ยกเลิกการจัดค่ายอบรม ปี 2563 ยกเลิกการจัดค่ายอบรม ปี 2563
Select Page

ุ630318 21.195 กรรมเก่าใช้แล้วก็หมดไป ไม่สร้างวิบากร้ายใหม่

มหาวรรคที่ 5 พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 ข้อที่ 195 

เนื้อหาย่อ พระพุทธเจ้าบอกวิธีปฏิบัติว่า ทำอย่างไรวิบากเก่าที่เราได้รับนั้นมันจะไม่เพิ่มขึ้น รวมถึงบอกสภาพของความพ้นทุกข์เป็นอย่างไร  มันผาสุกผ่องใสใจไร้กังวล ยึดก็ได้วางก็ได้ด้วย อะไรดีก็ยึดอะไรไม่ดีวางเลย อะไรไม่ดีวางไปก่อนอะไรดียึดได้ก็ยึด ยึดไม่ได้ก็วาง เพราะเข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง มันผ่องใสไร้กังวล มันไม่ซื่อๆ บื้อๆ อย่างนั้น พระพุทธเจ้าบอกเข้าใจเรื่องกรรม กรรมใหม่ก็ไม่ทำเพิ่มวิบากกรรมเก่ารับแล้วก็ให้หมดไป นี่เป็นผู้ที่เข้าใจเรื่องวิบากกรรม ก็จะมีความผาสุก

.สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในนิโครธาราม เมืองกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นแล เจ้าศากยะพระนามว่าวัปปะ เป็นสาวกของนิครนถ์ เสด็จเข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ทรงอภิวาทแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวว่าดูกรวัปปะ บุคคลในโลกนี้ พึงเป็นผู้สำรวมด้วยกาย สำรวมด้วยวาจา สำรวมด้วยใจ. สำรวมคือควบคุมกายวาจาใจ ให้ละบำเพ็ญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใสไปเป็นลำดับๆ ตามฐานของแต่ละท่านๆ พระโมคคัลลานะ พูดกับท่านวัปปะว่า บุคคลในโลกนี้พึง ก็คือควร .เขาฆ่าตัวนี้ กลับไปฆ่าตัวอื่น เพราะอวิชชาดับไป เพราะอวิชชาดับไป วิชชาเกิดขึ้น. หมายความว่าฆ่ากิเลสตัวนี้ แล้วก็ไปฆ่ากิเลสตัวอื่น ถ้ากิเลส 1 ตัวได้ ก็ไปฆ่าอีก 1 ตัว กำจัดกิเลสไปเป็นลำดับ ๆ เพราะอวิชชาดับไป วิชชาเกิดขึ้น ความไม่รู้ ความโง่ที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ดับไป วิชชาความรู้ที่ผ่านพ้นทุกข์ก็เกิดขึ้น

.ท่านเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาไปตามบุคคลในสัมปรายภพ หรือไม่.  ท่านวัปปะ เป็นเจ้าศากยะ ก่อนหน้านี้ท่านเป็นสาวกของนิครนถ์ ถามว่าท่านเห็นท่านเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา คือความรู้สึกทุกข์ อาสวะคือกิเลส เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์ ในสัมปรายภพ หรือภพหน้าหรือไม่ .วัปปศากยราชตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเห็นฐานะนั้น บุคคลกระทำบาปกรรมไว้ในปางก่อนซึ่งยังให้ผลไม่หมด อาสวะทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา พึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพอันมีบาปกรรมนั้นเป็นเหตุ ท่านพระมหาโมคคัลลานะสนทนากับวัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ ค้างอยู่เพียงนี้เท่านั้น ครั้งนั้นแล เวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่เร้น เสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐานศาลา ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นแล้ว ได้ตรัสถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า ดูกรโมคคัลลานะบัดนี้ เธอทั้งหลายประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร และเธอทั้งหลายพูดอะไรค้างกันไว้ในระหว่างท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาสข้าพระองค์ได้กล่าวกะวัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ว่า ดูกรวัปปะ บุคคลในโลกนี้ พึงเป็นผู้สำรวมด้วยกาย สำรวมด้วยวาจา สำรวมด้วยใจ เพราะอวิชชาดับไป วิชชาเกิดขึ้น ท่านเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่. คือถ้าดับอวิชชาได้ ท่านเห็นกิเลสที่มันทำให้เกิดทุกข์ ตามบุคคลนั้นไปในเบื้องหน้าไหม ถ้าดับอาสวะได้ ถ้าดับอวิชชาได้ ดับความไม่รู้ได้ มันจะตามไปไหม

.เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ววัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ ได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญข้าพเจ้าเห็นฐานะนั้น บุคคลกระทำบาปกรรมไว้ในปางก่อนซึ่งยังให้ผลไม่หมดอาสวะทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพ อันมีบาปกรรมนั้นเป็นเหตุ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองสนทนากับวัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ค้างอยู่เพียงนี้แล ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคก็เสด็จมาถึง ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับวัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ว่า ดูกรวัปปะ ถ้าท่านจะพึงยินยอมข้อที่ควรยินยอม และคัดค้านข้อที่ควรคัดค้านต่อเรา และท่านไม่รู้ความแห่งภาษิตของเราข้อใด ท่านพึงซักถามในข้อนั้นยิ่งขึ้นไปว่า ข้อนี้อย่างไรความแห่งภาษิตข้อนี้อย่างไร ดังนี้ไซร้ เราพึงสนทนากันในเรื่องนี้ได้. พระพุทธเจ้าบอกกับวัปปะ ถ้าเราจะสนทนากัน ต้องเอาแบบตรงๆ นะเรื่องไหนรู้ก็บอกรู้ เรื่องไหนไม่รู้ก็บอกไม่รู้ เรื่องไหนสสงสัยก็ให้ถามเลย เรื่องไหนจะคัดค้านก็พูดมาเลย เรื่องไหนจะเห็นด้วยก็เห็นด้วย เรื่องไหนจะคัดค้านก็พูดมาเลย เรียกว่าเอาตามความจริงเลยไม่ต้องไปอ้อมค้อมอะไร เรียกว่าสัญญากันก่อนนะ เอาอย่างนี้นะ ถ้าอะไรจะเห็นด้วยก็เห็นด้วย อะไรไม่รู้ก็บอกไม่รู้ อะไรจะให้ขยายความก็บอกให้ขยายความ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเอาแบบนี้เราจะสนทนากันได้ ถ้าไม่เอาแบบนี้ เลิกไม่คุย .วัปปศากยราชกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักยินยอมข้อที่ควรยินยอมและจักคัดค้านข้อที่ควรคัดค้านต่อพระผู้มีพระภาค อนึ่ง ข้าพระองค์ไม่รู้ความแห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาคข้อใด ข้าพระองค์จักซักถามพระผู้มีพระภาคในข้อนั้นยิ่งขึ้นไปว่าข้อนี้อย่างไร ความแห่งภาษิตข้อนี้อย่างไร ขอเราจงสนทนากันในเรื่องนี้เถิด พระเจ้าข้า ฯ.

การกระทำทางกาย

.พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์  เดือดร้อน เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางกายเป็นปัจจัย. อาสวะคือกิเลส ตั้งแต่กิเลสอยาบไปถึงกิเลสละเอียดเลย .เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางกายแล้ว อาสวะเหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไปด้วย. เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย กำจัดกิเลสแล้วเขาก็ไม่ทำกรรมใหม่ วิบากร้ายใหม่ก็ไม่ทำ รับผลกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไปด้วย คือรับผลแล้วก็ทำเป็นสิ้นไปเลย ไม่ก่อเพิ่ม รับแล้วก็ให้มันหมดไป คือเรื่องร้ายๆ ที่ชีวิตต้องรับก็รับ เต็มใจรับนั่นเองนะ กรรมใหม่ไม่ทำเพิ่ม กรรมเก่าก็เต็มใจรับ รับแล้วก็ใหม่หมดไป ก็สบาย .นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ ผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้เอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ.
.วัปปศากยราชตอบ  ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ.

