร้ายนั้นเอง

เขาจึงไม่ได้ผิดต่อเรา แต่เขานั้นผิดต่อตัวเขาเอง

ถ้าเรายังเห็นว่าคนที่ทำไม่ดีกับเราเป็นคนผิดต่อเรา

แสดงว่า เรานั่นแหละผิด

อย่าโทษใครในโลกใบนี้

ผู้ใดที่โทษผู้อื่นว่าผิดต่อตัวเราจะไม่มีทางบรรลุธรรม

นี่คือคนที่ไม่ยอมรับความจริง

เพราะไม่เข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งว่า

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุกคนได้รับล้วนเกิดจากการกระทำของตนเองเท่านั้น

เมื่อรับผลดีร้ายจากการกระทำแล้ว ผลนั้นก็จบดับไป

และสุดท้ายเมื่อปรินิพพาน ทุกคนก็ต้องสูญจากทั้งดีและร้ายไป

ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของใคร เพราะสุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องดับไป

จึงไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น ไม่ต้องทุกข์กับอะไร

  1. การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเรา

เป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่า ที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลส

คือ ความหลงชิงชังรังเกียจ หลงยึดมั่นถือมั่นในใจเรา

และ ทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา

  1. ถ้าใครมีปัญหาหรือความเจ็บป่วยในชีวิต

ให้ทำความดี 4 อย่างนี้

ด้วยความยินดี จริงใจ

จะช่วยให้ปัญหาหรือความเจ็บป่วย ลดลงได้เร็ว

  • สำนึกผิด หรือยอมรับผิด
  • ขอรับโทษ เต็มใจรับโทษ หรือขออโหสิกรรม
  • ตั้งจิตหยุดสิ่งที่ไม่ดีอันนั้น
  • ตั้งจิตทำความดีให้มาก

คือ ลดกิเลสให้มาก

เกื้อกูลผองชนและหมู่สัตว์ให้มาก

  1. การพิจารณาเพื่อปราบมาร

คือ ความกลัว เวลาเจ็บป่วย

หรือ พบเรื่องร้าย

จะทำให้ดับทุกข์ใจ ทุกข์กาย และเรื่องร้าย ได้ดีที่สุด คือทำใจว่า

รับเต็ม หมดเต็ม

เจ็บก็ให้มันเจ็บ

ปวดก็ให้มันปวด

ทรมานก็ให้มันทรมาน

ตายก็ให้มันตาย

เป็นไงเป็นกัน

รับเท่าไหร่หมดเท่านั้น

เพราะสุดท้ายทุกอย่างก็ดับไป

ไม่มีอะไรเป็นของใคร

จะทุกข์ใจไปทำไม ไม่มีอะไรต้องทุกข์ใจ

เบิกบาน แจ่มใส ดีกว่า

  1. เทคนิคทำใจให้หายโรคเร็ว คือ

อย่าโกรธ อย่ากลัวเป็น

อย่ากลัวตาย อย่ากลัวโรค

อย่าเร่งผล อย่ากังวล

  1. วิธีการ 5 ข้อ

ในการแก้ปัญหาทุกปัญหาในโลก คือ

1) คบและเคารพมิตรดี

2) มีอริยศีล

3) ทำสมดุลร้อนเย็น

4) พึ่งตน

5) แบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์

  1. ตัวชี้วัดว่า

วิธีนั้นถูกกันกับผู้นั้น ทำให้สุขภาพดี

คือ สบาย เบากาย มีกำลัง เป็นอยู่ผาสุก

ตัวชี้วัดว่า

วิธีนั้นไม่ถูกกันกับผู้นั้น ทำให้เสียสุขภาพ

คือ ไม่สบาย ไม่เบากาย ไม่มีกำลัง

ไม่ผาสุก หรือทุกข์ทรมาน

  1. ตัวชี้วัดว่า

อาหารที่สมดุลร้อนเย็น เป็นประโยชน์

จะทำให้มีโรคน้อย มีทุกข์น้อย คือ

เบาท้อง สบาย เบากาย มีกำลัง อิ่มนาน

ตัวชี้วัดว่า

อาหารที่ไม่สมดุลร้อนเย็น เป็นโทษ

จะทำให้มีโรคมาก มีทุกข์มาก คือ

หนักท้อง ไม่สบาย ไม่เบากาย

ไม่มีกำลัง หิวเร็ว

  1. หลักการทำดีอย่างมีสุข 6 ข้อ

1) รู้ว่าอะไรดีที่สุด

2) ปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด

3) ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น

แล้วลงมือทำให้ดีที่สุด

4) ยินดีเมื่อได้ทำให้ดีที่สุดแล้ว

5) ไม่ติดไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ดีที่สุด

6) นั่นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุด

  1. ทำดีให้มาก

เพื่อจะให้ดีชิงออกฤทธิ์แทนร้าย

ที่เราเคยพลาดทำมาในชาตินี้หรือชาติก่อน

จะได้มีดีไว้ใช้ในปัจจุบันและอนาคต

ในชาตินี้และชาติอื่น สืบไป

  1. ยึดอาศัยดี

ที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง” “นั้นดี

แต่ยึดมั่นถือมั่นว่า

ต้องเกิดดีดั่งใจหมาย

ทั้ง ที่องค์ประกอบเหตุปัจจัย เวลานั้น

ไม่สามารถทำให้ดีนั้นเกิดขึ้นได้จริง

นั้นไม่ดี

  1. จงทำดีเต็มที่

เหนื่อยเต็มที่ สุขเต็มที่

ไม่มีอะไรคาใจ

ไม่เอาอะไร

คือสุดยอดแห่ง

ความอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส

สาธุ….

รักษาโรควิถีธรรมชาติบำบัดแบบหมอเขียว

1).  บทนำ

เวลาไม่สบายเจ็บไข้ได้ป่วย เราก็ไปหาหมอแผนปัจจุบัน หากเกิดจากเชื้อโรค  บาดเจ็บ  อย่างนี้หมอแผนปัจจุบันถนัด แต่หากเป็นโรคที่เกิดจากตัวเอง  เรื้อรัง เหตุมักมาจากการกินอาหาร  สังคมแย่อยู่ในสิ่งแวดล้อมไม่ดี อารมณ์ตัวเองเครียด  ปรับสมดุลตัวเองกับสิ่งแวดล้อมไม่ได้ เช่น  เนื้องอก  มะเร็ง  ปวดหัวไร้สาเหตุ  เบาหวาน  โรควัยทอง อย่างนี้ไปหาหมอเขียว  บำบัดโรคด้วยอาหาร  อากาศ  และอารมณ์จะดีกว่า

พูดสั้นๆ  ก็คือ  หากรักษาโรคที่ไม่ใช่โรคติดต่อกับหมอแผนปัจจุบันไม่หาย   เรื้อรัง  ก็ให้แนะนำมา ที่หมอเขียวเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง  ซึ่งแนวธรรมชาติบำบัดก็มีหลายค่าย แบบระดับคนจน จนถึงระดับมีอันจะกินก็มีแต่แนวที่แนะนำคือ  แนวหมอเขียวเพราะราคาถูกแบบชาวบ้านๆ (ศูนย์บาท) ก็ไปรักษาได้อยู่ที่บ้านสานฝัน  จ.อำนาจเจริญ

 หลัก  8  อ.  เพื่อสุขภาพ

8  อ.  เพื่อสุขภาพ นำมาใช้ในการเสริมสร้างให้สุขภาพดี แต่ก็มีบางข้อก็เอามาใช้เพื่อทำให้อายุยืน และสุดท้ายนำเอามาใช้รักษาโรคตามแนวธรรมชาติบำบัด  มีดังนี้

1)  อิทธิบาท  4  (ฉันทะ  วิริยะ  จิตตะ  วิมังสา)
2)  อารมณ์  (ทำให้จิตสงบ  ไม่วิตก ไม่อารมณ์เสีย)
3)  อาหาร  (กินอาหารที่สมดุล  เน้นพืชผักฤทธิร้อน-เย็น  ทำสมดุลกับร่างกาย)
4)  ออกกำลังกาย  (ตามวัย  ตามภาวะ  อยู่ในชีวิตประจำวัน มีตักน้ำ  ซักผ้า)
5)  อากาศ  (อากาศดีๆ  บริสุทธ์  แบบชนบท  ต้นไม้ดอกไม้แบบปลูกลงทุนต่ำๆ)
6)  เอนกาย  (ที่นอนแบบง่ายๆ  นอนเพียงพอ)
7)  เอาพิษออก  (ไล่พิษแบบต่างๆ ให้ออกจากร่างกาย)
8)  อาชีวะ  (จงทำงาน  อย่าทำเป็นคนว่างงาน จะเฉาตาย)

พิษภัยจากอาหารรสจัด

จงหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและกินกันเป็นประจำ เพราะจะส่งผลร้ายต่อสุขภาพ มีดังนี้

รสฝาดจัด           เกิดนิ่วได้ง่าย
รสขมจัด             มีอัคคาลอยมาก  มีผลต่อหัวใจ
รสหวานจัด          ตับอ่อนทำงานหนัก ทำให้ตับอ่อน เสื่อมง่าย  เกิดเบาหวาน
รสเผ็ดจัด            เกิดระคายเคืองต่ออวัยวะ มีกระเพาะลำไส้  ทวาร
รสมันจัด             มีไลเปรส  มีผลต่อตับ
รสเค็มจัด            มีผลต่อ  ไต
รสเปรี้ยวจัด         กัดทำลายผิวตามผนังเนื้อเยื้อ  คอฟัน

               หลักสุขภาพของหมอเขียว  (ใจเพชร  มีทรัพย์)

“กินเนื้อไม่ติดมัน  กินผักมากขึ้น  ลดอาหารรสจัด”
“กินอาหารเสริม  วิตามิน  อาจไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ”
“อาหารรสจัดเป็นภัยต่อสุขภาพ  (ร่างกาย)”

หากเรามีบาดแผล  ลองเอาผักรสจืดตำมาโป๊ะแผลเราจะรู้สึกเฉยๆ
แต่หากเอาผักรสเผ็ดร้อน  มาโป๊ะ เราก็จะรู้สึกปวดแสบปวดร้อน

ผู้ป่วยมะเร็ง  ร่างกายอยู่ในสภาพร้อนเป็นแผลเนื้อร้าย
หากกินอาหาร  พริกไท  ข่าแก่ ที่มีฤทธิ์ร้อนหรือสาหร่ายฤทธิ์เค็ม
ร่างกายจะทรุดทันทีอย่างเห็นได้ชัด
แต่หากเรากินจืดก็ไม่เป็นไร  กินพวกรสร้อนจะไม่ดี
หากกินรสจืดติดต่อกันหลายวันร่างกายก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
อาหารจืดๆ  แต่กินมากเกินไปก็ไม่ดีจะไม่สบาย  อึดอัด
หากกินรสจัดเต็มที่มีน้ำตาล  (หวานไป)
น้ำส้ม  (เปรี้ยวไป)  ก็ไม่ดี จะไม่สบาย  อึดอัด
หากกินรสจัดเต็มที่มีน้ำตาล  (หวานไป)
น้ำเสีย  (เปรี้ยวไป)  ก็ไม่ดี
กินวิตามินและอาหารเสริม ไม่ได้เอาแบบธรรมชาติต้องมาสกัดให้เข็มข้นเต็มที่
เพื่อให้ได้ดูดซึมได้ดีได้มากๆ  ให้พลังงานสูงมาก  อย่างนี้ก็ไม่ดีเข้มข้นไป จัดไป ไม่ดี

4).  แนวทางรักษาโรค

โรคที่รักษา ต้องไม่เป็นโรคจากเชื้อโรคติดต่อ แต่เป็นเรื้อรัง มีมะเร็ง  เนื้องอกในสมอง  ปวดหัว  เครียด ความดันโลหิตสูง  โรคอารมณ์  (ทางใจ)
โรควัยทอง  (ร้อนวูบาบ)  โรคสะเก็ดเงิน

