Taking too long? Close loading screen.

ซุบผักโขมปรับสมดุลเพื่อสุขภาพ

ซุปผักโขมปรับสมดุลเพื่อสุขภาพ ครัวหมอเขียว แพทย์วิถีธรรม

วัตถุดิบ

  • ฤทธิ์เย็น
    • น้ำนมธัญพืช 2 ถ้วย
  • ฤทธิ์ร้อน
    • ผักโขมลวกหั่นหยาบฟัก 1/2 ถ้วย
    • มันฝรั่ง ½ ถ้วย
    • หอมหัวใหญ่
    • น้ำมัน

วิธีทำ

  1. นำหอมหัวใหญ่และมันฝรั่งมาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ พักไว้ ส่วนผักโขมนำไปลวกแล้วแช่น้ำเย็น (สีจะเขียวสด) จากนั้นนำมาบีบน้ำออกแล้วหั่นหยาบ ๆ พักไว้
  2. ตั้งกระทะไฟกลาง ใส่น้ำมันนิดหน่อย พอร้อน ใส่หอมหัวใหญ่เจียวพอมีกลิ่น ใส่ผักโขมลงผัด จากนั้นใส่มันฝรั่ง น้ำนมธัญพืช ต้มไปจนสุก
  3. นำส่วนผสมที่สุกแล้วไปปั่นให้ละเอียด จากนั้นนำไปตั้งไฟพอเดือด ปรุงด้วยเกลือ ปิดไฟ
  4. ตักใส่ถ้วยเสิร์ฟ

หมายเหตุ

สรรพคุณของผักโขม

  1. ช่วยบำรุงกำลังทำให้มีสุขภาพแข็งแรง
  2. ผักโขมมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด จึงมีส่วนช่วยในการชะลอวัยและความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย
  3. ช่วยส่งเสริมการสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง จึงช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยได้
  4. ช่วยบำรุงและรักษาสุขภาพสายตา ป้องกันความเสื่อมของดวงตา
  5. มีส่วนช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน
  6. ช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง ชะลอปัญหาความจำเสื่อม
  7. ช่วยบำรุงโลหิตในร่างกาย
  8. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
  9. ช่วยรักษาจังหวะการเต้นของหัวใจให้คงที่
  10. ช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาการเบื่ออาหาร
  11. เป็นอาหารที่เหมาะอย่างมากกับผู้รับประทานอาหารมังสวิรัติ เพราะผักโขมอุดมไปด้วยโปรตีน
  12. มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้
  13. แมกนีเซียมในผักโขมช่วยควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ
  14. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ
  15. ช่วยชะลอความเสื่อมของสายตา ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคดวงตาเสื่อมได้สูงถึง 43%
  16. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งรังไข่
  17. ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
  18. ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
  19. ใช้ถอนพิษไข้ ด้วยการนำรากมาปรุงเป็นยา (ราก)
  20. ช่วยดับพิษภายในและภายนอก (ทั้งต้น)
  21. วิตามินเคในผักโขมช่วยป้องกันภาวะเลือดไหลไม่หยุดได้
  22. ช่วยแก้อาการตกเลือด
  23. ช่วยแก้อาการแน่นหน้าอกและไอหอบ (ต้น)
  24. ใช้แก้อาการบิด มูกเลือด (ทั้งต้น)
  25. ช่วยแก้อาการแน่นท้อง
  26. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้สะดวก เพราะมีเส้นใยสูง
  27. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร
  28. ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ราก)
  29. ใช้รักษาโรคริดสีดวงทวารและจมูก (ทั้งต้น)
  30. ช่วยแก้อาการปวดท้องประจำเดือน เพราะช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณช่องท้อง
  31. ใช้แก้ผดผื่นคัน (ทั้งต้น)
  32. ช่วยรักษาฝี กลาก เกลื้อน (ทั้งต้น)
  33. ใช้รักษาแผลพุพอง (ทั้งต้น, ใบสด)
  34. ช่วยแก้อาการช้ำใน
  35. ใช้แก้รำมะนาด (ทั้งต้น)
  36. การรับประทานผักโขมจะช่วยทำให้คุณรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและอยู่ท้องนาน จึงเหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือลดความอ้วน
  37. แก้อาการเด็กลิ้นเป็นฝ้าละอองและเบื่ออาหาร
  38. ซุปผักโขมเป็นเมนูอาหารที่เหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์อย่างมาก เพราะมีประโยชน์หลากหลายและยังช่วยบำรุงร่างกายคุณแม่และเด็กให้มีสุขภาพแข็งแรง
  39. ผักโขมเป็นผักที่ช่วยบำรุงน้ำนมสำหรับคุณแม่ลูกอ่อนได้เป็นอย่างดี