การกระทำทางวาจา

.พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางวาจาเป็นปัจจัยเมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางวาจาแล้ว อาสวะ เหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไปด้วย. นี่ฉลาดนะ รับผลกรรมเก่าแล้วก็ไม่เพิ่มด้วย คนส่วนใหญ่นะรับผลกรรมเก่าแล้วเป็นอย่างไร จะเพิ่มทันทีเลย ทำไมต้องเป็นเราด้วย ทำไมๆ เมื่อไหร่จะหมดละเนี่ย แล้วมาจากไหน รับผลกรรมเก่าแล้วก็ทุกข์ๆ อย่างนั้นแหละ ถ้าใครทุกข์อย่างนั้นก็เพิ่มวิบากเข้าไปอีก คือมันไม่หมด รับแล้วก็ไม่รู้จักฉลาด ว่าโชคดีอีกแล้ว ร้ายหมดอีกแล้ว ก็ทำไม่เป็น ซวยจังเลยเรา มาจากไหน ใครทำ คือกระหน่ำ ๆ เข้าไปอีก แทนที่รับแล้วจะให้มันหมด ก็ยังไปกระหน่ำ ๆ เข้าไปอีก ซวยจริงๆ เลย นี่แหละซวย*บหายแบบนี้ แต่คนฉลาดเขารับกรรมเก่า แล้วก็หมดไปอีกแล้ว โชคดีอีกแล้วร้ายหมดอีกแล้ว รับเต็มๆ หมดเต็มๆ เป็นไงเป็นกัน รับเท่าไหร่หมดเท่านั้น เราแสบสุดๆ มันก็ต้องรับสุดๆ มันจะได้หมดไปสุดๆ รับแล้วก็ต้องรับ ไม่ใช่ไปเพิ่มมันอีก แล้วก็ไปท้อแท้ ไปน้อยใจ ไปทุกข์ใจ นั่นแหละเพิ่มวิบากแล้ว เพิ่มวิบากเข้าไปอีกแล้ว ตอนนี้คนฉลาดก็ไม่เพิ่ม กรรมใหม่ ชั่วใหม่ก็ไม่ทำเพิ่ม รับแล้วก็ให้มันหมดไปด้วย ไม่ใช่รับแล้วก็ไปก่อมันเพิ่มอีก หลายคนในโลกใบนี้ ซวยตรงที่พอรับกรรมเก่าแล้วแทนที่จะไม่ให้มันหมดไปเลย ก็ไปทำเพิ่มเข้าไปอีก ด้วยการไปทำทุกข์ ทุกข์นี่แหละ ทุกข์ใจ น้อยใจ โทษคนนั้นโทษคนนี้ ก่อเวรเพิ่ม เป็นงง เป็นเมาต่อไปอีก ทำไมๆ ฉันต้องโดนด้วย เมื่อไหร่จะหมด ทำไม่ทุกข์จังเลย เฮ้อ แย่จังเลยเรา ซวย*บหาย ก็แล้วแต่ เผลอๆ คนไหนทำ ไปโทษคนอื่นต่ออีก อย่างนี้เป็นต้น ส่วนใหญ่ก็ไปก่อเวรเพิ่มเขาไม่เข้าใจว่าเราทำมา รับแล้วก็หมดไป ไม่มีอะไรที่เราได้รับโดยที่เราไม่เคยทำมาหรอก พระพุทธเจ้าตรัส ทุกอย่างที่เราได้รับ เราทำมาทั้งหมด กัมมัสสะโกมหิ เรามีกรรมเป็นของของตน กัมมะทายาโท เราเป็นทายาทของกรรม เป็นผู้รับมรดกจากการกระทำของเรา เราได้รับสิ่งดีมา เราทำดีมา เราได้รับสิ่งร้าย เราทำร้ายมา ในปัจจุบันหรืออดีตก็ตาม ร่วมกันรับแล้วก็หมดไป คนฉลาดก็ทำสิ่งที่ดี ไม่ทำสิ่งที่เลวร้าย .เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางวาจาแล้ว อาสวะ เหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไปด้วย นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ. นี่คือวิธีเผากิเลสให้พินาศ รับแล้วก็หมดไป ก็สบายใจ แล้วก็เร่งทำดี รับแล้วก็หมดไป แล้วก็ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาตินั่นแหละ กรรมเก่าจะสิ้นไปเร็ว .นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ. กิเลสเครื่องทุกข์ เครื่องเศร้าหมอง เครื่องกังวล เครื่องเบียดเบียน เครื่องก่อทุกข์ให้กับตัวเองและผู้อื่นให้มันพินาศ .วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน. วิญญููชนคือผู้ที่มีญาณปัญญานี้ก็จะรู้เฉพาะตน รู้และเข้าใจมีญาณปัญญาเข้าใจชัด ก็รู้เฉพาะตนเลย คนที่ไม่ใช่วิญญูชนก็ไม่รู้ แต่ผู้เป็นวิญญูชนจะรู้ เข้าใจเรื่องกรรมแจ่มแจ้ง รู้จักความผาสุกที่แท้จริงของชีวิต รู้จักความทุกข์ที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร สภาพพ้นทุกข์เป็นอย่างไร .ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา พึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ
.วัปปศากยราชตอบว่า ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ. 

การกระทำทางใจ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า .ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางใจเป็นปัจจัย. เห็นไหมใจอย่างเดียวก็ก่ออาสวะได้นะ ก่อวิบากได้ถ้าไม่กำจัดใจที่คิดผิด เข้าใจผิดคิดผิด เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางใจแล้ว การกระทำทางใจที่มันก่อทุกข์ ที่มันเดือดร้อน  เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางใจแล้ว อาสวะที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไปด้วย นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ…วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ ท่านวัปปะตอบว่า  ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า .ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน เกิดขึ้นเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะอวิชชาดับไป วิชชาเกิดขึ้น อาสวะที่ก่อทุกข์ เดือดร้อนเหล่านั้นย่อมไม่มีแก่เขา เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่าแล้วทำให้สิ้นไปด้วย นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ …อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ ท่านวัปปะตอบว่า ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า .ดูกรวัปปะ เมื่อภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว. เข้าใจชัด ปฏิบัติได้พ้นทุกข์ได้จริง กำจัดกิเลสเครื่องกังวล เครื่องเบียดเบียนเครื่องยึดมั่นถือมั่นได้จริง แล้วก็พ้นทุกข์จริง เพราะเข้าใจเรื่องกรรมแจ่มแจ้ง เข้าใจเรื่องกรรมโดยเฉพาะว่าการคิดตามกิเลสมันทุกข์ใจ มันทุกข์กาย เกิดเรื่องร้ายทั้งมวลต่อตนเองและผู้อื่นชั่วกัปชั่วกัลป์ สุขปลอมมันไม่เที่ยงอนิจจัง มันเป็นทุกข์ ทุกข์ชั่วกัปชั่วกัลป์ด้วย พิจารณาจนมันอนัตตาไม่มีตัวตน แล้วเห็นพลังผาสุกผ่องใสไร้กังวล เห็นพลังที่ไม่มีอกุศล เป็นกุศลเท่านั้นเกิดขึ้นในชีวิต ก็เห็นสภาพที่เป็นสุขที่สุด เพราะเข้าใจเรื่องแจ่มแจ้งนี่แหละ .ย่อมบรรลุธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นนิตย์ ๖ ประการ เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ฟังเสียงด้วยหู…สูดกลิ่นด้วยจมูก…ลิ้มรสด้วยลิ้น…ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย…รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วไม่ดีใจไม่เสียใจ มีอุเบกขา. ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง สบายใจไร้กังวล .มีสติสัมปชัญญะอยู่ เธอเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุดย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด. เวทนาคือความรู้สึก มีกายเป็นที่สุด คือจิตที่อาศัยอยู่ในร่างที่สะอาด เข้าใจแล้วมันพ้นทุกข์แล้ว .เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด. รู้แล้วว่าชีวิตของกิเลสมันสิ้นสุดแล้ว ได้ชีวิตที่ดีที่สุดแล้ว .ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อกายแตกสิ้นชีวิตไปเวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลินในโลกนี้. เวทนาที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง สุขปลอมทุกข์จริงนั่นแหละ .จักเป็นของเย็น. จะดับสูญไปเลย เวทนาอันไม่น่าเพลิดเพลินในโลกนี้จะเป็นของเย็น สงบเย็น สลายไปเลย .ดูกรวัปปะ เงาปรากฏเพราะอาศัยต้นไม้ ครั้งนั้น บุรุษพึงถือจอบและตะกร้ามา เขาตัดต้นไม้นั้นที่โคน ครั้นแล้ว ขุดคุ้ยเอารากขึ้น โดยที่สุดแม้เท่าต้นแฝกก็ไม่ให้เหลือ เขาตัดผ่าต้นไม้นั้นให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กระทำให้เป็นซีกๆ แล้วผึ่งลมและแดดครั้นผึ่งลมและแดดแห้งแล้วเผาไฟ กระทำให้เป็นขี้เถ้า โปรยในที่มีลมพัดจัดหรือลอยในกระแสน้ำอันเชี่ยวในแม่น้ำ เมื่อเป็นเช่นนั้น เงาที่ปรากฏเพราะอาศัยต้นไม้นั้น มีรากขาดสูญ ประดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มีไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา แม้ฉันใด ดูกรวัปปะ ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่อภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมได้บรรลุธรรมเป็นเครื่องอยู่เนืองนิตย์ ๖ ประการ เธอเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ฟังเสียงด้วยหู…สูดกลิ่นด้วยจมูก…ลิ้มรสด้วยลิ้น…ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย…รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ เธอเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อกายแตกสิ้นชีวิตไป เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลินในโลกนี้ จักเป็นของเย็น ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว วัปปศากยราชสาวกของนิครนถ์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษต้องการกำไร เลี้ยงลูกม้าไว้ขาย (ถ้าลูกม้าตายหมด) เขาพึงขาดทุน ซ้ำยังต้องเหน็ดเหนื่อยลำบากใจยิ่งขึ้นไป แม้ฉันใด ข้าพระองค์หวังกำไรเข้าคบหานิครณถ์ผู้โง่ ต้องขาดทุน ทั้งต้องเหน็ดเหนื่อยลำบากใจยิ่งขึ้นไป ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพระองค์นี้จักโปรยความเลื่อมใสในพวกนิครณถ์ผู้โง่เขลาเสียในที่ลมพัดจัด หรือลอยเสียในแม่น้ำ อันมีกระแสเชี่ยว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทางหรือตามประทีปไว้ในที่มืดด้วยหวังว่าคนผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค กับทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