แนวทางรักษาโรค

–  ใช้สถานที่อากาศดี  อยู่ในชนบท
–  ใช้อาหารผักรสจืดตลอด
–  ออกกำลังกายตามวิถีชีวิต  เช่น ตักน้ำ  ซักผ้า  หุงข้าว
–  รักษาอารมณ์จิตใจ  โดยการต้อนรับดีและอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ
ดอกไม้ใบไม้ใบหญ้า

การรักษา 3  วัน  ก็เริ่มเห็นผลความแตกต่าง ดีขึ้น สบายโล่ง  เบา

5).  เป็นเนื้องอกในสมอง

–  จัดสถานที่นอนแบบเรียบง่าย  อยู่ในสวน นอนเห็นต้นไม้
–  สังคมดีต้อนรับให้ผักผ่อนตามสบายประทับใจ
–  อบรมให้ทราบวิธีการรักษาก่อนการรักษา
–  ใช้อาหารล้วนๆ  ไม่มีการใช้ยาใดๆ
–  ใช้วิธีปรับสมดุลอาหารฤทธิ์ร้อน-ฤทธิ์เย็น เหมือนเครื่องยนต์  (ร้อน)
ต่อโยงกับ หม้อน้ำ  (เย็น)
–  กินอาหารรสจืด  ใส่เกลือได้เล็กน้อยใ ห้ได้รับรสธรรมชาติจากอาหารแท้ๆ
–  คั่นน้ำโคโลฟิลดื่ม  มีใบหญ้านาง  ใบเตย  หญ้าปักกิ่ง
–  ทานผลไม้สด
–  ทานผักมี ส้มตำ  มะละกอ  มะเขือเทศ
–  ผักสดรสจืด  ฤทธิ์เย็นดับร้อนในร่างกาย
–  ข้าวซ้อมมือ  สีเหลือง  ฤทธิ์เย็น
–  ผักต้ม  ฤทธิ์เย็น
–  หากไปทดลองกินยาสมุนไพรรักษาโรคไม่หายก็มาลองทานอาหารรสจืดได้
–  โรคสะเกิดเงินก็หาย  (ภูมิแพ้ของตัวเอง)  หลังจากกินอาหารผัก
ภายใน 5  วัน  ก็หาย
–  จัดบ้านที่อยู่ให้มีต้นไม้  ดอกไม้  แบบโปรยๆ  ตามธรรมชาติ
–  คอเคล็ด  หงุดหงิด  เจ็บทรมาน  ใช้ช้อนขูดที่คอจะหายเป็นวิธีกัวซา
–  วิชากัวซา  เป็นวิธีเอาพิษออกจากร่างกายทางผิวหนัง
ใช้ขี้ผึ้งฤทธิ์เย็น  (ยาหม่องเสลดพังพอน)
ใช้ช้อนหรือเหรียญสิบบาทขูดตามบริเวณที่เคล็ด
เจ็บตรงไหนก็ขูดตรงนั้นจนผิวหนังแดง

–  ความดันโลหิตสูง  มะเร็ง  เบาหวาน  เนื้องอก  มะเร็งระยะสุดท้าย
ตับแข็ง  ไขมันตันเส้นเลือดแค่ทาน  3  วัน  รู้สึกดีขึ้นก็แสดงว่ามาถูกทาง
x-ray  ดูเนื้องอกจะเล็กลง ร่างกายกระฉับกระเฉงลงแปลงผักได้
พูดจาดีขึ้น สมองโปร่งโล่งขึ้น
–  หลังจากหายแล้วก็ไม่ควรหวนกลับไปกินอาหารรสอร่อยๆ  รสจัดๆ  อีก
–  โรคไขมันพอกในตับลองดื่มน้ำใบหญ้านางคั้น
–  กินอาหารปลอดสารพิษ อย่าใช้เทคโนโลยีมาก ให้กลับมาพึ่งวิถีธรรมชาติ
–  วิธีการรักษาแบบนี้ราคาถูกมาก
หากเป็นหมอโรงพยาบาลครั้งละ  3-5  หมื่นบาท
–  การรักษาโรคแบบวิถีธรรมชาติหรือโภชนาบำบัดนี้มีหมอหลายค่าย
แพงๆ  ทั้งนั้น  คนจนก็เลยหมดโอกาส
–  อย่าคิดว่าโรคนี้รักษาไม่หาย  จงมาหาโอกาสอยู่บ้านดิน
ท่ามกลางดอกไม้ ไม่ต้องกินยากินแต่อาหารบำบัด

6).  เป็นมะเร็งที่คอ

–  ไปศึกษาจากหนังสือถอดรหัสอาหาร ไปศึกษาดู
–  เป็นมะเร็งที่คอระยะ  2  บวมเท่าลูกปิงปองมีอาการเจ็บคอเหมือนเป็นหวัด
–  หมอเขียวติดดินโทรมาหาคนไข้ชวนให้มารักษาที่บ้านสานฝัน
–  หาหมอแผนปัจจุบันมีแต่ฉายแสงรังสี
–  อยู่แบบธรรมชาติ

ใช้วิตามินซี  มีฝรั่งปั่น  ข้าวกล้อง  ผักหลายชนิดมาต้มรวมกัน   เอาน้ำผักมาทำอาหารต่อแต่อาการไม่ดีขึ้น
เพราะเหตุใด  แม้เป็นผักก็ผิดทางเพราะเป็นฤทธิ์ร้อนหมด ต้องหาผักฤทธิ์เย็นจึงจะถูกต้อง
–  มะเร็งเป็นฤทธิ์ร้อนต้องเอาผักฤทธิ์เย็นมาปราบ
–  กินอาหารผัก  5  วัน  อยู่กับหมอเขียว
คอบวมเท้าลูกปิงปองเหลือเท้าลูกแก้ว
–  อาหารเสริมมีว่านหางจระเข้  ขวดละพันบาท
มักถูกอ้างว่าเป็นยาขับออกฤทธิ์จะบวมมากขึ้น

7).  ปวดหัวบ่อย

–  หากกินขนมจะไม่หาย
–  ปวดหัว  ปวดท้อง  น้อยลง  กินอาหารรสจืดจะดี
–  ทำ  detox  ด้วย
–  ตื่นเช้าตี  4  ทำวัตร  กายบริหารกดจุดลมปราณ
จากนั้นทำเกษตรเช้า  2  ซม.  เย็น  1  ซม.
–  ปกติเหงื่อไม่ออก หลังปรับสมดุลแล้วเหงื่อออกดี
–  อาหารมีรสเดียวแต่อร่อย  เคยกินรสจัดมาสุขภาพแย่
เพราะชอบทางรสเผ็ดมาก
–  ปกติมักสั่งผักสิ้นคิด  (ผักกระเพรา)
กินพริก  เม็ดข้าวดำ  เดี๋ยวนี้เลิกหมดแล้ว
–  มาสุขกับอาหารจืดดีกว่าเพราะสุขภาพดีขึ้นแข็งแรงเพิ่มขึ้น
–  อาหารรสจัดทำให้เกิดโรคมีเผ็ดจัด  เค็มจัด  หวานจัด
–  มากินอาหารจืดแค่  3  วัน  จะโล่ง  สบาย
–  ทางเลือกรักษาโลกมีแบบแพงและแบบถูก
แบบถูกๆ  นั้น เน้นธรรมชาติมีใช้อาหารบำบัดพึ่งพาตัวเอง
หาง่าย  ประโยชน์สูงประหยัดสุด

8).  เป็นเบาหวาน

–  เป็นเบาหวานทั้งที่กินมังสะวิรัด  เพราะกินข้าวเหนียวมากไป
–  อดของหวาน  รักษาเบาหวาน
–  เป็นเบาหวานให้หาหมอปัจจุบันได้แค่ยาปัจจุบันห่อใหญ่
กินแล้วบีบหัวใจ ให้ทิ้งไปเลย  มากินอาหารจืดดีกว่า

9).  บทส่งท้าย

อาหารดี  วิตามินดีๆ  อาหารเสริมดีๆ  เข้มข้นสูงกินเข้าไปก็อันตราย
อาหารเสริมดีๆ  ดังๆ สกัดมากินมากๆ  พวกชงๆ  ทั้งหลาย
ทรุดเลย  เพราะแรงไป
ร่างกายก็ร้อนมากอยู่แล้วมากินก็เลยทรุดลงอีก
รักษามะเร็งกับวิธีกินรสจืด  ฟื้นดี  ไปหาหมอ  ฉีดวิตามิน
ปวดแสบปวดร้อน  ต้องรีบถอนพิษ  โดยการกินผักใบเขียว
วิตามินกินไปไม่รู้ว่าตัวเราขาดหรือมีมากไป
กินเข้าไปก็เกินไป ไม่พอดี  จะดูจากอะไร

ความลับจากฟ้ามีพึ่งพาตนเองเป็นตัวชี้วัดสุขภาพดี  มี…
1)  เจ็บไข้ป่วยน้อยลง
2)  ลำบากกายน้อยลง
3)  กระปรี้กระเป่า  เบากายใจ
4)  อยู่ผาสุข
5)  มีกำลังสดชื่น

มีอาหารกิน  ครบหรือเปล่าไม่สบายลดลงเขากายมีกำลัง
กินตอนนี้อีก  1-4  ชั่วโมง  ออกฤทธิ์
แสดงว่าอาหารครบในวันนั้นแล้วตรวจสอบต่ออีก  3  วัน  ข้างหน้า
ใครไม่สบายตรวจสอบ  4  ชั่วโมง ถึง  3  วัน
ย้อนหลังว่า กินอะไรมา  ให้เจาะเลือดตรวจได้
–  อาการไม่สบายจากอาหารที่กิน
–  หน่อไม้ดอกกินแล้วร้อนไม่ดี
–  หัดเป็นหมอ  เรียนรู้จากตัวเอง พึ่งพาตนเองได้  อย่าไปกินยาอย่างเดียวไม่ดี
–  ต้นเหตุโรค  อาหารรสจัด  กินมากๆ  ไปฝังในเนื้อเยื่อ
–  พอกินยา  ยากดโรคขับโรคกินเสร็จก็ขับออกได้
เราใส่ต้นเหตุลงในเนื้อเยื่อจากกระแสบริโภคนิยม
ในเนื้อเยื่อฝังลึกขับไม่ออก ก็ต้องเพิ่มความแรง
เพื่อเอาพิษออก ต้องหายาแรงขึ้นเรื่อยๆ  เพื่อไปงัดออกมา

พากินยาอย่างเดียวก็พายาอื่นๆ  มาด้วยก็เกิดโรคอื่นๆ  ตามมาอีก
–  การไม่เปลี่ยนพฤติกรรมมีแต่เอายาใส่เข้าไป
ภาวะร้อนเกินมีเหมือนมีไฟเผา  ปวดหัวตัวร้อนมีฝีหนองผื่นคัน
เม็ดแผลในปาก  อักเสบ  มีจุดดำ  เจ็บคอ  บวมร้อน
ภาวะเย็นเกินมีโลหิตไหลเวียน  มึนชา  เย็น  หัวตื้อ  บวมไม่ออกร้อน
อาหารเย็นทำให้ร้อนลด  ชุ่มคอ
อาหารร้อนทำให้ปากคอแห้ง  (ของแสลง)