สรรพคุณของมันฝรั่ง

  1. หัวมีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตสูงและช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว (หัว)[1],[4]
  2. ช่วยลดไขมัน ด้วยการใช้หัวมันฝรั่งมาปรุงเป็นอาหารรับประทาน (หัว)[1]
  3. ช่วยป้องกันและรักษาโรคโลหิตจางได้ เพราะร่างกายจะดูดซึมธาตุเหล็กกับวิตามินซีที่มีอยู่ในหัวมันฝรั่ง ซึ่งจะช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงในร่างกาย (หัว)[4]
  4. ใบมีสรรพคุณช่วยทำให้หลับ (ใบ)[1]
  5. หัวมีสรรพคุณเป็นยาระงับประสาท (หัว)[1]
  6. มันฝรั่งก็ช่วยบำรุงสมองได้ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินบี 6 ที่เป็นตัวช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ทำให้ผลิตสารสื่อประสาทได้อย่างเป็นปกติ เช่น เซโรโทนิน (ช่วยกระตุ้นอารมณ์), กาบา (ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย), และอดรีนาลิน (ช่วยลดความเครียด) โดยปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ ครึ่งถึงหนึ่งถ้วยตวง (ทั้งแบบบดและแบบต้ม) และไม่ควรรับประทานมากกว่านี้ เพราะมีวิตามินซีอยู่ จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร จนทำให้รู้สึกท้องอืดเฟ้อได้
  7. ชาวเปรูจะนำมันฝรั่งมาทาบริเวณศีรษะเพื่อช่วยรักษาอาการปวดศีรษะ (หัว)[3]
  8. มันฝรั่งมีวิตามินซีมาก จึงช่วยป้องกันไข้หวัดได้ (หัว)[4]
  9. นอกจากจะช่วยป้องกันหวัดแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย (หัว)[5]
  10. ตำรับยาแก้คางทูม ให้ใช้มันฝรั่ง 1 ลูก นำมาฝนกับน้ำส้มสายชู แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็น เมื่อแห้งแล้วให้ทาซ้ำจนหาย (หัว)[3]
  11. หัวใต้ดินมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยในการย่อย (หัว)[1]
  12. ในหัวมันฝรั่งจะมีสารจำพวกเพกทิน (เป็นสารที่พบในผนังเซลล์และเนื้อเยื่อของพืชบางชนิด) ประกอบด้วยกรดกาแล็กทูรอนิก ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกาแล็กโทสเป็นหลัก (ในผลไม้จะมีเพกทินเป็นตัวเชื่อมผนังเซลล์ทำให้แข็งและคงรูป เมื่อผลไม้สุกงอม เพกทินจะสลายตัวเป็นน้ำตาลที่ละลายได้ดี ทำให้ผลไม้นิ่มและเสียรูป) ซึ่งมีประโยชน์ช่วยทำให้การบีบตัวและการคลายตัวของลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น (หัว)[4]
  13. ชาวอิตาลีในสมัยก่อนจะปลูกต้นมันฝรั่งและนำไปต้มหรือเผากิน ครั้นเวลาจะกินก็จะเติมเกลือลงไปด้วยเล็กน้อย ด้วยเชื่อว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นความต้องการทางเพศได้ ทำให้คนที่กินมากจะมีลูกมาก (เรื่องนี้ก็ไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นใดนะครับ) (หัว)[5]
  14. ช่วยถอนพิษที่เป็นอันตรายในตับ (หัว)[4]
  15. ใช้รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ด้วยการใช้น้ำคั้นจากหัวมันฝรั่งนำมาทาบริเวณแผลบ่อย ๆ หรือนำมาตำให้ละเอียดแล้วใช้พอก และให้เปลี่ยนยาหลาย ๆ ครั้ง (หัว)[1],[3]
  16. ใบมีสรรพคุณแก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ในโรคไอ (ใบ)[1]
  17. ช่วยขับน้ำนมของสตรี (หัว)[1]
  18. ชาวเปรูเป็นชาติแรกที่นำมันฝรั่งมาทำเป็นยาพอกกระดูก เมื่อกระดูกหัก (หัว)[3]
  19. นอกจากนี้มันฝรั่งยังอุดมไปด้วยแคลเซียมมีส่งผลดีต่อหัวใจ ช่วยปรับฮอร์โมนและทำให้ระบบภายในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ช่วยในการดูดซึมอาหารได้ดี ป้องกันการบูดเน่าของอาหารภายในลำไส้ ลดอาการบวมและไตอักเสบ (หัว)[4]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของมันฝรั่ง