เนื้อหาท่านวับ่ปะสาวกของนิครนถ์ ฟังธรรมะแล้วเข้าใจได้ เป็นผู้มีปัญญาฟังธรรมะแล้วเข้าใจได้ มีสภาวะธรรมรู้ว่าจะออกจากทุกข์ได้อย่างไร รู้ว่าอะไรคือสภาพผาสุก สภาพธรรมะ ขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ก็ลาออกจากนิครนถ์ มาเป็นพุทธสาวก มาเป็นอุบาสก นี่เป็นเนื้อหา ผู้ใดจับประเด็นไหนได้ก็ลองเอาไปใช้ประโยชน์ดูนะ ตั้งแต่ต้นมาเลย ทำอย่างไรวิบากเก่าที่เราได้รับนั้นมันจะไม่เพิ่มขึ้น พระพุทธเจ้าก็บอกวิธีปฏิบัติ มาจนถึงสภาพของความพ้นทุกข์เป็นเช่นไร คนจะได้ชัดเจนว่าความพ้นทุกข์เป็นเช่นนี้ ถ้าคนมีสภาวะจะเข้าใจ แต่ถ้าคนไม่มีสภาวะก็จะเมาๆ อะไรไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เฉยๆ บื้อๆ แล้วมันจะสุขตรงไหน แต่คนเข้าใจ มันไม่ใช่อย่างนั้น มันผาสุกผ่องใสไร้กังวล ที่เราไม่ชอบไม่ชังไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่อยาก ไม่ยึดมั่นถือมั่น ผ่องใสใจไร้กังวล ยึดก็ได้วางก็ได้ด้วย อะไรดีก็ยึดอะไรไม่ดีวางเลย อะไรไม่ดีวางไปก่อนอะไรดียึดได้ก็ยึด ยึดไม่ได้ก็วาง เพราะเข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง มันผ่องใสไร้กังวล มันไม่ซื่อๆ บื้อๆ อย่างนั้น พระพุทธเจ้าบอกเข้าใจเรื่องกรรม กรรมใหม่ก็ไม่ทำเพิ่มวิบากกรรมเก่ารับแล้วก็ให้หมดไป นี่เป็นผู้ที่เข้าใจเรื่องวิบากกรรม ก็จะมีความผาสุก

องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ 4 ประการ

มหาวรรคที่ 5 พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 ข้อ 194

องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ 4 ประการ

1 สีลปาริสุทธิ พยายามทำศีลให้บริสุทธิ์เป็นลำดับๆ

2 จิตตปาริสุทธิ ทำจิตให้บริสุทธิ์ขึ้นไป

3 ทิฏฐิปาริสุทธิ ความเข้าใจที่บริสุทธิ์

4 วิมุตติปาริสุทธิ หลุดพ้นจากทุกข์


องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ 4 ประการ

สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ที่นิคมของพวกโกฬิยะ ชื่อสาปุคะในแคว้นโกฬิยะ ครั้งนั้นแล โกฬิยบุตรชาวนิคมสาปุคะมากด้วยกัน เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วท่านพระอานนท์ได้กล่าวกะโกฬิยบุตรชาวสาปุคนิคมว่า ดูกร พยัคฆปัชชะทั้งหลายองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ 4 ประการนี้ พระผู้มีพระภาคผู้รู้ผู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้ชอบแล้ว เพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส [ เดี๋ยวนี้เขาทุกข์กัน ถ้าเขาทำที่พระพุทธเจ้าว่าเขาจะพ้นทุกข์ โทมนัสคือทุกข์ใจ ทุกข์ความหมายรวมทั้งหมดและความเดือดร้อนทั้งหมดรวมทั้งทุกข์ใจ ที่เป็นทุกข์ที่สุดที่แรงเท่ากับดินทั้งแผ่นดิน ที่คนทั้งโลกกำลังทุกข์อยู่ตอนนี้ หวาดกลัวกันนี่แหละคือทุกข์ที่สุดในโลกเลย กำลังครอบงำคนทั้งโลก ตอนนี้เป็นโรคตื่นตระหนกร้ายยิ่งกว่าโรคไวรัสโคโรนาอีก โรคโควิดยังไม่ร้ายเท่าไหร่ ยังระบาดไม่ทั่ว ระบาดไปสัก 100,000 กว่าคน แต่โรคกลัวโควิดระบาดทั้งโลกเลย] เพื่อบรรลุญายธรรม [ญายธรรมคือปฏิจจสมุปบาท คือเหตุและผลทำอะไรเกิดผลอะไร ทำเหตุอะไรเป็นประโยชน์ ทำเหตุอะไรเป็นโทษ รู้ระดับวิบากกรรมเลย] เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน องค์ 4 ประการเป็นไฉน คือ องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือ ศีล 1 [ต้องปฏิบัติศีลเป็นลำดับ ๆ เพิ่มศีลขึ้นไปตั้งแต่ ศีล5 ศีล8 ศีล10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล พระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้าใครทำได้สมบูรณ์จะไม่มีภัยใดๆเลย ท่านตรัสอย่างนี้เลยในจุลศีลพระไตรปิฎกเล่มที่ 9 ข้อที่ 255 พระพุทธเจ้าตรัสเลยปฏิบัติถูกตรงไม่มีภัยใดๆเลย] ศีล1 จิต1 [ทำจิตให้บริสุทธิ์ขึ้นไป] ทิฐิ1 [ทำทิฐิความเข้าใจให้ถูกตรง] วิมุตติ1 [หลุดพ้นจากทุกข์]

1 สีลปาริสุทธิ พยายามทำศีลให้บริสุทธิ์เป็นลำดับๆ

ดูกรพยัคฆปัชชะทั้งหลาย ก็องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือ ศีลเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศีลฯลฯ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย นี้เรียกสีลปาริสุทธิ [คือศีลบริสุทธิ์ ทำศีลให้บริสุทธิ์ไปเรื่อยๆ ศีลที่บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ถึงจิตเลยนะ ถึงขั้นล้างทุกข์ ล้างความกลัว ความกังวล ความหวั่นไหวได้เป็นลำดับๆ บริสุทธิ์จากความเบียดเบียนตัวเอง คนอื่น สัตว์อื่น บริสุทธิ์จากความยึดมั่นถือมั่น บริสุทธิ์จากความกลัวความกังวลไปเป็นลำดับๆ ในแง่นั้นเชิงนี้] ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะในสีลปาริสุทธินั้นว่า เราจักยังสีลปาริสุทธิเห็นปานนั้นอันยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ [ศีลข้อไหนยังไม่สมบูรณ์ทำให้สมบูรณ์ ศีลสมบูรณ์ทั้งกายวาจาใจ ใจที่ไร้ทุกข์ ไร้ความยึดมั่นถือมั่น ไร้ความชอบชังในสิ่งนั้นสิ่งนี้ แง่นั้นเชิงนี้ ใจสบายไร้กังวล นั่นแหละต้องไปให้ถึงตรงนั้นให้ได้] จักใช้ปัญญาประคับประคองสีลปาริสุทธิอันบริบูรณ์ไว้ในฐานะนั้นๆ นี้เรียกว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร คือ สีลปาริสุทธิ ฯ [คือศีลบริสุทธิ์ พยายามทำศีลให้บริสุทธิ์เป็นลำดับๆ]