การกินมังสาวิรัติ

การกินมังสาวิรัติ

การกินมังสาวิรัติ

สัพเพสัตตา
เสียงร้องขอชีวิตจิตหวาดหวั่น

เสียงห้ำหั่นเข่นฆ่าน่าสยอง

เสียงซวบซาบดาบคมเชือดเลือดไหลนอง เสียงกรีดร้องสะท้อนจิตสะกิดใจ
เสียงสัพเพสัตตาพาให้คิด ว่าชีวิตนี้มีค่ากว่าสิ่งไหน
อเวราอย่ามีเวรอย่ามีภัย ชีวิตใครใครก็หวงอย่าล่วงเกิน
ท่องสัพเพสัตตามาแต่ไหน ยังเข้าใจในเนื้อแท้แค่ผิวเผิน
ยังฆ่าบ้างกินบ้างอย่างเพลิดเพลิน ยังใช้เงินซื้อชีวิตอนิจจา
สัตว์เกิดกายมาใช้กรรมที่ทำไว้ เป็นเป็ดไก่กุ้งปลาปูและหมูหมา
ตามเหตุต้นผลกรรมที่ทำมา มิใช่ฟ้าประทานมาให้คนกิน
มีปัญญาแต่ไฉนจึงไม่คิด มองชีวิตกลับเห็นเป็นทรัพย์สิน
เสียงกรีดร้องก่อนตายใครได้ยิน น้ำตารินเมื่อถูกเชือดเลือดกระเซ็น
พูดว่าเขาเกิดมาเป็นอาหาร เขาลนลานหนีตายใครมองเห็น
เขาจนใจพูดไม่ได้เถียงไม่เป็น ช่างเลือดเย็นเข่นฆ่าไม่ปราณี
มีพืชผักมากมายนับไม่หมด ทุกกลิ่นรสสดใสหลากหลายสี
ธรรมชาติวางไว้อย่างดิบดี สัตว์วิ่งหนีพืชเต็มใจให้กินมัน
เพราะเรากินเขาจึงฆ่าเอามาขาย เราสบายแต่สัตว์โลกต้องโศกศัลย์
ท่องสัพเพสัตตามาทุกวัน เมตตากันโปรดอย่าฆ่าและอย่ากิน

 

ลองเข้าไปชมชีวิตร่ำไห้ อีกแง่มุมหนี่งของเพื่อนเราซิค่ะ

 http://www.youtube.com/watch?v=kk8yVlBhSE8

มนุษย์เรียกว่าสัตว์ประเสริฐ เพราะว่ารู้ผิดชอบชั่วดี เป็นผู้ซื่งมีปัญญา จึงเรียกว่ามนุษย์

สัตว์เรียกว่าสัตว์เดรัจฉาน เพราะว่าไม่สามารถแยกแยะถูกผิดได้

กินกันฆ่ากันเพราะสัญชาตญาณที่ธรรมชาติให้มา

คนฉลาด ฉลาดที่จะคิดเข้าข้างตัวเอง หาข้ออ้างให้กับตัวเองให้ตัวเองรู้สึกดี

รู้สึกว่าทำไปแล้วไม่เป็นอะไร ไม่บาป กินชีวิตสัตว์ไม่บาป กินเพื่ออยู่รอด ก็เลยต้องกิน

แล้วทำไมไม่ใช้ความฉลาดให้เป็นประโยชน์มากกว่านี้ ลองไม่กินเนื้อสัตว์ดูสักอาทิตย์นะ

แล้วจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย อย่างแรกท้องไม่อืด

กัมมุนา วัตตติ โลโก” สัตว์โลกทั้งหลายต้องเป็นไปตามกรรม
อุทฺเทส กมฺมปจฺจโย เพราะมีเจตนาตั้งใจเป็นปัจจัย
ประกอบอกุศลกรรมทำให้ต้องเกิดในอัตภาพแบบนี้
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาทรับกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
มีกรรมเป็นที่พึ่งพิงอาศัย
กรรมย่อมจำแนกสัตว์เพื่อให้เป็นผู้เลวและประณี
เราไม่สามารถหยุดการฆ่าได้
เราควรแผ่เมตตาขอบคุณสัตว์เหล่านั้นอย่างน้อยๆ
ผลบุญจะได้ตกถึงเขา ทำให้ไม่ต้องมาเกิดในอัตภาพแบบนี้อีก

อาหารมังสวิรัติ อาหารเจ-ประโยชน์ของการทานมังสวิรัติ

การไม่ฆ่า หรือไม่ทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นั้น เป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นอย่างเห็นได้ชัด ประโยชน์ที่เห็นได้ไม่ชัดเท่าก็คือความจริงที่ว่า การเว้นจากการทำอันตรายผู้อื่นก็เป็นประโยชน์ต่อตัวเราเท่าๆกัน ทำไมหรือ? ก็เพราะกฎแห่งกรรมนั่นเอง “หว่านพืชอย่างไร ก็ได้ผลอย่างนั้น” ถ้าเราฆ่าหรือเป็นต้นเหตุให้คนอื่นฆ่าเพื่อตัวเราเพื่อสนองความอยากกินเนื้อของเรา เราก็จะก่อหนี้กรรมขึ้นมา และเราจะต้องชดใช้หนี้นี้ในที่สุด

สำหรับเรื่องนี้มีเหตุผลอยู่หลายอย่าง แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดมาจากศีลข้อที่หนึ่ง ซึ่งบอกให้เราละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือ “เจ้าต้องไม่ฆ่า” (ในคัมภีร์ไบเบิล)

ยุคมังสวิรัติ

อาหารมังสวิรัติกำลังจะกลายเป็นแฟชั่นจริงหรือ? พบกับหลากหลายเรื่องราวของ นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ ศิลปิน นักเขียน นักปรัชญา และบุคคลที่มีชื่อเสียงของโลกที่เป็นผู้ทานมังสวิรัติ

ดังนั้น การกินมังสวิรัติจึงเป็นของขวัญที่เรามอบให้แก่ตัวเราเองอย่างแท้จริง เราจะรู้สึกดีขึ้น และคุณภาพชีวิตของเราก็จะดีขึ้น เนื่องจากหนี้กรรมที่หนักหน่วงของเราได้บรรเทาเบาบางลงไปแล้ว และเราจะได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ดินแดนสวรรค์อันลี้ลับแห่งใหม่ของประสบการณ์ภายในของเรา ซึ่งมันคุ้มค่ามากกับราคาเพียงเล็กน้อยที่เราต้องจ่ายไป!

สำหรับคนบางคนก็เชื่อในเหตุผลทางศาสนาที่คัดค้านการกินเนื้อ แต่ก็ยังมีเหตุผลจูงใจอื่นๆ อีกมากมายในการที่ควรจะกินมังสวิรัติ ซึ่งทุกเรื่องล้วนมีรากฐานจากสามัญสำนึกทั้งสิ้น เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพและโภชนาการของบุคคล เกี่ยวกับนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับศีลธรรมจรรยาและความทุกข์ทรมานของสัตว์ และเกี่ยวกับความอดอยากหิวโหยของคนในโลก

สุขภาพและโภชนาการ

การศึกษาทางด้านวิวัฒนาการของมนุษย์ได้แสดงให้เห็นว่า บรรพบุรุษของเราเป็นมังสวิรัติกันโดยธรรมชาติ และโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ไม่เหมาะกับการกินเนื้อ เรื่องนี้ได้รับการอธิบายในข้อเขียนเกี่ยวกับกายวิภาคเปรียบเทียบที่เขียนโดย ดร. จี.เอส. ฮันติงเจน แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียของอเมริกา เขาอธิบายว่า สัตว์ที่กินเนื้อจะมีลำไส้สั้นมาก และลำไส้ของมันจะตรงและเรียบลื่น ส่วนพวกสัตว์กินพืชกินหญ้ามีลำไส้ที่ยาว ทั้งลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ทั้งนี้เนื่องจากอาหารประเภทเนื้อมีเส้นใยน้อยและมีโปรตีนมาก ลำไส้จึงไม่ต้องใช้เวลานานในการดูดซึมสารอาหาร ดังนั้นลำไส้ของสัตว์กินเนื้อจึงสั้นกว่าลำไส้ของสัตว์กินพืช เนื่องจากเส้นใยของพืชผักค่อนข้างย่อยยาก

มนุษย์เป็นเหมือนพวกสัตว์กินพืชทั่วๆไป คือมีลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ที่ยาว รวมความยาวประมาณยี่สิบแปดฟุต (แปดเมตรครึ่ง) ส่วนลำไส้เล็กขดพับไปมาหลายซับหลายซ้อน และผนังของมันก็เป็นรอยยับย่นไม่เรียบลื่น เนื่องจากลำไส้ของมนุษย์ยาวกว่าลำไส้ของสัตว์กินเนื้อ ดังนั้นเนื้อที่เรากินเข้าไปจึงตกค้างอยู่ในลำไส้ของเราเป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดการบูดเน่าเหม็นและสร้างสารพิษออกมา สารพิษเหล่านี้เกี่ยวข้องเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งที่ส่วนปลายลำไส้ใหญ่ และยังเพิ่มภาระให้กับตับซึ่งมีหน้าที่ขจัดสารพิษ ทำให้เกิดโรคตับแข็งและโรคมะเร็งในตับด้วย

เนื้อสัตว์มีโปรตีนยูโรไคเนสและยูเรียมาก ซึ่งเพิ่มภาระแก่ไตและสามารถทำลายการทำงานของไตด้วย ในเนื้อสเต็คหนึ่งปอนด์มีโปรตีนยูโรไคเนสถึงสิบสี่กรัม ถ้าเอาเซลล์ที่ยังมีชีวิตไปแช่ในน้ำโปรตีนยูโรไคเนสนี้ ความสามารถในการเสริมสร้างและเผาผลาญอาหารของมันจะเสื่อมลงทันที นอกจากนี้เนื้อสัตว์ยังขาดเส้นใยหรือเซลลูโลส ทำให้เกิดการท้องผูกได้ง่าย เป็นที่ทราบกันว่าการท้องผูกสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งบริเวณก่อนถึงทวารหนักและโรคริดสีดวงทวารได้

คอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวในเนื้อสัตว์ยังทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งขณะนี้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นอันดับแรกในสหรัฐอเมริกาและฟอร์โมซา

โรคมะเร็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นอันดับที่สอง การทดลองต่างๆชี้ให้เห็นว่าการย่างเนื้อจะทำให้เกิดสารเคมีชนิดหนึ่งคือเมธิลคอแลน ทรีน (Methylcholanthrene) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรงมาก หนูทดลองที่ได้รับสารเคมีชนิดนี้เข้าไปจะเกิดอาการของโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เช่น มะเร็งกระดูก มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น

การวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าลูกหนูที่กินนมแม่หนูที่เป็นมะเร็งเต้านมก็จะเป็นมะเร็งเช่นดียวกัน และเมื่อฉีดเซลล์มะเร็งของมนุษย์เข้าไปในสัตว์ทดลอง สัตว์เหล่านั้นก็จะเป็นมะเร็งไปด้วย ถ้าเนื้อสัตว์ที่เรากินกันอยู่ทุกวัน มาจากสัตว์ที่เดิมเป็นโรคต่างๆเหล่านี้อยู่ และเราก็รับมันเข้ามาในร่างกายของเรา เราก็จะมีโอกาสที่จะเป็นโรคเหล่านี้มาก

คนส่วนมากคิดกันเอาเองว่าเนื้อสัตว์พวกนั้นสะอาดและปลอดภัย และมีการตรวจสอบแล้วที่โรงฆ่าสัตว์ แต่ว่าตามความจริงแล้ว มีโค กระบือ สุกร เป็ด ไก่ ฯลฯ ถูกฆ่ามาขายในแต่ละวันเป็นจำนวนมากเกินกว่าที่จะตรวจสอบได้ครบหมดทุกคัว และก็เป็นการยากมากที่จะตรวจว่าสัตว์ตัวนั้นหรือเนื้อชิ้นนั้นเป็นมะเร็งหรือมีเซลล์มะเร็งหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการตรวจสัตว์ทุกตัวก็ได้ ปัจจุบันนี้แม้แต่ในยุโรปและอเมริกา ทางแหล่งผลิตเนื้อสัตว์ก็เพียงแต่ตัดหัวสัตว์ทิ้งไป หากมีปัญหาที่ส่วนหัว หรือว่าตัดขาที่เป็นโรคทิ้ง เอาส่วนที่เสียๆออกไปเท่านั้น แล้วก็จำหน่ายส่วนที่เหลือต่อไปในท้องตลาด

ดร. เจ.เอ็ช. เค็ลล็อก กล่าวว่า “เวลาเรากินอาหารมังสวิรัติ เราก็ไม่ต้องห่วงกังวลว่าอาหารที่เรากินนั้นตายด้วยโรคอะไร กินได้อย่างสบายใจดีจริงๆ!”