  • สารสำคัญที่พบ ได้แก่ Barogenin, Chaconine, Erytoxanthin, Glucinol optatolectin, Glucoside, Patatin, Stearic acid, Tuberoside, Zeaxanthin[1]
  • มันฝรั่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ต้านการเป็นพิษต่อตับ ลดคอเลสเตอรอล ลดน้้ำในเลือด[1]
  • Yamakawa และคณะ (1999) ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการทดลอง Sweetpotato พบว่ามีสาร angiotensin converting enzyme ที่ช่วยลดความดันโลหิตสูงและลดไขมันได้[1]
  • Noguchi และคณะ (2007) ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการทดลองสารสกัดจาก Potato snacks จำนวน 1.7 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในหนูถีบจักรทดลอง ผลการทดลองพบว่าสามารถลดความดัน SBP ได้ 35 มิลลิเมตรปรอท และลดไขมันได้[1]
  • จากการทดสอบความเป็นพิษ โดยให้แกะกินส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นมันฝรั่งในขนาด 2.8 กิโลกรัม และ 3.85 กิโลกรัม เป็นระยะเวลา 9 วัน ไม่พบพิษ[1]
  • ในมันฝรั่งจะมีสาร Solanine โดยในมันฝรั่ง 1 กิโลกรัม จะมี Solanine ประมาณ 20-100 มิลลิกรัม โดย Solanine จะมีมากในรากและเปลือกมันฝรั่ง ในมันฝรั่งเปลือกแดงจะมี Solanine มากกว่ามันฝรั่งเปลือกเหลือง และมันฝรั่งดิบจะมี SOlanine มากกว่ามันฝรั่งสุก นอกจากนี้มันฝรั่งเมื่อโดนแสงแดดเปลือกจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียว และทำให้ปริมาณของ Solanine เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย[3]
  • เฉพาะในเนื้อของมันฝรั่งที่มีรากงอกออกมาหรือเปลือกเปลี่ยนเป็นสีเขียวจะมีปริมาณของ Solanine น้อย เมื่อกินแล้วจะไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าหากมีปริมาณของ Solanine เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติเป็น 4-5 เท่า หรือมากกว่า 0.4 กรัมต่อกิโลกรัม เมื่อกินแล้วจะเกิดอาการเป็นพิษได้ แต่ก็ไม่ถึงกับตาย และเคยมีรายงานว่า เด็กที่กินมันฝรั่งที่เปลือกเปลี่ยนเป็นสีเขียวจะทำให้เกิดอาการกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบถึงตาย[3]

Credit : สรรพคุณของผักโขม และมันฝรั่ง นำมาจาก เว็บไซต์เมดไทย (Medthai)

เรื่องน่าสนใจ