2 จิตตปาริสุทธิ ทำจิตให้บริสุทธิ์ขึ้นไป

ดูกรพยัคฆปัชชะทั้งหลาย ก็องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร คือ จิตตปาริสุทธิเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ [ลด ละ เลิก รูปเสียงกลิ่นรสที่เป็นภัยได้ เป็นลำดับ ๆ] บรรลุปฐมฌาน…[ฌานที่ ๑ วิตก วิจาร] ทุติยฌาน….[ฌานที่ ๒ พบวิตกวิจาร อ่านกิเลสเป็น ใช้ปัญญากำจัดกิเลสได้เข้าสู่ฌานที่ 2 มีปีติอิ่มใจที่กำจัดกิเลส เครื่องกังวลเครื่องเบียดเบียนได้] ตติยฌาน...[ ฌาน ๓ มีความรู้สึกผาสุข ความดีใจแรงๆ ลดลง ให้อยู่แบบสบายๆ] จตุตถฌานอยู่ [ฌานที่ 4 ก็มีความยินดีแบบสบายๆ ยินดีที่เราไม่กังวล ไม่เบียดเบียนตัวเอง คนอื่น สัตว์อื่น ยินดีที่เราไม่ยึดมั่นถือมั่น] นี้เรียกว่าจิตตปาริสุทธิ ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะในจิตตปาริสุทธินั้นว่า เราจักยังจิตตปาริสุทธิเห็นปานนั้นอันยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ จักใช้ปัญญาประคับประคองจิตตปาริสุทธิ [ต้องใช้ปัญญาปฎิบัติ ใช้ปัญญาประคับประคอง ปัญญาตั้งศีลมาปฏิบัติให้พอเหมาะ ปัญญาอ่านอาการกิเลสเป็น ปัญญาพิจารณาไตรลักษณ์ของกิเลสได้ ความไม่เที่ยงของสุขปลอมทุกข์จริง ความเป็นทุกข์ของกิเลส แล้วทำจนกิเลสสลาย ความไม่มีตัวตนของมัน เวลามันสลายแล้วมันผาสุกขนาดไหน ดีเยี่ยมขนาดไหน สัมผัสตัวนั้นให้ได้ ถ้าใครมีปัญญาสัมผัสตัวนั้นจะไม่หวั่นไหวเลย ไม่กลัวไม่หวั่นไหวอันนี้ดีที่สุดยอดเยี่ยมที่สุดแล้วจะไม่ถอยหลัง ถ้าไปถึงขั้นนั้นได้]  จักใช้ปัญญาประคับประคองจิตตปาริสุทธิ อันบริบูรณ์ไว้ในฐานะนั้นๆ นี้เรียกว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร คือ จิตตปาริสุทธิ ฯ

3 ทิฏฐิปาริสุทธิ ความเข้าใจที่บริสุทธิ์

ดูกรพยัคฆปัชชะทั้งหลาย ก็องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร คือ ทิฏฐิปาริสุทธิเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้เรียกว่าทิฏฐิปาริสุทธิ ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะในทิฏฐิปาริสุทธินั้นว่า เราจักยังทิฏฐิปาริสุทธิเห็นปานนั้นอันยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ [ใครยังมีความรู้สึกว่ามันยังมีทุกข์อยู่ในใจเราอยู่นะ มันยังไม่บริบูรณ์ ถ้ายังมีความทุกข์ ความไม่สบายใจอยู่ในใจ มันยังไม่บริบูรณ์เราก็ต้องทำให้บริบูรณ์] จักใช้ปัญญาประคับประคองทิฏฐิปาริสุทธิอันบริบูรณ์ไว้ในฐานะนั้นๆ นี้เรียกว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร คือ ทิฏฐิปาริสุทธิ ฯ ความเข้าใจที่บริสุทธิ์

[ยกตัวอย่าง มีอยู่ครั้งหนึ่งพ่อครู(สมณะโพธิรักษ์) มาที่สวนป่านาบุญ 1 อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร และอาจารย์ได้สนทนากับพ่อครู ว่าได้ข่าวว่าตอนสร้างอาคารบวรมันมีรถไปชน ชนตอนสร้างใหม่ๆ มันก็เลยทำให้สร้างช้า พ่อครูบอกว่าเขาไม่ให้เสร็จเร็ว ถ้าเสร็จเร็วมันจะไม่ดี ท่านว่ายังไม่ใช่เวลา เขาไม่ให้เสร็จเร็ว เสร็จเร็วจะไม่ดี เขาก็เลยมีอะไรกั้นๆไว้ ผู้ที่มีปัญญาฟังก็จะรู้ว่า อะไรที่มันยังไม่ใช่เวลา มันก็จะมีอุปสรรคมาปิดกั้นไว้ ยังไม่ใช่เวลาที่จะเกิดสิ่งดีอันนั้น จะมีอุปสรรคมาปิดกั้นไว้ มันไม่ใช่เวลา พอถึงเวลามันก็ได้เองของเขา เราใจไร้ทุกข์ ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ ถึงวันหนึ่ง ถ้าใช่เวลาเขา เขาก็ใช่ เพราะใช่เวลา เดี๋ยวก็ได้เองเดี๋ยวก็สำเร็จเอง เป็นเอง ดีเองในเรื่องนั้นๆ แต่มันไม่ใช่เองหรอก เราก็ทำดีไปนั่นแหละ จริงๆ ถ้ายังไม่ใช่เวลามันก็มีอกุศลมากั้นไว้ รับแล้วก็หมดไปๆ อย่าไปกังวลอะไร บางทีอกุศลมาไม่ได้มาแต่อกุศลนะ จริงๆ กุศลนั่นแหละไปยืมอกุศลมา ยืมหน่อยเอากันไว้ก่อนหน่อย ถ้าได้อันนี้จะไม่ดี ยืมหน่อย ก็เลยมากั้นไว้อย่าเพิ่งได้เลย ได้แล้วจะไม่ดี อย่างนี้เป็นต้น ก็มากั้นไว้ กั้นแล้วก็ได้หมดเวรหมดกรรมไปด้วย หมดอกุศลไปด้วย ใช้ตรงนั้นไปด้วยจากนั้นกุศลก็ออกฤทธิ์ลึ่มเลย ฉะน้้นเราทำดีเรื่องไป ใจเย็นข้ามชาติ ไม่ต้องไปกังวลอะไร อะไรที่มันยังเสร็จไม่ได้แสดงว่า อกุศลกั้นไว้อยู่ ยังไม่ใช่เวลา ถ้าเราไปผลักดัน ใจอยากได้ ๆ ในสิ่งที่ไม่ได้ เดี๋ยวก็ทุกข์พอดีเลย ในสิ่งที่มันยังเป็นไปไม่ได้ ในสิ่งที่มันยังสำเร็จไม่ได้ สิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราอยากได้ ๆไม่สำเร็จนะ นั่นแหละทุกข์ เหตุมันก็ไปอยากได้นี่แหละ ยึดมั่นถือมั่น เห็นไหมนี่คืออริยสัจ 4 ก็ต้องทำความเข้าใจให้ดี มันเป็นดีที่ยังไม่ใช่เวลา แล้วก็ใจเย็นข้ามชาติ ทำดีเรื่อย ๆ ไป ใจเย็นข้ามชาติ อย่างนี้เป็นต้น สภาพดับทุกข์ ก็สบายใจไร้กังวล ได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ตอนนี้ได้อะไรก็อาศัยเท่านั้น ที่ยังไม่ได้ก็ยังไม่อาศัย สบายใจไร้กังวลนี่สภาพดับทุกข์ ส่วนวิธีดับทุกข์ ก็เข้าใจเรื่องกรรมให้แจ่มแจ้ง อะไรที่ยังไม่ใช่เวลา ก็ยังไม่ใช่เวลา จะไปเร่งทำไม ส่วนอะไรที่มันก็ใช่เวลา เราก็พากเพียร เราทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ ถ้ามันใช่เวลาเดี๋ยวมันก็ลื่นๆ โล่งๆไป แต่อะไรไม่ใช่เวลามันก็กั้นเรา ต้องมีปัญญาทำนี่แหละ  นี่แหละทิฏฐิปาริสุทธิ ก็ทำความคิดให้มันบริสุทธิ์ เพราะความคิดเราบริสุทธิ์ บริสุทธิ์จากความโง่ ความคิดที่มีปัญญา เข้าใจเรื่องกรรม แต่ละวันเราก็สบาย ๆ อันนี้ยังไม่ใช่เวลา รอก่อน ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ยังไม่ใช่เวลาก็ไม่ใช่เวลา แต่ถ้ามันใช่เวลามันก็ใช่เวลา มันจะป๊อกแป๊ก ๆ ของมันเอง ไม่ต้องไปกังวลเลย]