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าห่วงอีกอย่างหนึ่งก็คือ อาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์มียาปฏิชีวนะ รวมทั้งยาอื่นๆ เช่น สเตียรอยด์ และฮอร์โมนที่เร่งการเจริญเติบโตผสมอยู่ในนั้นด้วย หรือไม่ก็มีการฉีดยาเหล่านี้เข้าไปในตัวสัตว์เลย มีรายงานมาแล้วว่า คนที่กินเนื้อสัตว์เหล่านี้ก็จะได้รับยาเหล่านี้เข้าไปในร่างกายด้วย และมีโอกาสที่ยาปฏิชีวนะในเนื้อสัตว์จะไปลดประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะที่มนุษย์เราใช้ในเวลาที่เราเจ็บป่วยไม่สบาย

บางคนคิดว่าอาหารมังสวิรัติจะขาดธาตุบำรุง แต่ ดร. มิลเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมชาวอเมริกัน ซึ่งรักษาคนไข้ในฟอร์โมซามาสี่สิบกว่าปีแล้ว เขาตั้งโรงพยาบาลซึ่งมีแต่อาหารมังสวิรัติสำหรับให้เจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาลและคนป่วยทุกคน เขากล่าวว่า “หนูเป็นสัตว์ประเภทที่กินได้ทั้งเนื้อและพืชผัก แต่ถ้าแยกหนูสองตัวมาเลี้ยงคนละแบบ ตัวหนึ่งให้กินเนื้อ ส่วนอีกตัวให้กินพืชผัก เราพบว่าการเจริญเติบโตของหนูสองตัวนี้จะเหมือนกัน แต่ว่าหนูตัวที่กินพืชผักจะมีอายุยืนกว่า และมีความต้านทานต่อโรคมากกว่า นอกจากนี้ เมื่อหนูทั้งสองตัวเจ็บป่วย หนูตัวที่กินพืชผักก็สามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่า เขายังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า“ยารักษาโรคที่เราได้จากวิทยาการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มีความก้าวหน้าไปมาก แต่มันก็ได้แต่รักษาโรคเท่านั้น แต่อาหารสามารถรักษาสุขภาพของเราได้” เขาอธิบายว่า “อาหารจากพืชเป็นแหล่งของสารอาหารโดยตรงมากกว่าเนื้อสัตว์ คนกินเนื้อสัตว์ แต่ว่าแหล่งของสารอาหารสำหรับสัตว์ที่เรากินนั้น ก็คือพืช สัตว์ส่วนใหญ่จะอายุไม่ยืน และก็มีโรคเกือบจะทุกชนิดที่มนุษย์เรามี เป็นไปได้มากว่า โรคของมนุษย์เรามาจากการกินเนื้อสัตว์ที่เป็นโรค เพราะฉะนั้น ทำไมคนเราจึงไม่รับเอาสารอาหารจากพืชโดยตรงเล่า?” ดร.มิลเลอร์แนะว่า เพียงแต่เรากินข้าว ถั่ว ผักผลไม้ เราก็จะได้รับธาตุบำรุงที่จำเป็นในการบำรุงรักษาสุขภาพของเราให้ดีแล้ว

หลายคนมีความคิดว่า โปรตีนจากเนื้อสัตว์ดีกว่า เหนือกว่าโปรตีนจากพืช เพราะว่าอย่างแรกถือเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์ครบถ้วน และอย่างหลังเป็นโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ แต่ความจริงก็คือ โปรตีนของพืชบางชนิดก็สมบูรณ์ครบถ้วนเช่นกัน และการกินอาหารหลายอย่างที่มีโปรตีนไม่ครบถ้วนร่วมกัน ก็สามารถได้รับโปรตีนที่สมบูรณ์ครบถ้วนได้

เมื่อเดือนมีนาคม 1988 สมาคมโภชนาการของอเมริกาประกาศว่า “ทางสมาคมขอยืนยันว่าอาหารมังสวิรัติดีต่อสุขภาพและให้คุณค่าทางโภชนาการเพียงพอ หากได้รับการจัดวางแผนอย่างถูกต้องและเหมาะสม”

มักจะมีการเชื่อกันผิดๆว่า คนที่กินเนื้อจะแข็งแรงกว่าคนกินมังสวิรัติ แต่ในการทดลองที่ทำโดยศาสตราจารย์เออร์วิง ฟิชเชอร์ แห่งมหาวิทยาลัยเยล กับคนที่กินมังสวิรัติ 32 คน และคนที่กินเนื้อ 15 คน แสดงให้เห็นว่าคนที่กินมังสวิรัติแข็งแรงทนทานมากกว่าคนที่กินเนื้อ โดยเขาให้คนเหล่านี้ยกแขนขึ้นทั้งสองแขนให้นานเท่าที่จะทำได้ ผลของการทดลองปรากฏให้เห็นชัดเจนมากคือ ในระหว่างคนกินเนื้อทั้ง 15 คน มีเพียง 2 คนเท่านั้นที่สามารถยกแขนได้นานสิบห้าถึงสามสิบนาที แต่ในคนที่กินมังสวิรัติ 32 คนนั้น มีถึง 22 คนที่สามารถยกแขนอยู่นานสิบห้าถึงสามสิบนาทีและมีถึง 15 คน ที่ยกได้นานกว่าสามสิบนาที, 9 คนยกได้นานกว่าหนึ่งชั่วโมง, 4 คน ยกได้นานกว่าสองชั่วโมง และมีคนที่กินมังสวิรัติ คนหนึ่งสามารถยกแขนอยู่ได้นานกว่าสามชั่วโมง

นักวิ่งมาราธอนหลายคนก่อนจะลงแข่งขันจะกินอาหารมังสวิรัติเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอควรระยะหนึ่ง ดร. บาร์บารา มอร์ ผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคด้วยอาหารมังสวิรัติ สามารถวิ่งแข่งมาราธอนระยะทางหนึ่งร้อยสิบไมล์ โดยใช้เวลายี่สิบเจ็ดชั่วโมง สามสิบนาที เธอเป็นผู้หญิงอายุถึงห้าสิบหกปีแล้ว ที่สามารถทำลายสถิติที่ผู้ชายหนุ่มๆทั้งหลายเคยทำไว้ เธอกล่าวว่า “ฉันอยากจะเป็นตัวอย่างให้คนเห็นว่า ผู้ที่กินมังสวิรัติทุกมื้อจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง จิตใจแจ่มใสและมีชีวิตที่สะอาดบริสุทธิ์”

คนที่กินมังสวิรัติจะได้รับโปรตีนมากพอหรือในอาหารที่กินเข้าไป? สำหรับเรื่องนี้ องค์การอนามัยโลกได้แนะนำไว้แล้วว่า 4.5% ของจำนวนแคลอรี่ในแต่ละวันควรจะได้มาจากโปรตีน แต่ข้าวสาลีมีจำนวนแคลอรี่จากโปรตีนถึง 17% บร็อคโคลีมี 45% และข้าวมี 8% จึงเป็นการง่ายมากเลยที่จะได้อาหารที่อุดมด้วยโปรตีนโดยไม่ต้องกินเนื้อสัตว์ ทั้งยังได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บต่างๆที่มีสาเหตุมาจากอาหารที่มีไขมันสูง เช่นโรคหัวใจ และโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ดังนั้น การกินมังสวิรัติจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด

มีการพิสูจน์แล้วว่า โรคหัวใจ โรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และการหมดสติกะทันหันจากโรคหัวใจ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการบริโภคเนื้อสัตว์ และอาหารจากสัตว์ที่มีไขมันอิ่มตัวอยู่มาก และยังมีโรคอื่นๆซึ่งมักจะป้องกันและบางครั้งก็รักษาได้โดยการกินอาหารมังสวิรัติที่มีไขมันต่ำ ได้แก่ โรคนิ่วในไต โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคเบาหวาน โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคลำไส้ โรคข้ออักเสบ โรคเหงือก สิว โรคมะเร็งตับอ่อน โรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร โรคน้ำตาลในเลือดต่ำ โรคท้องผูก โรคไดเวอร์ติคูโลสิส โรคความดันโลหิตสูง โรคกระดูกพรุน โรคมะเร็งรังไข่ โรคริดสีดวง โรคอ้วน และโรคหืด

นอกจากการสูบบุหรี่แล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นการเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพของคนเรามากกว่าการกินเนื้อ

นิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม

การเลี้ยงสัตว์เพื่อเอาเนื้อทำให้เกิดผลตามมาได้แก่ การที่ป่าดงดิบจะถูกทำลาย เกิดความร้อนบนโลกสูงขึ้น น้ำเสีย ขาดแคลนน้ำ เกิดภาวะแห้งแล้งเป็นทะเลทราย มีการใช้แหล่งพลังงานไปอย่างผิดๆ และเกิดความอดอยากบนโลก การใช้ผืนดิน น้ำ พลังงาน และกำลังคน เพื่อผลิตเนื้อออกมา ไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรของโลกเลย

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 มาแล้ว ป่าดงดิบของอเมริกากลางถูกเผาและหักร้างถางพงไปมากกว่า 25% แล้ว เพื่อทำเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงวัว ประมาณกันว่า แฮมเบอร์เกอร์ทุกๆสี่ออนซ์ได้มาจากการทำลายป่าดงดิบในเขตร้อนไปเป็นเนื้อที่ถึง 55 ตารางฟุต นอกจากนี้การเลี้ยงปศุสัตว์ ยังทำให้เกิดก๊าซสามชนิดที่ทำให้โลกร้อนขึ้น และทำให้เกิดภาวะน้ำเสีย การผลิตเนื้อหนึ่งปอนด์ต้องใช้น้ำในปริมาณที่มากอย่างน่าตกใจ คือใช้น้ำถึง 2464 แกลลอน ในขณะที่การผลิตมะเขือเทศหนึ่งปอนด์จะใช้น้ำเพียง 29 แกลลอนเท่านั้น การผลิตขนมปังโฮลวีทน้ำหนักหนึ่งปอนด์แถวหนึ่งจะใช้น้ำ 139 แกลลอน ปริมาณน้ำที่ใช้ในสหรัฐอเมริกาเกือบครึ่งหนึ่งเอาไปใช้ในการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงวัวควายและปศุสัตว์อื่นๆ

จะมีคนมากมายกว่านี้ที่สามารถมีอาหารกิน ถ้าทรัพยากรที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์จะถูกใช้ในการผลิตข้าว เพื่อเลี้ยงประชากรของโลก ผืนดินหนึ่งเอเคอร์ที่ปลูกข้าวโอ๊ตจะทำให้ได้โปรตีนปริมาณ 8 เท่า และได้ปริมาณแคลอรี่ 25 เท่า ถ้าหากว่านำข้าวโอ๊ตนั้นมาเลี้ยงคนแทนที่จะเอาไปเลี้ยงสัตว์ พื้นที่หนึ่งเอเคอร์ที่ใช้ปลูกบร็อคโคลี จะให้ปริมาณโปรตีน, แคลอรี่ และไนอาซิน เป็น 10 เท่า ของการที่จะใช้พื้นที่นั้นมาผลิตเนื้อ สถิติต่างๆทำนองนี้มีอยู่มากมาย ทรัพยากรของโลกจะถูกใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ถ้าพื้นที่ที่ใช้ในการผลิตปศุสัตว์จะถูกเปลี่ยนมาใช้ปลูกพืชผลมาเลี้ยงคนแทน

การกินมังสวิรัติจะทำให้เรา “เหยียบย่ำไปบนแผ่นดินโลกแบบเบาๆมากขึ้น” นอกจากนั้น การที่เราเอาสิ่งใดมาเพียงเท่าที่เราจำเป็นเท่านั้น และลดส่วนที่เกินต้องการลง เราก็จะรู้สึกดีขึ้นด้วยที่รู้ว่า สิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งไม่ต้องตายไป ทุกครั้งที่เรากินอาหารมื้อหนึ่ง

ความหิวโหยในโลก

คนเกือบหนึ่งพันล้านคนต้องทุกข์ทรมานจากความหิวโหยและการขาดอาหารในโลกนี้ ทุกๆปีจะมีผู้ที่ตายเพราะความอดอยากเป็นจำนวนมากกว่า 40 ล้านคน ส่วนมากเป็นพวกเด็กๆ ทั้งๆที่เป็นอย่างนี้ แต่ผลการเก็บเกี่ยวข้าวของโลกมากกว่าหนึ่งในสามกลับเอาไปใช้เลี้ยงปศุสัตว์ แทนที่จะเอามาใช้เลี้ยงคน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ปศุสัตว์บริโภคผลผลิตข้าวถึง 70% ของผลิตผลทั้งหมด ถ้าเราเอามาเลี้ยงคนแทนที่จะเลี้ยงสัตว์ ก็จะไม่มีใครหิวโหยเลย

ความทุกข์ทรมานของสัตว์

ทราบไหมว่า วัวมากกว่า 100,000 ตัว ถูกฆ่าทุกวันในสหรัฐอเมริกา?