4 วิมุตติปาริสุทธิ หลุดพ้นจากทุกข์ 

ดูกรพยัคฆปัชชะทั้งหลาย ก็องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร คือ วิมุตติปาริสุทธิเป็นไฉน อริยสาวกนี้แล เป็นผู้ประกอบด้วยองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรคือ สีลปาริสุทธิ…จิตตปาริสุทธิ… ทิฏฐิปาริสุทธิแล้ว ย่อมคลายจิตในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด [คลายจิตในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด คืออธรรม นั่นแหละ คลายมันออกไป มันไปอยากเสพในสิ่งที่มันเป็นโทษเป็นภัย อยากเสพในสิ่งที่เป็นกิเลส อยากเสพในความยึดมั่นถือมั่น ได้สมใจอยากสุขใจชอบใจ ไม่สมใจอยากทุกข์ใจไม่ชอบใจนั่นแหละ นั่นแหละมันอยากได้ดั่งใจอยาก นั่นแหละมันทุกข์ อันนี้เราปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดี สิ่งที่ชั่วเราตัดไปเลย ตัดไปลดละเลิกไป สิ่งที่ดีปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดี แต่เราก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ได้ก็ผาสุก ไม่ได้ก็ผาสุก ได้ก็ใช่เวลาของเขาแล้ว กุศลเราและคนที่เกี่ยวข้องเต็มรอบ ให้ได้อาศัยก่อนที่ทุกอย่างจะดับไป ถ้ายังไม่ได้กุศลของเราและคนที่เกี่ยวข้องยังไม่เต็มรอบก็ไม่เป็นไร ใช้วิบากไป รับแล้วก็หมดไปก็โชคดีขึ้น อกุศลออกฤทธิ์อยู่ ใช้แล้วก็หมดไปก็โชคดีขึ้น เราก็ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เห็นไหมจิตเรามันไม่ไปมีความกำหนัดแบบกิเลสแล้ว ที่จะให้มันทุกข์ ไม่ไปอยากแบบนั้น มันก็สบายไร้กังวล]  ย่อมเปลื้องในธรรมที่ควรเปลื้อง [เห็นไหมอะไรที่มันไม่ดี อะไรที่เราไปอยากได้แล้วมันทุกข์ อะไรที่เราไปอยากแบบยึดมั่นถือมั่นแล้วมันทุกข์เราก็ตัดออกไป] ครั้นแล้วย่อมถูกต้องสัมมาวิมุติ [สัมผัสถูกต้องคือสัมผัสสัมมาวิมุตติ หลุดพ้นจากทุกข์ได้จริง จึงมีเป็นพลังผาสุกผ่องใส่ไร้กังวล ในสถานการณ์นั้นๆ ในเรื่องนั้นๆ ไม่มีเงื่อนไขที่ทำให้ใจเป็นทุกข์ มีปัญญาเต็มรอบที่จะกำจัดทุกข์ได้ ในเรื่องนั้นๆ เป็นเรื่อง ๆ ไป ] นี้เรียกว่าวิมุตติปาริสุทธิ ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะในวิมุตติปาริสุทธินั้นว่า เราจักยังวิมุตติปาริสุทธิเห็นปานนี้อันยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ [ตรวจดูอะไรมันยังไม่พ้นทุกข์ มันยังคาๆ อยู่ในใจ ไม่โปร่งไม่โล่งใจ ก็เอาให้มันบริบูรณ์] จักใช้ปัญญาประคับประคอง วิมุตติปาริสุทธิอันบริบูรณ์ไว้ในฐานะนั้นๆ นี้เรียกว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร คือ วิมุตติปาริสุทธิ 

ดูกรพยัคฆปัชชะทั้งหลายองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ 4 ประการ นี้แล อันพระผู้มีพระภาคผู้รู้ ผู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้ชอบแล้ว เพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์ และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ฯ

 

เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่าง ให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เท่าที่เราจะพึงทำได้ ให้โลกและเราได้อาศัย ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น

ขยายความบททบทวนธรรม

 

เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่าง ให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เท่าที่เราจะพึงทำได้ ให้โลกและเราได้อาศัย ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น

เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่างให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะพึงทำได้

ชีวิตเราแต่ละคนนี้ ต้องการให้เกิดสิ่งดีที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเราและต่อผู้อื่น สิ่งดีที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเราและต่อผู้อื่นก็คือ เราทำดีให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ มันจึงจะเกิดดีได้มากที่สุด เราต้องทำดีให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้อย่างรู้เพียรรู้พัก มันก็มีนัยยะลึกอยู่ในภาษานี้ มีตัวซ้อนอยู่หลายอย่าง 1. ต้องทำดีให้ดีที่สุด 2. การทำดีให้ดีที่สุดคือเราทำอย่างรู้เพียรรู้พัก เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่าง เรื่องไหนล่ะที่เป็นหน้าที่ของเราที่เราจะทำได้ ให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะพึงทำได้ เพราะคนเรานะมันจะไปทำเกินกว่าที่เราทำได้มันทำไม่ได้ มันก็ทำในสิ่งที่มันทำได้นั่นแหละ นี่คือสิ่งที่จริงที่สุด คนเราเมื่อเราพยายามทำดีให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้เนี่ย มันจะไม่มีอะไรคาใจ มันจะไม่มีอะไรทุกข์ใจ ถ้าเราได้พยายามเพียรให้ดีที่สุดแล้ว เมื่อเราได้มีโอกาสที่จะทำ สิ่งไหนที่เราได้ทำดีที่สุดแล้วมันจะไม่มีอะไรคาใจ มันจะไม่มีอะไรทุกข์ใจ แต่ถ้าเราไม่ได้ทำดีที่สุดแล้วมันจะมีอะไรคาใจนะว่าไม่ได้ทำๆ ว่าเราไม่ได้ทำๆ เรายังไม่ได้ทำดีให้ดีที่สุด เรามีโอกาสแต่เราไม่ทำๆ อย่างเงี้ยมันจะคาใจ แต่ถ้าเราทำดีที่สุดแล้วถ้าที่มันเป็นไปได้จริงเราจะไม่คาใจ มันจะไม่คาใจ มันจะไม่ทุกข์ใจ เพื่อที่จะให้คนหมดความคาใจ หมดความทุกข์ใจจึงต้องให้ทำดีให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ณ ตอนนั้นเรามีภูมิปัญญาอยู่เท่าไหร่ ก็ทำให้มันดีที่สุดเท่าที่ภูมิปัญญาเรามี เท่าที่ความสามารถเรามีแล้วจบ ในช่วงหลังมาเราจะมีภูมิปัญญามากกว่านั้นก็อย่าไปน้อยใจ เพราะว่าก็ตอนนั้นมันรู้แค่นั้น เราจะเก่งกว่านั้นได้ไง เก่งกว่านั้นเราก็ไม่ทำแค่นั้นสิ เก่งกว่านั้นเราก็จะทำมากกว่านั้นสิ เราก็จะทำเท่าที่เรารู้สิ แต่คนโง่ก็จะไปน้อยใจอยู่นั่นว่า แหม…ถ้าตอนนี้จะไม่ทำอย่างนั้นหรอก โง่อยู่อย่างนั้นแหละ ถ้าถ้าตอนนั้นคุณรู้เท่าที่คุณรู้ปัจจุบันนี้ คุณจะทำเท่าที่คุณทำเมื่อก่อนไหมล่ะ ใช่ไหม คุณก็ทำให้มันดีเท่าที่คุณรู้ในปัจจุบันนี้ใช่ไหมล่ะ แต่ตอนนั้นคุณรู้เท่าปัจจุบันไหมล่ะ คุณก็ไม่ได้รู้เท่าปัจจุบัน แล้วคุณจะไปโง่ให้เป็นทุกข์อยู่ทำไมวะ ตอนนั้นคุณก็รู้สุดอยู่แค่นั้น คนเรานะ่ใครมันจะไปทำ ใครจะอยากให้มันไม่ดีสุดล่ะ มีไหม ไม่มีหรอก ใครก็อยากทำดีสุดทุกปัจจุบันนั่นแหละ ใช่ไหม แต่ ณ ทุกปัจจุบันนั้นนะเราจะดีกว่าภูมิในปัจจุบันนั้นได้ไหม มันก็ไม่ได้ เราจะฉลาดกว่าภูมิปัจจุบันนั้นมันก็ไม่ได้ จะทำดีกว่านั้นมันก็ไม่ได้ เพราะภูมิสูงสุดมันมีแค่นั้น ใช่ไหม เมื่อภูมิสูงสุดมันมีแค่นั้น ณ เวลานั้น มันก็ดีสุดได้แค่นั้นแหละ เราก็ทำดีเต็มที่แล้วคุณก็ทำดีเต็มที่แล้วถ้าที่ภูมิคุณมีตอนนั้นน่ะ แล้วคุณจะไปอยากได้มากกว่านั้นได้ยังไง เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะได้มากกว่านั้น ก็ ณ ตอนนั้นน่ะคุณมีบุญกุศลเท่านั้น เก่งได้เท่านั้น มันก็ได้เท่านั้น วิบากร้ายมีเท่านั้นวิบากดีมีเท่านั้น มันก็ได้เท่านั้น ลดกิเลสได้เท่านั้นทุกอย่างมันก็ได้เท่านั้น มันก็ดีสุดได้เท่านั้น ในเมื่อมันทุกคนก็ปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด เราก็ปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด ในเมื่อภูมิเรามีเท่านั้นเราควรจะภูมิใจเท่านั้น พอใจเท่านั้นว่าตอนนั้นเราพยายามทำให้ดีที่สุดแล้วตามภูมิที่เรามี ณ เวลานั้น มันจะให้เกินนั้นก็ไม่ได้ ทีนี้ช่วงหลังมา เอ้า..เรามีภูมิมากขึ้น ช่วงหลังมาเราก็มีภูมิมากขึ้น เราทำดีที่สุดได้มากขึ้น แต่ไปน้อยใจว่ารู้ยังงี้ฉันทำแบบไอ้ที่มีภูมิมากขึ้นนี้ดีกว่า มันจะได้เกิดประโยชน์มากกว่านั้น คุณย้อนกลับไปทำได้ไหม ไม่ได้ มันผ่านมาแล้ว แล้วคุณน้อยใจมันจะเจริญขึ้นใช่ไหม เสียใจเนี่ยมันจะเจริญขึ้นใช่ไหม มันก็เสื่อมสิมันจะไปเจริญขึ้นได้ยังไง ก็เสื่อมเท่านั้นเอง แล้วจะไปน้อยใจให้โง่ทำไมเล่า คุณไปทำความเสื่อมไปอีกทำไมเล่า ก็ไม่ต้องไปน้อยใจ คนทุกคนมันก็ฉลาดขึ้นเป็นลำดับๆ จากโง่ก็ค่อยฉลาดเป็นลำดับๆ เราลดกิเลสมากขึ้น เราสานพลังกับหมู่มิตรดี ลดกิเลสมากขึ้น ช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น ภูมิเราก็มากขึ้น เราก็จะรู้ว่านี่ๆๆ ถ้าเจอสถานการณ์อย่างนั้นอีกเราก็ไม่ทำอย่างนั้นแหละ เพราะเรารู้ว่าวิธีทำที่ดีกว่านั้นมันมีอยู่ ใช่มะ เพราะฉะนั้นเราก็เอาภูมิที่เรามีในปัจจุบันนี้แหละมาปฏิบัติให้มันถูกต้องที่สุดดีที่สุด ณ ปัจจุบัน หรือเอาไปสอนคนอื่นที่เขายังไม่รู้ ถ้าเขาเจอสถานการณ์นี้ควรทำแบบนี้ เจอสถานการณ์นี้ควรทำแบบนี้ เราก็เอามาสอนตัวเองเอามาสอนผู้อื่น เอามาช่วยตัวเองเอามาช่วยผู้อื่น ณ วินาทีปัจจุบันนั้นเท่านั้นแหละ คนเราทำดีที่สุดเท่าที่ตัวเองมีปัญญา ณ ปัจจุบันเท่านั้นแหละ ดีสุดกว่านั้นไม่ได้หรอก ได้เท่าไหร่เราก็เท่านั้นให้มันดีที่สุดด้วยความจริงใจแล้วก็จบ เมื่อเราลดกิเลสไปเรื่อยๆ ช่วยเหลือผู้อื่นไปเรื่อยๆ ภูมิเราก็จะมากขึ้นไปอีก เราก็จะเก่งขึ้นไปอีก เราก็จะประมาณมากขึ้น ประมาณเก่งขึ้นในปัจจุบันได้มากขึ้นไปอีก เราสามารถเปรียบเทียบได้แต่เราน้อยใจไม่ได้ ฟังชัดๆ นะ เราสามารถเปรียบเทียบได้แต่เราน้อยใจไม่ได้ เพราะน้อยใจมันคือโง่ คือชั่ว คือทุกข์ จะไปทำเพิ่มอีกทำไม โง่ชั่วทุกข์น่ะ เราก็รู้ได้ว่าวิธีที่จะเก่งขึ้นกว่าเดิมก็คือ ลดกิเลสและช่วยเหลือผู้อื่น สานพลังกับหมู่มิตรดี สานพลังกับสัตบุรุษ หมู่มิตรดี ลดกิเลสช่วยเหลือผู้อื่น ภูมิเราก็จะมากขึ้นมากขึ้นมากขึ้นมากขึ้น เมื่อภูมิเรามากขึ้นเราก็จะปฏิบัติถูกต้องตามสถานการณ์ทุกปัจจุบันได้มากขึ้น ทุกปัจจุบันเราก็ทำได้ดีขึ้น หรือเหตุการณ์ที่เคยผ่านๆ มา เราก็จะทำได้มากขึ้นถ้าเจอเหตุการณ์นั้นอีกกับเรา หรือเจอเหตุการณ์นั้นอีกกับคนอื่น เราก็จะแนะนำได้ดีขึ้นๆ มันก็ดีแล้วนี่ เราก็มีภูมิมากขึ้นแล้วจะไปน้อยใจทำไม ควรจะจะดีใจนะ เอ้อ…เรามีภูมิมากขึ้นนะ  เราฉลาดขึ้นเราไม่ได้โง่เท่าเดิม แทนที่จะดีใจกลับไปน้อยใจ คนเราก็โง่ได้ แทนที่จะดีใจ เอ้อ..เรารู้ได้ว่าตอนนั้นน่ะทำไมมันไม่ดี มันไม่เข้าท่า เออ…ดีจังเลยเราได้รู้ว่ามันไม่เข้าท่า เออ..ดีจังเลยเรามีภูมิมากขึ้น เราจะได้ปฏิบัติตนเองต่อผู้อื่นได้ได้ดีขึ้น ใช่ไหม เราจะไปมัวน้อยใจทำไม น้อยใจไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร ควรจะดีใจสิมีภูมิปัญญามากขึ้น คนโง่ที่ภูมิปัญญามากขึ้นกลับน้อยใจ เออ..ทำไมถึงโง่ซ้ำโง่ซ้อนอะไรขนาดนี้ ฉลาดขึ้นแล้วก็ยังโง่อยู่อีก เคยไหม แล้วเป็นไง ดีไหม ไม่เห็นดีเลย ไม่ดีแล้วทำทำไม มันโง่ มันโง่ซ้อน อย่าไปโง่ซ้อนซิ ฉลาดขึ้นแล้วก็อย่าไปโง่ซ้อน ฉลาดก็ฉลาดให้มันครบๆ หน่อย ฉลาดขึ้นแล้วยังเอาโง่มารวมอยู่อีก ตัดโง่ออกไปสิ คนเรามันไม่มีใครไม่เคยพลาดหรอก มันพลาดกันทุกคนนั่นแหละ พลาดกันทุกคนแหละ พระโพธิสัตว์ยังพลาดเลย พลาดกันทุกคน ท่านก็รู้แล้วว่ามันพลาด ท่านก็แก้ไขก็ไม่พลาดอีก รู้ว่าพลาดนั่นแหละคือปัญญา รู้ว่าพลาดนั่นแหละคือปัญญา เมื่อมีปัญญาแล้วก็ควรจะดีใจ ก็ควรจะภูมิใจ ใช่ไหม ไม่ใช่จะไปเสียใจ มีปัญญาแล้วเสียใจ โง่จริงๆเลย เลิกโง่ได้แล้ว เรามีปัญญาว่า เออ..ตอนนั้นเราพลาด เออ..ถ้าเรารู้อย่างนี้ตอนนั้นเราไม่เป็นทำอย่างนั้น เออๆ..ดีเรามีปัญญาเพิ่มขึ้นดีจังเลย เรามีปัญญาเพิ่มขึ้น เจออีกเราจะได้ไม่ทำอีก แบบโง่อย่างนี้ เราจะทำแบบฉลาดอย่างนี้ ถ้าเจอคนอื่นที่มีปัญหาอย่างนี้อีกเราจะได้แนะนำเขาได้ไงว่า แบบนี้ฉลาดกว่า เห็นไหมเราก็เพิ่มปัญญาขึ้นไป ไม่ต้องโง่ซับโง่ซ้อน เออ..ฉลาดหให้มันไม่ต้องมีโง่แทรกได้ไหม แหม..ฉลาดแล้วยังเอาโง่แทรกอีก นี่แหละถ้าได้พบสัตบุรุษ ได้ฟังสัทธรรมมันก็จะเอาฉลาดอย่างเดียวไม่โง่แทรก ฉลาดแบบไม่ต้องโง่แทรก เป็นอย่างนี้แหละ ในบททบทวนธรรมที่อาจารย์พยายามที่จะให้เข้าใจว่า ทำดีที่สุดแล้วคุณจะไปเสียใจอะไร คุณจะไปคาใจอะไร ก็ดีที่สุดตามภูมิ ดีที่สุดตามภูมิๆ มันก็ถูกต้องที่สุดแล้ว ดีที่สุดตามภูมิ อย่าไปเสียใจแทรก ดีที่สุดตามภูมิแล้วก็ให้มันดีขึ้นไปอีกดีขึ้นไปอีก เมื่อเรามีประสบการณ์มากขึ้นเราก็จะดีขึ้นไปอีก สานพลังกับหมูมิตรดี ลดกิเลสมากขึ้น ช่วยเหลือผู้อื่นมาก ภูมิก็ขึ้นมากขึ้นมากขึ้นไปอีก ก็อย่าไปเสียใจสิ กับที่พลาดมาแล้ว เพราะตัวเองมีภูมิมากขึ้นจะไปเสียใจทำไม ฉลาดมากขึ้นแล้วยังไปเสียใจอยู่อีก ก็ไม่รู้จะช่วยยังไงแล้ว นี่แหละจึงเป็นที่มาของเรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่างให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะพึงทำได้