สัตว์ส่วนมากในประเทศทางตะวันตก ถูกเลี้ยงใน “ฟาร์มแบบโรงงาน” สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ ได้รับการออกแบบเพื่อผลิตสัตว์ออกมาสำหรับฆ่าให้ได้จำนวนมากที่สุด โดยเสียค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด สัตว์ทั้งหลายถูกนำมาเลี้ยงอยู่ด้วยกันอย่างแออัด ทำให้รูปร่างพิกลพิการ และได้รับการปฏิบัติเหมือนกับมันเป็นเครื่องจักร สำหรับเปลี่ยนอาหารที่กินเข้าไปให้กลายเป็นเนื้อ เรื่องนี้เป็นความจริงที่พวกเราส่วนใหญ่จะไม่เคยได้เห็นด้วยตาของเราเอง กล่าวกันว่า “การเข้าไปดูในโรงฆ่าสัตว์หนึ่งครั้ง จะทำให้คุณเป็นมังสวิรัติไปตลอดชีวิต”

ลีโอ ตอลสตอย กล่าวว่า “ตราบใดที่ยังมีโรงฆ่าสัตว์ ตราบนั้นก็จะยังมีสงคราม อาหารมังสวิรัติเป็นบททดสอบอันเข้มงวดสำหรับความมีมนุษยธรรมของมนุษย์” ถึงแม้ว่าพวกเราส่วนมากจะไม่ยินยอมหรือให้อภัยต่อการฆ่าเท่าใดนัก แต่เราก็ค่อยๆพัฒนานิสัยในการกินเนื้อกันจนเป็นปกติวิสัย ด้วยการสนับสนุนจากสังคมรอบข้าง โดยไม่ได้รู้หรือไม่ได้สนใจจริงๆเลยว่า สัตว์ที่เรากินกันเข้าไปนั้นถูกกระทำอะไรมาบ้าง และกำลังถูกทำอะไรอยู่

กลุ่มเพื่อนนักบุญ

ตั้งแต่แรกเริ่มของประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้ เราจะเห็นได้ว่าพืชเป็นอาหารธรรมชาติของมนุษย์ตลอดมา ในตำนานของกรีกและฮีบรูล้วนเขียนบรรยายว่ามนุษย์เราแต่เดิมนั้นกินผลไม้ พระสงฆ์ของอียิปต์ในสมัยโบราณไม่เคยกินเนื้อสัตว์ นักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ของกรีกหลายคน เช่น เพลโต ไดโอเจนิส และโสเครติส ล้วนส่งเสริมให้กินมังสวิรัติ

ในประเทศอินเดีย พระศากยมุนีพุทธเจ้าเน้นความสำคัญของอหิงสา (Ahimsa) คือกฎของการไม่ทำร้ายสิ่งมีชีวิต ท่านเตือนไม่ให้ศิษย์ทั้งหลายของพระองค์กินเนื้อสัตว์ โดยเกรงว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆจะพากันหวาดกลัวพวกเขา ท่านตรัสไว้ดังนี้ “การกินเนื้อเป็นเพียงนิสัยที่สะสมมาอย่างหนึ่งเท่านั้น ในตอนแรกเริ่มนั้น เราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความอยากที่จะกินเนื้อสัตว์” “คนที่กินเนื้อสัตว์จะทำลายเมล็ดพันธุ์แห่งเมตตาธรรมของพวกเขา” “คนกินเนื้อสัตว์จะฆ่ากันไปฆ่ากันมา และกินกันไปกินกันมา….. ชาตินี้ฉันกินเธอ ชาติหน้าเธอกินฉัน…… เป็นอย่างนี้ตลอดไปเสมอ แล้วพวกเขาจะออกจากไตรภูมิ(แห่งมายา) นี้ได้อย่างไรกัน?”

ผู้ที่นับถือเต๋าในยุคแรกๆ และผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์และศาสนายิวในยุคแรกๆก็ล้วนแล้วแต่เป็นมังสวิรัติ เกี่ยวกับเรื่องนี้มีบันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิลว่า “และพระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า ฉันให้เมล็ดพืชและผลไม้นานาชนิด เพื่อให้เธอกิน แต่สำหรับสัตว์ป่าและนกทั้งหลาย ฉันให้หญ้าและใบพืชทั้งหลายเป็นอาหาร” (เจเนซิส 1: 29) ตัวอย่างอื่นๆที่ห้ามการกินเนื้อในคัมภีร์ไบเบิลก็มีอีกเช่น “เธอต้องไม่กินเนื้อและเลือด เพราะว่าชีวิตอยู่ในเลือดนั้น” (เจเนซีส 9:4) “พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า ใครบอกให้เธอฆ่าวัวตัวผู้และแพะตัวเมียมาบูชาฉัน? จงล้างตนเองออกจากเลือดของผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ เพื่อที่ฉันอาจจะฟังคำอธิษฐานของเธอ มิฉะนั้น ฉันจะหันหน้าหนี เพราะว่ามือของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด จงสำนึกผิดและสารภาพบาปเสีย เพื่อที่ฉันจะได้ให้อภัยแก่เธอ” และนักบุญปอล, ศิษย์ของพระเยซูคนหนึ่ง, ก็ได้กล่าวไว้ในจดหมายที่เขียนถึงชาวโรมันว่า “ทางที่ดีที่สุดก็คือ อย่ากินเนื้อ หรือดื่มไวน์” (โรมัน 14:21)

เมื่อเร็วๆนี้ นักประวัติศาสตร์ได้พบหนังสือโบราณที่เขียนบรรยายชีวิตความเป็นอยู่และคำสอนของพระเยซู พระเยซูกล่าวไว้ว่า “คนที่กินเนื้อสัตว์ จะกลายเป็นหลุมฝังศพของตัวเอง ฉันขอบอกพวกเธอตามความจริงว่า คนที่ฆ่าผู้อื่นก็จะถูกฆ่าด้วย คนที่ฆ่าสิ่งมีชีวิตและกินเนื้อของมัน ผู้นั้นกำลังกินเนื้อของคนตาย”

ศาสนาต่างๆของอินเดียก็หลีกเลี่ยงการกินเนื้อเช่นกัน มีกล่าวไว้ว่า “มนุษย์เราไม่มีทางกินเนื้อสัตว์ได้ โดยที่ไม่มีการฆ่ามัน ผู้ที่ทำร้ายสรรพสัตว์ทั้งหลายจะไม่มีวันได้รับพรจากพระเจ้า เพราะฉะนั้นจงหลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์!” (กฎศาสนาฮินดู)

คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม คือคัมภีร์กุรอ่าน ก็ห้าม “การกินสัตว์ที่ตายแล้ว ทั้งเลือดและเนื้อ”

อาจารย์เซ็นผู้ยิ่งใหญ่ชาวจีนผู้หนึ่งคือท่าน ฮั่น ชัน จื๊อ เขียนบทกวีที่ต่อต้านการกินเนื้ออย่างแข็งขันว่า “รีบไปตลาดหาซื้อเนื้อซื้อปลามาให้ภรรยาและลูกๆของเธอกิน แต่ทำไมชีวิตของมันจึงจำต้องถูกคร่าไป เพื่อบำรุงรักษาชีวิตของเธอด้วยเล่า? มันไม่มีเหตุผลเลย มันจะไม่ทำให้เธอมีบุญสัมพันธ์กับสวรรค์ แต่กลับจะทำให้เธอกลายเป็นกากตะกอนในนรก!”

นักเขียน ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา และบุคคลที่มีชื่อเสียงของโลกมากมายหลายคนก็เป็นผู้กินมังสวิรัติ บุคคลต่างๆต่อไปนี้ล้วนยอมรับการกินมังสวิรัติอย่างมากทั้งสิ้น ได้แก่ พระศากยมุนีพุทธเจ้า, พระเยซู, เวอร์จิล, ฮอเรซ, เพลโต, โอวิด, เพแทรค, ปิธาโกรัส, โสเครติส, วิลเลียม เช็คสเปียร์, วอลแตร์, เซอร์ไอแซค นิวตัน, ลีโอนาโด ดาวินชี, ชารลส์ ดาร์วิน, เบนจามิน แฟรงคลิน, ราลฟ์ วอลโด อีเมอร์สัน, เฮนรี่ เดวิด ธอโร, เอมิล โซลา, เบอร์ตรานด์ รัสเซล, ริชาร์ด วากเนอร์, เปอรซี่ บิสเช เชลลี่, เอช.จี. เวลส์, อัลเบิร์ต ไอนสไตน์, ระพินทรนาถ ตากอร์, ลีโอ ตอลสตอย, จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์, มหาตมะ คานธี, อัลเบิร์ต ชวิตเซอร์ และในสมัยนี้ก็มี พอล นิวแมน, มาดอนนา, เจ้าหญิงไดอานา, ลินด์เซย์ วากเนอร์, พอล แมคคาร์ทนี และแคนดิซ เบอร์เกน

อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ กล่าวว่า “ฉันคิดว่าการเปลี่ยนแปลงและผลของอาหารมังสวิรัติที่ทำให้อารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์มีความบริสุทธิ์ขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติมากทีเดียว ดังนั้นมันจึงเป็นสิริมงคลและมีสันติสุขสำหรับคนเราที่จะเลือกการกินมังสวิรัติ” คำกล่าวเหล่านี้เป็นคำแนะนำร่วมกันของนักปราชญ์และบุคคลสำคัญหลายท่านทั้งในอดีตและปัจจุบัน!

อาจารย์ตอบคำถาม

ถ : การกินเนื้อสัตว์เป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่แล้ว แต่ว่า การกินพืชไม่ได้เป็นการฆ่าด้วยหรอกหรือ?

อ : การกินพืชก็เป็นการฆ่าเช่นกัน และทำให้เกิดกรรมกีดขวางบ้างเหมือนกัน แต่ว่าผลกรรมนี้จะน้อยมาก ถ้าเราบำเพ็ญธรรมวิถีกวนอิม เป็นเวลาสองชั่วโมงครึ่งทุกๆวัน ก็จะสามารถขจัดผลกรรมนี้ได้ เพราะว่า เราต้องกินเพื่อจะมีชีวิตอยู่ได้ เราจึงเลือกกินแต่สิ่งที่มีจิตสำนึกน้อยที่สุด และเจ็บปวดทรมานน้อยที่สุด พืชประกอบด้วยน้ำ 90% ดังนั้นระดับของจิตสำนึกของมันจึงต่ำมาก จนมันแทบจะไม่รู้สึกทุกข์ทรมานใดๆเลย นอกจากนี้ เวลาที่เรากินผัก หลายๆอย่างเราไม่ได้ตัดรากของมันด้วย แต่กลับช่วยให้มันแพร่พันธุ์แบบไม่ใช้เพศด้วยการตัดกิ่งและใบของมัน ผลสุดท้ายก็เป็นประโยชน์ต่อพืชนั้นจริงๆ ดังนั้น นักตกแต่งสวนจึงบอกว่า การตัดเล็มต้นไม้จะช่วยให้มันเจริญเติบโตและสวยงามมากขึ้น

สำหรับผลไม้ ก็ยิ่งเห็นได้ชัด เวลามันสุกงอม มันก็จะดึงดูดให้คนมากินมัน โดยส่งกลิ่นหอมเย้ายวน ใช้สีสันอันสวยงามและรสชาติอันหวานอร่อยของมันมาล่อ ทำให้มันบรรลุวัตถุประสงค์ในการแพร่เมล็ดพันธุ์ของมันไปไกลๆ ถ้าเราไม่เด็ดมันมากิน ผลของมันก็จะสุกงอมเกินไป แล้วก็ร่วงหล่นลงมาเน่าอยู่บนพื้น เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็จะถูกกิ่งใบของต้นไม้นี้บดบังแสงแดด มันก็ต้องตายไปในที่สุด เพราะฉะนั้น การกินพืชผักและผลไม้จึงเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้ทำให้มันเจ็บปวดทุกข์ทรมานเลย

ถ : คนส่วนมากมีความคิดว่า คนกินมังสวิรัติจะมีร่างกายเล็กและผอม ส่วนคนที่กินเนื้อจะสูงใหญ่กว่า เป็นความจริงหรือไม่?