ให้โลกและเราได้อาศัย

คำว่า ให้โลกและเราได้อาศัย พอทำเต็มที่แล้วมันไม่มีอะไรคาใจแล้ว คาใจทำไมล่ะ ทำดีที่สุดแล้วตามภูมิ คาใจทำไม มันไม่มีอะไรคาใจ มันไม่ต้องทุกข์ใจมันไม่ต้องเสียใจถ้ารู้ว่าทุกคนก็ทำทุกอย่างตามภูมิตัวเองมันจะเกินภูมิได้ไหม ได้ไหม ไม่ได้ ถ้ามันเกินภูมิได้ก็ทำสิ ทำสิ ได้ไหมล่ะ ไม่ได้ ใครจะไปทำให้เกินภูมิได้ ทุกคนก็ทำตามภูมิตัวเองทั้งนั้นแหละ ไปทำเกินภูมิได้ไง แล้วใครจะอยากโง่ไหม ใครจะอยากให้เกิดสิ่งดีน้อยไหม ไม่มี อยากให้เกิดสิ่งเลวร้ายไหม ไม่มี อยากให้เกิดสิ่งดีน้อยไหม ไม่มี มีแต่อยากให้เกิดสิ่งดีมากสุดใช่ไหม ก็อยากให้เกิดสิ่งดีมากสุด อยากประมาณให้มันถูกต้องที่สุดทั้งนั้นแหละ แล้วทุกคนก็ต้องทำตามภูมิตัวเองใช่ไหม เกินนั้นได้ไหม ไม่ได้ ในเมื่อเกินไม่ได้ แล้วทำไมไปอยากได้เกินนั้นล่ะตอนนั้น ใช่ไหม พอระลึกย้อนหลังอุ้ย…ฉันอยากได้เกินนั้นจังเลย แหม ถ้าทำได้เกินนั้น ฉันก็ทำมากกว่านั้นแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องวาง แล้วจะเสียใจทำไมล่ะ ทุกคนทำดีที่สุดตามภูมิตัวเองเท่านั้นแหละ มันเกินนั้นไม่ได้หรอก เมื่อเราฉลาดขึ้นเราก็ทำให้มันดีขึ้น ถูกต้องขึ้น ณ ปัจจุบัน ใช่ม่า กับเหตุการณ์เดิมนั้น กับเหตุการณ์ใหม่ก็ตาม ใช่ไหมก็ทำให้มันดีขึ้น หรือช่วยเหลือผู้อื่นก็ตาม กับตัวเองกับผู้อื่นก็ตาม ก็ทำให้มันดีขึ้นเท่านั้นเอง  นี่แหละ เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่างให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เท่าที่เป็นไปได้ตามภูมิ เท่าที่จะทำได้ คือ ตามภูมิตามบารมีที่มีตามภูมิตามบารมีที่มี มีเท่าไหร่ก็สุดฝีมือเท่านั้นแหละจบ ก็ปรารถนาให้เกิดดีแล้วก็จบ ให้โลกแล้วเราได้อาศัยก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดับไปเท่านั้น ก็เมื่อเราทำดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว โลกก็จะได้อาศัย คนในโลกก็จะได้อาศัย เราก็จะได้อาศัยดีที่เราทำนั้น ก็ได้อาศัยเพราะชีวิตอยู่ก็ต้องอาศัยสภาพดีๆ นั่นแหละ เท่าที่มันจะเป็นไปได้ดีเท่าที่จะเป็นไปได้ก็ได้อาศัย ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้นแหละดีเท่าไหร่ก็เท่านั้น ที่จะได้อาศัย

ก่อนที่ทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น 

ก่อนที่ทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น แปลว่า แม้อาศัยแล้ว แต่มันก็จะดับไปนะ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันจะอยู่ไปตลอด สิ่งใดมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นมีการดับไปเป็นธรรมดา แม้ดีก็ต้องดับไปนะ แม้ร้ายก็ต้องดับไป อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันจะอยู่ตลอดนะ เกิดแล้วมันก็ดับๆ หมดฤทธิ์เขาก็ดับๆ อย่างนี้เป็นต้น เมื่อเราไม่ยึดมั่นถือมั่นเราก็ไม่ทุกข์ เขาได้อาศัยก็ดีแล้วได้อาศัย เขาดับไปก็ดีแล้วเขาดับไป เราก็ไม่อะไรอาลัยอาวรณ์ เพราะเรารู้ว่าเขาเกิดแล้วเขาก็ดับๆ เราไม่อาลัยอาวรณ์เราก็ไม่ทุกข์ เราก็เบิกบานแจ่มใสไร้กังวล เพื่อจะให้เกิดดีมากขึ้นเราก็ทำดีมากขึ้น มีโอกาสทำดีเมื่อไหร่ก็ทำๆ ให้โลกและเราได้อาศัยก่อนที่ทุกอย่างจะดับไป ให้เราทำใจแบบนี้ไปเรื่อยๆ มันจะดับไปเราก็ไม่ทุกข์ ดีดับไปเราก็ไม่ทุกข์ ดีเกิดเราก็ไม่ทุกข์ ดีเกิดเนสก็อาศัยดีดับไปแล้วก็ไม่ทุกข์ เพราะเรารู้ความจริงว่า อ๋อ..เขาเกิดตามเหตุปัจจัยที่เราสร้างขึ้นทำขึ้นหรือใครสร้างขึ้นตามขึ้น และเมื่อเกิดแล้วหมดฤทธิ์มันก็ดับ เกิดอล้วมันก็ดับนะ แม้ดีเกิดมันก็ดับนะ เราจะไปติดไปยึดไม่ได้ ร้ายเกิดแล้วก็ดับ เราก็ไม่ได้หวั่นไหวว่ามันจะอยู่ไปตลอด ร้ายเกิดแล้วมันก็ดับ ดีเกิดมันก็ดับนะ เราไม่ติดไม่ยึดใจเราก็สบาย พอถึงวันหนึ่งเราจะปรินิพพาน พอเราฝึกแบบนี้ไว้เรื่อยๆ ตั้งแต่เรามีชีวิตอยู่ปัจจุบันเราก็ไม่ทุกข์อะไร เพราะเรารู้ว่ามันเกิดมันก็ต้องดับ สักวันนึงมันก็ต้องดับ พอเราจะปรินิพพาน เราก็ปล่อยวางได้เลย ถ้าเราล้างตัวชอบชังได้หมดแล้ว จะดับสูญเราก็ดับสูญได้เลย เพราะเราซ้อมมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว มันเกิดระดับนะๆ เราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ซ้อมมาไม่รู้ตั้งกี่ทีแล้ว เราจะดับสูญก็ดับสูญ ไม่ได้ห่วงอะไรมันง่ายๆ แต่ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่น หือ..มันต้องอยู่ไปตลอด คนนั้นคนนี้ต้องเข้าใจแบบนั้นแบบนี้ ต้องทำดีแบบนั้นแบบนี้ ยึดแบบไหนก็แล้วแต่มันก็ทุกข์ทั้งนั้นแหละ เราก็อย่าไปยึดสิ ให้มันเด็ดให้มันขาด ให้มันจบ นี่ก็คือความหมาย จะได้ไม่ต้องทุกข์ จะได้ฝึกปล่อยวาง จะได้ฝึกทำดีแล้วก็วางดีๆ ให้ฝึกไว้ ให้ทบทวนไว้ว่า มันไม่ได้อยู่ไปตลอดนะ แม้ดีแค่ไหนเกิดแล้วก็ดับๆ บอย่างนี้เป็นต้น ก็จะได้ไม่ทุกข์ จิตเราก็เป็นอิสระจากทุกข์  (เพิ่มเติม…)