อ : คนกินมังสวิรัติไม่จำเป็นจะต้องตัวเล็กและผอมกว่าเสมอไป ถ้าอาหารที่กินเข้าไปมีความสมดุล พวกเขาก็เติบโตขึ้นสูงใหญ่ได้เช่นกัน เธอเห็นสัตว์ตัวใหญ่ทั้งหลายไหม เช่น ช้าง วัว ควาย ยีราฟ ฮิปโปโปเตมัส ม้า เป็นต้น พวกมันกินแต่พืชผักและผลไม้ แต่พวกมันกลับแข็งแรงกว่าสัตว์กินเนื้อ และยังเชื่องไม่ดุร้าย ทั้งมีประโยชน์ต่อมนุษย์อีกด้วย ส่วนสัตว์กินเนื้อทั้งหลาย จะทั้งดุร้ายมากและก็ไม่มีประโยชน์ ถ้ามนุษย์เรากินเนื้อสัตว์มากๆ ก็จะได้รับผล กระทบจากสัญชาตญาณและลักษณะของสัตว์ คนที่กินเนื้อสัตว์ไม่จำเป็นจะต้องตัวสูงและแข็งแรงเสมอไป แต่ว่าอายุของพวกเขาโดยเฉลี่ยจะสั้นมาก ชาวเอสกิโมแทบจะกินเนื้อสัตว์อย่างเดียว แต่พวกเขาสูงใหญ่ และแข็งแรงหรือเปล่า ? อายุยืนหรือเปล่า? เรื่องนี้ฉันคิดว่าเธอน่าจะเข้าใจได้ดี

ถ : คนกินมังสวิรัติจะกินไข่ได้ไหม?

อ : ไม่ได้ เวลาเรากินไข่ เราจะฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วย บางคนกล่าวว่าไข่ที่ขายอยู่ในท้องตลาดเวลานี้เป็นไข่ที่ไม่ได้รับเชื้อ ฉะนั้นการกินไข่จึงไม่ใช่การฆ่าสัตว์ นี่เป็นเรื่องที่ฟังดูคล้ายกับจะถูกต้อง ไข่ที่ยังไม่ได้รับเชื้อนั้น เป็นเพราะมันไม่มีโอกาส ไม่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้มันถูกผสม ดังนั้นมันจึงไม่สามารถพัฒนาไปเป็นไก่ตัวหนึ่งได้ตามวัตถุประสงค์ตามธรรมชาติของมัน แต่ถึงแม้ว่ายังไม่มีการพัฒนาแบบนี้ มันก็ยังคงมีพลังชีวิตที่มีอยู่แต่กำเนิดสำหรับการพัฒนานี้อยู่ เรารู้ว่าไข่มีพลังชีวิตแต่กำเนิด ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น ทำไมไข่จึงเป็นเซลล์ชนิดเดียวที่สามารถปฏิสนธิได้ล่ะ? บางคนบอกว่า ไข่มีสารอาหารที่จำเป็น มีโปรตีน ฟอสฟอรัส ที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ แต่เต้าหู้ก็มีโปรตีนเหมือนกัน และฟอสฟอรัสก็มีในพืชผักหลายอย่างเช่นมันฝรั่ง

เราทราบว่าตั้งแต่สมัยโบราณมาจนกระทั่งทุกวันนี้ มีพระสงฆ์สำคัญๆหลายท่านที่ไม่กินเนื้อหรือไข่ ซึ่งมีอายุยืนมาก ตัวอย่างเช่น พระอาจารย์อิ้งกวง แต่ละมื้อท่านจะมีผักหนึ่งถ้วยกับข้าวเท่านั้น แต่ท่านก็มีอายุยืนถึงแปดสิบกว่าปี นอกจากนี้ ไข่แดงยังมีคอเลสเตอรอลสูงมาก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคที่คร่าชีวิตคนเป็นอันดับหนึ่งของฟอร์โมซาและอเมริกา จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เราจะเห็นว่าผู้ป่วยในโรงพยาบาล ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่กินไข่!

ถ : คนเราเลี้ยงสัตว์ต่างๆ เช่น หมู วัว ควาย เป็ด ไก่ เป็นต้น ทำไมเราจึงกินมันไม่ได้ล่ะ?

อ : แล้วยังไงล่ะ? พ่อแม่ก็เลี้ยงลูกให้เติบโตขึ้นมาเหมือนกันนี่ แล้วพ่อแม่มีสิทธิที่จะกินลูกของตัวเองหรือเปล่า? สิ่งมีชีวิตทุกอย่างมีสิทธิที่จะมีชีวิต ไม่มีใครควรจะไปลิดรอนสิทธินี้ของมัน ถ้าเธอดูในกฎหมายของฮ่องกง มีบัญญัติไว้ แม้แต่การฆ่าตัวตายก็ผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้น การฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่นจะยิ่งผิดกฎหมายมากกว่านี้สักแค่ไหน?

ถ : สัตว์เกิดมาเพื่อให้คนกิน ถ้าเราไม่กินมัน มันจะไม่ล้นโลกหรอกหรือ ใช่ไหม?

อ : นี่เป็นความคิดที่เหลวไหลไร้สาระสิ้นดี ก่อนที่เธอจะฆ่าสัตว์ เธอเคยถามมันไหมว่า มันอยากให้เราฆ่าและกินมันหรือไม่? สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนอยากมีชีวิต และรักตัวกลัวตายกันทั้งนั้น เราไม่อยากให้เสือกินเรา แล้วทำไมสัตว์อื่นๆจึงสมควรจะให้มนุษย์กินมันล่ะ? โลกนี้เพิ่งจะมีมนุษย์เกิดขึ้นเพียงเมื่อไม่กี่หมื่นปีมานี้ ก่อนหน้าที่จะมีมนุษย์เกิดขึ้น ก็มีสัตว์หลายชนิดดำรงอยู่ก่อนแล้ว แล้วมันล้นโลกหรือเปล่าล่ะ? สิ่งมีชีวิตจะรักษาสมดุลทางด้านนิเวศวิทยาตามธรรมชาติของมันอยู่แล้ว เมื่อใดที่มีอาหารน้อยมีเนื้อที่จำกัด ก็จะเป็นสาเหตุให้มีการลดจำนวนประชากรลงอย่างมาก จึงเป็นวิธีการรักษาปริมาณประชากรให้อยู่ในจำนวนที่เหมาะสม

ถ : ทำไมฉันจึงควรจะเป็นมังสวิรัติ?

อ : ฉันเองเป็นมังสวิรัติก็เพราะพระเจ้าภายในต้องการให้ฉันเป็นเช่นนั้น เข้าใจไหม? การกินเนื้อเป็นการขัดกับกฎแห่งจักรวาลของการไม่อยากถูกฆ่า เราเองก็ไม่อยากจะถูกฆ่า และเราเองก็ไม่อยากจะถูกขโมย ดังนั้นถ้าเราปฏิบัติเช่นนั้นต่อผู้อื่น เราก็กระทำสิ่งที่ขัดแย้งกับตัวของเราเอง ซึ่งจะทำให้เราเกิดความทุกข์ทรมาน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอกระทำไปโดยฝ่าฝืนความรู้สึกของผู้อื่น จะทำให้เธอเกิดความทุกข์ เธอไม่สามารถจะกัดตัวเธอเอง ไม่ควรจะทิ่มแทงตนเอง ในทำนองเดียวกัน เธอก็ไม่ควรจะฆ่า เพราะการทำเช่นนั้นเป็นการฝ่าฝืนกฎแห่งชีวิต เข้าใจไหม? มันจะทำให้เราทุกข์ทรมาน ดังนั้นเราจึงไม่ทำ ไม่ได้หมายความว่าเราพยายามจำกัดตนเองไม่ให้ทำโน่นทำนี่ แต่หมายความว่า เราแผ่ขยายชีวิตของเราออกไปสู่ชีวิตอื่นๆทุกชนิด ชีวิตของเราจะไม่ถูกจำกัดอยู่ในร่างกายนี้เท่านั้น แต่จะแผ่ออกไปยังชีวิตของสัตว์ต่างๆ รวมทั้งสิ่งอื่นๆทั้งหมด ทำให้ตัวเราขยายใหญ่ขึ้น ยิ่งใหญ่ขึ้น มีความสุขมากขึ้น และไม่มีความจำกัด โอเค?

ถ : ขอให้ท่านช่วยพูดถึงการกินมังสวิรัติ และมันจะมีส่วนช่วยให้เกิดสันติภาพในโลกได้อย่างไร?

อ : ได้ เธอคงทราบแล้วว่า สงครามส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในโลกนี้มีสาเหตุมาจากเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ เราควรจะกล้าเผชิญหน้ากับความจริงนี้ ความยุ่งยากทางเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่งจะกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนทันที ถ้าเกิดความหิวโหย เกิดการขาดแคลนอาหาร หรือไม่ได้มีการกระจายอาหารไปอย่างเท่าเทียมกันในระหว่างประเทศต่างๆ ถ้าเธอยอมเสียเวลาอ่านหนังสือนิตยสาร และลองศึกษาความเป็นจริงต่างๆเกี่ยวกับอาหารมังสวิรัติ เธอก็จะรู้เรื่องพวกนี้อย่างดี การทำปศุสัตว์และการเลี้ยงสัตว์เพื่อเอาเนื้อมาเป็นอาหารนั้น เป็นสาเหตุให้เศรษฐกิจของเราล้มละลายในทุกๆด้าน ทำให้เกิดความหิวโหยไปทั่วโลก อย่างน้อยก็ในกลุ่มประเทศโลกที่สาม ฉันไม่ได้เป็นคนพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเองนะ

มีชาวอเมริกันคนหนึ่งซึ่งทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้และเขียนไว้ในหนังสือของเขา เธออาจจะไปดูตามร้านหนังสือและลองอ่านงานวิจัยที่เกี่ยวกับอาหารมังสวิรัติรวมทั้งกระบวนการผลิตอาหารดูก็ได้ หรือจะอ่านหนังสือเรื่อง “อาหารสำหรับอเมริกายุคใหม่” เขียนโดย จอห์น ร็อบบินส์ ก็ได้ เขาเป็นมหาเศรษฐีจากกิจการไอศกรีมผู้มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง เขาเลิกทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะหันมากินมังสวิรัติ และเขียนหนังสือเกี่ยวกับมังสวิรัติ ทั้งๆที่เป็นการขัดแย้งกับประเพณีของครอบครัวและกิจการของเขา เขาต้องสูญเสียเงินจำนวนมากรวมทั้งชื่อเสียงและกิจการของเขา แต่เขาก็ทำไปเพื่อเห็นแก่สัจธรรม หนังสือเล่มนั้นดีมาก ยังมีหนังสือและนิตยสารอื่นๆอีกหลายเล่มซึ่งสามารถให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงมากมายที่เกี่ยวกับอาหารมังสวิรัติ รวมทั้งวิธีการซึ่งอาหารมังสวิรัติสามารถมีส่วนช่วยให้เกิดสันติภาพขึ้นในโลก