บททบทวนธรรม

เพื่อการสร้างจิตวิญญาณให้ผาสุกที่สุดในโลก

เป็นคัมภีร์ชีวิตที่จะทำให้ชีวิตพ้นทุกข์

ดร.ใจเพชร กล้าจน (หมอเขียว)

  1. เรื่องการเข้าใจผิดของเรากับผู้อื่น

เราต้องระลึกรู้ว่า

มันคือวิบากกรรมเขา วิบากกรรมเรา

แก้ไขได้ด้วยการทำดีไม่มีถือสาไปเรื่อย

แล้ววันใดวันหนึ่งข้างหน้า ในชาตินี้ หรือชาติหน้า หรือชาติอื่นๆ สืบไป

ความเข้าใจผิดนั้นก็จะหมดไปเอง

  1. เราต้องรู้ว่า

แต่ละคนมีฐานจิตแตกต่างกัน

เราจึงควรประมาณการกระทำให้เหมาะสมกับฐานจิตของเราและฐานจิตของผู้อื่น

คิดดี พูดดี ทำดีไว้ก่อนดีที่สุด

  1. การกระทำเดียวกัน

มีเหตุผลในการกระทำกว่าล้านเหตุผล

ต้องระวังอคติ หรือ ความเข้าใจผิด จากการคาดเดาที่ผิดของเรา

  1. สิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่เราทำมา

ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับ โดยที่เราไม่เคยทำมา

  1. ถ้าเรายังไม่เข้าใจคนอื่น

แสดงว่าเรายังไม่เข้าใจตนเอง

  1. เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเรา

ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอย่างยุติธรรมเสมอ

เพราะเราเคยทำเช่นนั้นมามากกว่านั้น

เมื่อได้รับแล้วก็หมดไป เราก็จะโชคดีขึ้น

  1. เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่างให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด

เท่าที่จะพึงทำได้ ให้โลกและเราได้อาศัย

ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น

  1. เราทำดีด้วยการช่วยไม่ให้คนอื่นทำผิดได้ก็ช่วย

แล้ววางให้เป็นไปตามวิบากดีของเขา

ช่วยไม่ได้ก็วางให้เป็นไปตามวิบากร้ายของเขา

เมื่อเขาเห็นทุกข์จนเกินทน จึงจะเห็นธรรม

แล้วจะปฏิบัติธรรมสู่ความพ้นทุกข์

  1. สิ่งที่มองไม่เห็น

ที่ทำหน้าที่สร้างสิ่งที่มองเห็น และสิ่งที่เป็นอยู่ทุกอย่างในชีวิตของคน

คือ พลังวิบากดีร้ายที่เกิดจากการกระทำทางกาย หรือวาจา หรือใจของผู้นั้น

ในอดีตชาติและชาตินี้ สังเคราะห์กันอย่างละหนึ่งส่วน

  1. เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเรา

โลกนี้ไม่มีใครผิดต่อเรา เราเท่านั้นที่ผิดต่อเรา

คนอื่นที่ทำไม่ดีนั้น เขาผิดต่อตัวเขาเองเท่านั้น

และเขาก็ต้องได้รับวิบากร้ายนั้นเอง

เขาจึงไม่ได้ผิดต่อเรา แต่เขานั้นผิดต่อตัวเขาเอง

ถ้าเรายังเห็นว่าคนที่ทำไม่ดีกับเราเป็นคนผิดต่อเรา

แสดงว่า เรานั่นแหละผิด

อย่าโทษใครในโลกใบนี้

ผู้ใดที่โทษผู้อื่นว่าผิดต่อตัวเราจะไม่มีทางบรรลุธรรม

นี่คือคนที่ไม่ยอมรับความจริง

เพราะไม่เข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้งว่า

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุกคนได้รับล้วนเกิดจากการกระทำของตนเองเท่านั้น

เมื่อรับผลดีร้ายจากการกระทำแล้ว ผลนั้นก็จบดับไป

และสุดท้ายเมื่อปรินิพพาน ทุกคนก็ต้องสูญจากทั้งดีและร้ายไป

ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของใคร เพราะสุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องดับไป

จึงไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น ไม่ต้องทุกข์กับอะไร

  1. การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเรา

เป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่า ที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลส

คือ ความหลงชิงชังรังเกียจ หลงยึดมั่นถือมั่นในใจเรา

และ ทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา

  1. ถ้าใครมีปัญหาหรือความเจ็บป่วยในชีวิต

ให้ทำความดี 4 อย่างนี้

ด้วยความยินดี จริงใจ

จะช่วยให้ปัญหาหรือความเจ็บป่วย ลดลงได้เร็ว

  • สำนึกผิด หรือยอมรับผิด
  • ขอรับโทษ เต็มใจรับโทษ หรือขออโหสิกรรม
  • ตั้งจิตหยุดสิ่งที่ไม่ดีอันนั้น
  • ตั้งจิตทำความดีให้มาก

คือ ลดกิเลสให้มาก

เกื้อกูลผองชนและหมู่สัตว์ให้มาก

  1. การพิจารณาเพื่อปราบมาร

คือ ความกลัว เวลาเจ็บป่วย

หรือ พบเรื่องร้าย

จะทำให้ดับทุกข์ใจ ทุกข์กาย และเรื่องร้าย ได้ดีที่สุด คือทำใจว่า

รับเต็ม หมดเต็ม

เจ็บก็ให้มันเจ็บ

ปวดก็ให้มันปวด

ทรมานก็ให้มันทรมาน

ตายก็ให้มันตาย

เป็นไงเป็นกัน

รับเท่าไหร่หมดเท่านั้น

เพราะสุดท้ายทุกอย่างก็ดับไป

ไม่มีอะไรเป็นของใคร

จะทุกข์ใจไปทำไม ไม่มีอะไรต้องทุกข์ใจ

เบิกบาน แจ่มใส ดีกว่า

  1. เทคนิคทำใจให้หายโรคเร็ว คือ

อย่าโกรธ อย่ากลัวเป็น

อย่ากลัวตาย อย่ากลัวโรค

อย่าเร่งผล อย่ากังวล

  1. วิธีการ 5 ข้อ

ในการแก้ปัญหาทุกปัญหาในโลก คือ

1) คบและเคารพมิตรดี

2) มีอริยศีล

3) ทำสมดุลร้อนเย็น

4) พึ่งตน

5) แบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์

  1. ตัวชี้วัดว่า

วิธีนั้นถูกกันกับผู้นั้น ทำให้สุขภาพดี

คือ สบาย เบากาย มีกำลัง เป็นอยู่ผาสุก

ตัวชี้วัดว่า

วิธีนั้นไม่ถูกกันกับผู้นั้น ทำให้เสียสุขภาพ

คือ ไม่สบาย ไม่เบากาย ไม่มีกำลัง

ไม่ผาสุก หรือทุกข์ทรมาน

  1. ตัวชี้วัดว่า

อาหารที่สมดุลร้อนเย็น เป็นประโยชน์

จะทำให้มีโรคน้อย มีทุกข์น้อย คือ

เบาท้อง สบาย เบากาย มีกำลัง อิ่มนาน

ตัวชี้วัดว่า

อาหารที่ไม่สมดุลร้อนเย็น เป็นโทษ

จะทำให้มีโรคมาก มีทุกข์มาก คือ

หนักท้อง ไม่สบาย ไม่เบากาย

ไม่มีกำลัง หิวเร็ว

  1. หลักการทำดีอย่างมีสุข 6 ข้อ

1) รู้ว่าอะไรดีที่สุด

2) ปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด

3) ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น

แล้วลงมือทำให้ดีที่สุด

4) ยินดีเมื่อได้ทำให้ดีที่สุดแล้ว

5) ไม่ติดไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ดีที่สุด

6) นั่นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุด

  1. ทำดีให้มาก

เพื่อจะให้ดีชิงออกฤทธิ์แทนร้าย

ที่เราเคยพลาดทำมาในชาตินี้หรือชาติก่อน

จะได้มีดีไว้ใช้ในปัจจุบันและอนาคต

ในชาตินี้และชาติอื่น สืบไป

  1. ยึดอาศัยดี

ที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง” “นั้นดี

แต่ยึดมั่นถือมั่นว่า

ต้องเกิดดีดั่งใจหมาย

ทั้ง ที่องค์ประกอบเหตุปัจจัย เวลานั้น

ไม่สามารถทำให้ดีนั้นเกิดขึ้นได้จริง

นั้นไม่ดี

  1. จงทำดีเต็มที่

เหนื่อยเต็มที่ สุขเต็มที่

ไม่มีอะไรคาใจ

ไม่เอาอะไร

คือสุดยอดแห่ง

ความอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส

สาธุ….