เธอคงรู้ว่า เราเอาอาหารของเราเกือบทั้งหมดมาเลี้ยงปศุสัตว์ เธอรู้ไหมว่า เราต้องสูญเสียโปรตีน, ยา, น้ำที่ใช้บริโภค, กำลังคน, รถยนต์, รถบรรทุก, การสร้างถนน ไปจำนวนเท่าไร และต้องใช้เนื้อที่กี่แสนเอเคอร์ไปโดยเปล่าประโยชน์ เพียงเพื่อให้วัวหนึ่งตัวเจริญขึ้นมาเพียงเพื่อเป็นอาหารของเราเพียงหนึ่งมื้อ เข้าใจไหม? สิ่งต่างๆเหล่านี้สามารถนำไปใช้แจกจ่ายให้แก่ผู้คนในประเทศด้อยพัฒนา และจะช่วยให้เราแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารได้ สำหรับตอนนี้ หากประเทศใดประเทศหนึ่งเกิดการขาดแคลนอาหาร ก็อาจจะเข้าไปรุกรานอีกประเทศหนึ่งเพื่อช่วยประชาชนของตนเองให้รอด การใช้วิธีนี้เป็นการสร้างกรรมและทำให้เกิดการจองเวรแก้แค้นกันเป็นเวลานานแล้ว เข้าใจไหม? “หว่านพืชอย่างไร ก็จะได้ผลอย่างนั้น” ถ้าเราฆ่าใครเพื่อแย่งเอาอาหาร เราก็จะถูกฆ่าด้วยเหตุผลเรื่องอาหารในเวลาต่อมา อาจจะออกมาในรูปแบบอื่นในคราวหน้า หรือในลูกหลานรุ่นต่อไป เป็นเรื่องที่น่าสลดใจ พวกเราเฉลียวฉลาดขนาดนี้ มีอารยธรรมสูงส่งขนาดนี้ แต่พวกเราส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรากำลังทุกข์ทรมานด้วยเหตุผลอะไร มันเนื่องมาจากปากของเรา ลิ้นของเรา กระเพาะของเรา

เพียงเพื่อที่จะเลี้ยงดูร่างกายร่างเดียว เราก็ฆ่าสิ่งต่างๆไปมากมาย ทำให้เพื่อนมนุษย์จำนวนมากต้องอดอยาก นี่ยังไม่ได้พูดถึงเลยสัตว์นะ เข้าใจไหม? แล้วความผิดอันนี้ไม่ว่าเราจะทำไปโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ก็จะถมทับลงมาบนจิตสำนึกของเรา ทำให้เราต้องทรมานจากโรคมะเร็ง วัณโรค และโรคที่รักษาไม่หายโรคอื่นๆ รวมทั้งโรคเอดส์ด้วย ลองถามตัวเธอเองสิว่า ทำไมประเทศอเมริกาของเธอจึงได้รับความทุกข์ทรมานมากกว่าใครเพื่อน? มีอัตราการเกิดมะเร็งสูงที่สุดในโลก ก็เพราะคนอเมริกันกินเนื้อกันมาก กินเนื้อมากกว่าประเทศอื่นๆทั้งหมด ลองถามตัวเธอเองสิว่า ทำไมประเทศจีนหรือประเทศคอมมิวนิสต์อื่นๆจึงไม่มีอัตราการเกิดโรคมะเร็งที่สูงนัก ก็เพราะเขาไม่ได้กินเนื้อกันมาก เข้าใจไหม? เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ได้มาจากงานวิจัย ฉันไม่ได้เป็นคนพูดขึ้นมาเอง โอเค? อย่ามาตำหนิฉันล่ะ

ถ : การเป็นมังสวิรัติจะช่วยให้เราได้รับประโยชน์ทางด้านจิตวิญญาณอย่างไร?

อ : ฉันรู้สึกยินดีที่เธอถามคำถามแบบนี้ เพราะแสดงว่าเธอสนใจมุ่งมั่นอยู่กับผลประโยชน์ทางด้านจิตวิญญาณ คนส่วนใหญ่จะสนใจแต่เรื่องสุขภาพ, อาหาร, หรือรูปร่าง เวลาที่เขาถามคำถามเกี่ยวกับอาหารมังสวิรัติ ในแง่ทางจิตวิญญาณนั้น อาหารมังสวิรัติเป็นอาหารที่สะอาดมากและไม่แฝงด้วยความรุนแรง “เจ้าต้องไม่ฆ่า” เมื่อพระเจ้ากล่าวกับเราเช่นนี้ ท่านไม่ได้บอกว่า อย่าฆ่าคน ท่านบอกว่าอย่าฆ่าสิ่งต่างๆ ท่านบอกเราไว้แล้วไม่ใช่หรือ ว่าท่านสร้างสัตว์ทั้งหลายให้เป็นเพื่อนของเรา เพื่อช่วยเหลือเรา? ท่านไม่ได้มอบสัตว์ต่างๆไว้ในความดูแลของเราหรอกหรือ? ท่านกล่าวไว้ว่า จงดูแลมัน จงปกครองมัน เวลาเธอปกครองประชาชนของเธอ เธอจะฆ่าคนของเธอ และกินคนของเธอไหม? ถ้าทำอย่างนั้นเธอก็จะกลายเป็นกษัตริย์ซึ่งไม่มีใครอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นตอนนี้เธอก็เข้าใจแล้วนะว่าพระเจ้าพูดไว้เช่นนั้น เราก็ต้องปฏิบัติตาม ไม่จำเป็นต้องไปซักถามคำถามอะไร ท่านพูดไว้ชัดเจนดีมาก แต่ใครล่ะจะเข้าใจพระเจ้าได้เว้นแต่พระเจ้าเอง? ดังนั้นเธอจึงต้องเป็นพระเจ้าจะได้สามารถเข้าใจพระเจ้า ฉันขอเชื้อเชิญให้เธอกลับมาเป็นเหมือนพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง เป็นตัวของเธอเอง ไม่ใช่เป็นอย่างอื่น

การทำสมาธิถึงพระเจ้าไม่ได้หมายความว่าเธอกราบไหว้บูชาพระเจ้า แต่หมายความว่าเธอกลายเป็นพระเจ้า เธอได้รู้ชัดว่าเธอและพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน “เราและพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน” พระเยซูกล่าวไว้เช่นนั้นมิใช่หรือ? ถ้าท่านกล่าวว่า ท่านและพระบิดาของท่านเป็นหนึ่งเดียวกัน ตัวเราและพระบิดาองค์นั้นก็สามารถเป็นหนึ่งเดียวกันได้ด้วย เพราะเราเป็นลูกๆของพระเจ้าเช่นกัน พระเยซูยังกล่าวไว้ด้วยว่า ไม่ว่าท่านจะทำอะไรก็ตาม เราก็สามารถทำได้ดีกว่าท่านด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น เราอาจจะดีกว่าพระเจ้าก็ยังได้ ใครจะไปรู้? หากเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าเลย แล้วเราไปกราบไหว้บูชาพระเจ้าทำไมกันล่ะ? ทำไมจึงใช้ความเชื่ออย่างตาบอดล่ะ? ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าเรากำลังกราบไหว้บูชาสิ่งใดอยู่ ก็เหมือนกับที่เราต้องรู้จักหญิงสาวที่เรากำลังจะแต่งงานด้วย ก่อนที่เราจะแต่งงานกับเธอจริงๆ ในปัจจุบันนี้ เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันทั่วไปแล้วว่า เราจะไม่แต่งงานก่อนที่เราจะออกเดททำความรู้จักกันก่อน แล้วทำไมเราถึงไปกราบไหว้บูชาพระเจ้าด้วยความเชื่ออันมืดบอดล่ะ? เรามีสิทธิที่จะเรียกร้องให้พระเจ้าปรากฏมาให้เราเห็น ให้เรารู้จักพระองค์ก่อน เรามีสิทธิที่จะเลือกว่าเราจะเชื่อพระเจ้าองค์ไหน ดังนั้นเธอก็คงจะเห็นชัดเจนจากคัมภีร์ไบเบิลแล้วว่าเราควรจะต้องเป็นมังสวิรัติ จากเหตุผลทางด้านสุขภาพทั้งหลาย เราก็ควรจะเป็นมังสวิรัติ จากเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย เราก็ควรเป็นมังสวิรัติ จากเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย เราก็ควรเป็นมังสวิรัติ จากเหตุผลแห่งความเมตตาทั้งหลาย เราก็ควรเป็นมังสวิรัติ รวมทั้งเพื่อเป็นการช่วยเหลือโลกให้รอด เราก็ควรเป็นมังสวิรัติเช่นกัน มีกล่าวไว้ในงานวิจัยว่า ถ้าคนทางแถบตะวันตก, ในอเมริกา, กินมังสวิรัติเพียงอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง เราก็สามารถจะช่วยคนที่อดอยากได้ถึงสิบหกล้านคนทุกๆปี เพราะฉะนั้นจงเป็นวีรบุรุษเถอะ เป็นมังสวิรัติกันเถอะ จากเหตุผลทุกอย่าง ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ปฏิบัติตามคำสอนของฉัน ไม่ได้ปฏิบัติธรรมวิถีเดียวกับฉัน ก็ขอให้เป็นมังสวิรัติเพื่อเห็นแก่ตัวเธอเอง เห็นแก่โลกของเราด้วยเถิด

ถ : ถ้าทุกคนกินพืชกันหมด จะทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารหรือไม่?

อ : ไม่หรอก การใช้ที่ดินผืนหนึ่งปลูกพืชผักจะให้ผลิตผลที่เป็นอาหารมากถึงสิบสี่เท่า เมื่อเทียบกับการใช้เนื้อที่เท่ากันปลูกหญ้าให้สัตว์กิน ในแต่ละเอเคอร์ พืชผักสามารถให้พลังงานได้ถึง 800,000 แคลอรี่ แต่ถ้าเรานำพืชเหล่านี้มาใช้เลี้ยงสัตว์และกินสัตว์นั้นเป็นอาหาร เนื้อจากสัตว์จำนวนนั้นจะสามารถให้พลังงานได้เพียง 200,000 แคลอรี่ เท่านั้น หมายความว่าในกระบวนการนี้มีการสูญเสียพลังงานไปเปล่าๆ ถึง 600,000 แคลอรี่ เพราะฉะนั้นจึงเป็นหลักฐานที่แน่ชัดว่า อาหารมังสวิรัติให้ประสิทธิภาพสูงกว่า และประหยัดกว่าอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์

ถ : ผู้ที่กินมังสวิรัติ จะกินปลาได้หรือไม่?

อ : มันก็ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเธออยากจะกินปลา แต่ถ้าเธออยากจะกินมังสวิรัติแล้วละก็ ปลาไม่ได้จัดอยู่ในพวกพืชผักนะ

ถ : บางคนกล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจดี แต่การเป็นมังสวิรัติไม่ใช่เรื่องจำเป็น คำกล่าวนี้สมเหตุสมผลหรือไม่?

อ : ถ้าผู้นั้นเป็นผู้ที่มีจิตใจดีอย่างแท้จริง แล้วทำไมเขาจะต้องกินเนื้อของสรรพสัตว์อื่นด้วยล่ะ เมื่อได้เห็นสัตว์ทั้งหลายเจ็บปวดทุกข์ทรมาน เขาก็ไม่ควรจะกินเนื้อมันเข้าไปได้ลง การกินเนื้อเป็นการขาดความเมตตากรุณา แล้วผู้ที่มีจิตใจดีจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร อาจารย์เหลียนฉือ เคยกล่าวไว้ว่า “การฆ่าตัวเขาแล้วเชือดเอาเนื้อมากินนั้น ในโลกนี้ไม่มีใครจะโหดเหี้ยม ใจอำมหิตร้ายกาจไปกว่าบุคคลนี้อีกแล้ว” แล้วเขายังจะบอกว่าตนเองเป็นผู้มีจิตใจดีได้อย่างไรกัน? เม่งจื๊อก็กล่าวไว้ว่า “เมื่อท่านได้เห็นมันมีชีวิตอยู่ ท่านก็ไม่อาจจะทนเห็นมันตายได้ และถ้าท่านได้ยินเสียงมันร้องคร่ำครวญ ท่านก็ไม่อาจจะกินเนื้อมันได้ลงคอ ดังนั้นสุภาพบุรุษที่แท้จริงจึงออกห่างจากโรงครัว” สติปัญญาของมนุษย์นั้นสูงกว่าสัตว์มาก เราสามารถใช้อาวุธเครื่องมือต่างๆทำให้สัตว์ไม่มีทางต่อสู้ต้านทานเราได้ ดังนั้นพวกมันจึงต้องตายไปด้วยความเกลียดชังคับแค้น ผู้ที่สามารถทำเช่นนี้ได้คือรังแกผู้ที่เล็กกว่าและอ่อนแอกว่า ย่อมไม่มีสิทธิที่จะได้ชื่อว่าเป็นสุภาพบุรุษ เมื่อสัตว์กำลังถูกฆ่านั้น มันจะได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานมาก มันจะมีความกลัว และโกรธแค้นอย่างรุนแรง สิ่งนี้จะทำให้เกิดการสร้างสารพิษซึ่งตกค้างอยู่ในเนื้อของมัน ใครบริโภคเข้าไปก็จะได้รับอันตราย และเนื่องจากความถี่ของแรงสั่นสะเทือนของสัตว์ต่ำกว่ามนุษย์ จึงมีผลกระทบต่อแรงสั่นสะเทือนของเราด้วย และมีผลต่อการพัฒนาปัญญาของเรา

ถ : การเป็นมังสวิรัติตามสะดวกจะใช้ได้หรือไม่? (มังสวิรัติตามสะดวก คือผู้ที่ไม่เคร่งครัดมาก จะกินผักในอาหารที่มีเนื้อสัตว์ปนอยู่)

อ : ไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอาหารจุ่มอยู่ในยาพิษ แล้วนำอาหารนั้นออกมาจากยาพิษ เธอคิดว่าอาหารนั้นจะมีพิษหรือเปล่าล่ะ? ใน มหาปรินิพพานสูตร พระมหากัสสปถามพระพุทธเจ้าว่า “ถ้าออกบิณฑบาตได้อาหารซึ่งปะปนอยู่กับเนื้อสัตว์ เราจะสามารถฉันอาหารนั้นได้หรือไม่? เราจะทำให้อาหารนั้นสะอาดได้อย่างไร?” พระพุทธเจ้าตอบว่า “ให้ใช้น้ำล้าง แยกผักออกจากเนื้อก่อน จึงจะสามารถฉันได้” จากบทสนทนานี้เราจะเข้าใจได้เลยว่า ไม่ควรกินแม้แต่ผักที่ปนอยู่กับเนื้อ เว้นแต่จะนำมาล้างด้วยน้ำให้สะอาดเสียก่อน อย่าว่าแต่จะกินเนื้อเลย! ดังนั้นจึงเห็นได้ง่ายมากว่า พระพุทธเจ้าและสาวกของพระองค์ล้วนแต่ฉันอาหารมังสวิรัติทั้งสิ้น อย่างไรก็ดี บางคนถึงกับจาบจ้วงต่อพระพุทธเจ้าโดยกล่าวว่า ท่านเป็น ‘มังสวิรัติตามสะดวก’ ถ้ามีคนถวายเนื้อท่านก็ฉันเนื้อ นี่เป็นคำพูดที่เหลวไหลไร้สาระสิ้นดี คนที่กล่าวเช่นนั้น อ่านคัมภีร์พระสูตรน้อยมาก หรือมิฉะนั้นก็ไม่เข้าใจคัมภีร์พระสูตรที่เขาอ่านเลย ในประเทศอินเดีย คนมากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นมังสวิรัติ เมื่อผู้คนเห็นพระภิกษุห่มผ้าเหลือง พวกเขาก็รู้กันว่าจะต้องถวายแต่อาหารมังสวิรัติเท่านั้น ยังมิต้องคำนึงถึงว่า คนส่วนใหญ่ก็ไม่มีเนื้อที่จะเอามาถวายด้วยซ้ำอีกนะ!

ถ : นานมาแล้ว ฉันเคยได้ยินพระธรรมาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “พระพุทธเจ้าฉันขาหมู จึงเกิดอาการท้องร่วงแล้วก็ตายไป” เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่?

อ : ไม่มีเรื่องเช่นนี้เด็ดขาด พระพุทธเจ้ามรณภาพเนื่องจากได้ฉันเห็ดชนิดหนึ่ง ถ้าเราแปลตรงตัวจากภาษาของพราหมณ์ เห็ดชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า “ขาหมู” แต่มิใช่เป็นขาหมูจริงๆ ก็เหมือนกับที่เราเรียกลำใยว่า หลงเอี่ยน (ตามอักษรจีนหมายถึง “ตามังกร”) ของหลายอย่างแม้ชื่อเรียกจะไม่ใช่พืชผัก แต่จริงๆแล้ว เป็นอาหารมังสวิรัติ เช่น “ตามังกร” เห็ดชนิดนี้ในภาษาพราหมณ์ เรียกว่า “ขาหมู” หรือ “หมูชอบ” ทั้งสองคำก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับหมูทั้งสิ้น เห็ดแบบนี้เป็นของที่หาได้ยากในอินเดียโบราณ เป็นอาหารอร่อยที่หาได้ยาก จึงมีคนนำมาถวายแก่พระพุทธเจ้า เป็นเห็ดที่ไม่สามารถพบได้เหนือพื้นดิน มันงอกลงไปใต้ดิน ถ้าใครต้องการก็ต้องค้นหาโดยใช้หมูแก่ๆมาช่วย เพราะหมูชอบกินเห็ดชนิดนี้มาก มันจะหาพบด้วยการสูดดมกลิ่น เมื่อพบก็จะเอาเท้าขุดลงไปในดินโคลนเพื่อเอาขึ้นมากิน จึงเป็นเหตุผลที่เรียกเห็ดชนิดนี้ว่า “หมูชอบ” หรือ “ขาหมู” ทั้งสองชื่อนี้หมายถึงเห็ดชนิดเดียวกัน เนื่องจากมีการแปลโดยไม่ระมัดระวัง คนรุ่นต่อๆมาจึงเข้าใจผิดและคิดว่า พระพุทธเจ้าเป็นพุทธะเถื่อนซึ่งบริโภคเนื้อ เป็นเรื่องที่น่าอนาถจริงๆ

ถ : คนที่ชอบกินเนื้อบางคนกล่าวว่า พวกเขาซื้อเนื้อมาจากคนขายเนื้อ เขาไม่ได้เป็นคนฆ่าเอง ดังนั้น การกินเนื้อจึงไม่เป็นไร ท่านคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่?

อ : เป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง เธอต้องรู้ว่าคนขายเนื้อเขาฆ่าสัตว์ก็เพราะมีคนต้องการกิน ในลังกาวตารสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ถ้าไม่มีคนกินเนื้อ ก็จะไม่มีการฆ่าเกิดขึ้น ดังนั้นการกินเนื้อและการฆ่าสัตว์จึงเป็นบาปอย่างเดียวกัน” เพราะมีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจำนวนมากนี้เอง เราจึงมีภัยธรรมชาติและความหายนะต่างๆที่เกิดจากมือมนุษย์ สงครามก็มีสาเหตุมาจากการฆ่าที่มีมากเกินไปนั่นเอง

ถ : บางคนกล่าวว่า ถึงแม้พืชจะไม่ผลิตสารที่เป็นพิษ เช่นพวกยูเรีย หรือยูโรไคเนส แต่คนที่ปลูกผักและผลไม้ก็ใช้ยาฆ่าแมลงกันเป็นจำนวนมาก พืชเหล่านั้นจึงไม่ดีต่อสุขภาพของเรา เป็นเช่นนั้นหรือไม่?

อ : ถ้าคนปลูกผักใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมีที่มีพิษสูง เช่น ดี.ดี.ที. ฉีดพ่นบนพืช ก็จะนำไปสู่โรคมะเร็ง การเป็นหมัน และโรคต่างๆของตับได้ สารพิษต่างๆเช่น ดี.ดี.ที. สามารถซึมแทรกเข้าไปอยู่ในไขมัน และปกติจะถูกเก็บสะสมอยู่ในไขมันของสัตว์ เมื่อเธอกินเนื้อก็หมายความว่า เธอก็กินยาฆ่าแมลงและสารพิษอื่นๆซึ่งสะสมอยู่ในไขมันสัตว์เป็นปริมาณความเข้มข้นที่สูงมาก สารเหล่านี้ค่อยๆสะสมมากขึ้นเมื่อสัตว์นั้นเจริญเติบโตขึ้นมา ปริมาณที่สะสมนี้อาจมีมากถึงสิบสามเท่าของที่พบในผลไม้, ผัก หรือเมล็ดพืช เราสามารถจะล้างเอายาฆ่าแมลงที่พ่นเคลือบอยู่บนผิวของผลไม้ออกไปได้ แต่เราไม่สามารถจะเอายาฆ่าแมลงที่สะสมอยู่ในไขมันสัตว์ออกได้ กระบวนการสะสมนี้เกิดขึ้นเนื่องจากยาฆ่าแมลงเหล่านี้ค่อยๆสะสมเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้นผู้ที่บริโภคตรงส่วนยอดสุดของสายโซ่อาหารจึงได้รับอันตรายมากที่สุด การทดลองจากมหาวิทยาลัยไอโอวา ได้แสดงว่ายาฆ่าแมลงที่พบในร่างกายของมนุษย์นั้น เกือบทั้งหมดมาจากการบริโภคเนื้อสัตว์ และยังพบว่าระดับของยาฆ่าแมลงในร่างกายของผู้ที่กินมังสวิรัติมีปริมาณน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของยาฆ่าแมลงที่พบในผู้กินเนื้อสัตว์ จริงๆแล้วยังมีสารพิษอื่นๆที่พบในเนื้อสัตว์อีกนอกเหนือจากยาฆ่าแมลง ในกระบวนการเลี้ยงสัตว์นั้น อาหารสัตว์หลายอย่างมีสารเคมีซึ่งกระตุ้นให้สัตว์เจริญเติบโตเร็วขึ้น หรือเพื่อเปลี่ยนสีของเนื้อ รสชาติ และลักษณะของเนื้อ รวมทั้งมีสารกันไม่ให้เนื้อบูดเน่าเร็ว ฯลฯ ตัวอย่างเช่น สารกันบูดที่ผลิตจากไนเตรทเป็นสารที่มีพิษสงมาก หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส ฉบับวันที่ 18 กรกฏาคม 1971 รายงานไว้ว่า “อันตรายแฝงเร้นอันยิ่งใหญ่ต่อสุขภาพของผู้บริโภคเนื้อสัตว์ ก็คือมลพิษซึ่งมองไม่เห็นในเนื้อสัตว์นั้น เช่น แบคทีเรียในปลาแซลมอน, ยาฆ่าแมลงที่ตกค้างอยู่, สารกันบูด, ฮอร์โมน, ยาปฏิชีวนะ และสารเคมีอื่นๆที่ใส่เพิ่มเติมเข้าไป”

นอกจากนี้สัตว์ยังได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งอาจตกค้างอยู่ในเนื้อของมันอีกด้วย จากความรู้เหล่านี้จะเห็นว่าโปรตีนในผลไม้, ลูกนัท, ถั่ว, ข้าวโพด และนม มีความบริสุทธิ์กว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์มาก เพราะในเนื้อสัตว์มีสารไม่บริสุทธิ์ซึ่งไม่สามารถละลายได้ในน้ำอยู่ถึง 56% งานวิจัยยังแสดงให้ทราบด้วยว่า สารที่มนุษย์ใส่เพิ่มเข้าไปนี้อาจนำไปสู่โรคมะเร็งและโรคอื่นๆ รวมทั้งความพิการของทารกในครรภ์ ดังนั้นหญิงมีครรภ์จึงยิ่งควรจะต้องกินอาหารมังสวิรัติแบบบริสุทธิ์ เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทารกจะมีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ ถ้าเธอดื่มนมมากเธอก็จะได้แคลเซี่ยมเพียงพอ ส่วนอาหารประเภทถั่วจะให้โปรตีน และพวกผักและผลไม้จะให้วิตามินและเกลือแร่