Taking too long? Close loading screen.
ค้นหา
Generic filters

บททบทวนธรรม

ที่มาของบททบทวนธรรม

บททบทวนธรรม เป็นองค์ความรู้แห่งพลังผาสุก บริสุทธิ์ ผ่องใส ไร้ทุกข์ ไร้กังวล เริ่มต้นจากพระพุทธเจ้าแล้วกระจายไปสู่มวลมนุษยชาติเป็นอุดมมงคล

บททบทวนธรรมเป็นบทที่ผู้เขียนได้กลั่นออกมาจากคำตรัสของพระพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์ในพระไตรปิฎก เมื่อผู้เขียนได้ศึกษาพระไตรปิฎก ได้เรียนรู้จากครูบาอาจารย์และพากเพียรปฏิบัติตามแล้วก็ได้สภาวธรรม ได้ความจริงที่เป็นพลังผาสุกผ่องใสที่สุดในโลก อันเกิดจากการรู้ความจริงตามความเป็นจริงจนถึงขั้นที่สามารถดับกิเลสดับเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงได้เป็นลำดับ จนเกิดพลังผาสุกผ่องใสอันเลิศยอดที่สุดในโลก

ผู้เขียนได้เข้าใจสภาวะว่าเป็นอย่างไร และได้กลั่นออกมาเป็นภาษาที่เข้าใจได้ง่ายๆ สามารถตรวจสอบได้ว่าสอดคล้องกับพระไตรปิฎกเล่มใดข้อใด แม้ถ้อยคำจะไม่ได้ตรงกันทีเดียว แต่เนื้อหาสาระเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นดังที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เวลาเราไปอยู่ที่ไหนเมืองไหน เราก็ใช้คำของคนในเมืองนั้น ให้คนในเมืองนั้นเข้าใจได้ง่าย ก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

หากผู้ใดได้พยายามทบทวนธรรมอย่างเข้าใจความหมาย เนื้อหาสาระให้ได้ทุกวัน พิจารณาทบทวนซ้ำ ๆ อย่างเข้าใจความหมายจากคำเดิมๆ ทบทวนทุกๆ วัน อย่างรู้เพียรรู้พัก ชัดเจนกับทุกกรรมกิริยาอาการทางกายวาจาใจและผลสืบเนื่องในทุกๆ คำ ทุกๆ ประโยค ก็จะพบกับปาฏิหาริย์ คือ ผู้ทบทวนธรรม จะมีปัญญามากขึ้นทุกวันๆ มากขึ้นกว่าภาษาที่เราทบทวน จะมีญาณปัญญามากขึ้น นำไปใช้ในการพัฒนาฝึกฝนต่อยอดสู่ความเป็นพุทธะ (ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันใดที่ผู้ใด มีความทุกข์ใจ ทุกข์กาย หรือทุกข์เดือดร้อนจากสิ่งใดๆ ก็ตาม ลองเอาบททบทวนธรรมมาปฏิบัติที่กายวาจาใจดูถ้าปฏิบัติได้ถูกตรง ท่านจะพบว่าปัญหาทุกปัญหานั้นจะคลี่คลายออกไปเรื่อยๆ ปัญหาจะเบาบาง จะคลี่คลายไปเรื่อยๆ อย่างมหัศจรรย์ ยิ่งถ้าเราทบทวนเป็นประจำทุกวัน ก็จะเพิ่มพลังบุญกุศลในชีวิตของเรา ถ้าทบทวนอย่างเข้าใจ แล้วเอามาปฏิบัติกายวาจาใจของเราให้ถูกตรง ก็จะทำให้ปัญญาแตกฉานในการทำลายทุกข์ ในการเพิ่มความผาสุกในชีวิตของเรา ทุกข์จากอะไรก็แล้วแต่ ธรรมะนี้คือปัญญาหรือคาถาดับทุกข์

 

วันใดที่ทุกข์ การได้ทบทวนธรรม โดยพยายามทำความเข้าใจความหมายที่ถูกต้องในบททบทวนธรรมนี้ ให้เข้าไปในจิต ทบทวนหัวข้อแล้วพยายามทำความเข้าใจว่าหมายถึงอะไร มีเนื้อหาอย่างไร การทบทวนซ้ำ ๆ จะสามารถทำลายกิเลสความติดยึดที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ได้ นี้คือ ปัญญาที่ใช้ในการพัฒนาจิตวิญญาณเพื่อความผาสุกของเราและมวลมนุษยชาติ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “การทบทวนธรรม การตรึกตรองใคร่ครวญธรรม เป็นเหตุแห่งการหลุดพ้นจากกิเลสทุกข์” พิจารณาด้วยอิทธิบาท (ความยินดี เต็มใจ พอใจ) พิจารณาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นว่ากิเลสทุกข์จะสลายไปตอนไหน เมื่อพลังแห่งการพิจารณาดังกล่าวมีมากพอถึงขั้นเป็นพลังเผาทำลายกิเลสทุกข์ได้ กิเลสทุกข์ก็จะสลายตายไปด้วย
ความเต็มใจ

บททบทวนธรรม เป็นบทที่กลั่นออกมาจากพระไตรปิฎก ซึ่งคำบางคำที่พระพุทธเจ้าตรัส ถ้าไม่เข้าใจสภาวะจริง ๆ จะเข้าใจยาก อธิบายยาก ผู้เขียนจึงเอามาแปลเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อจะได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ง่าย ได้ดี ได้เร็ว

บททบทวนธรรมนี้ทำให้

  1. ปัญญามากขึ้นทุกวันๆ มีญาณปัญญาแตกฉานในการทำลายทุกข์ เพิ่มความผาสุกในชีวิต
  2. ปัญหาทุกปัญหา จะคลี่คลาย เบาบาง

ธรรมะนี้คือปัญญาดับทุกข์ คือคาถาดับทุกข์ วันใดที่ทุกข์ สามารถทำลายกิเลสความติดยึดที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ได้ นี่คือ ปัญญาที่ใช้ในการพัฒนาจิตวิญญาณให้ดีงามและผาสุกที่สุดในโลก จึงเป็นสิ่งที่แต่ละชีวิตจะได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนให้มีคุณค่าและผาสุกสืบไป

ดาวน์โหลดหนังสือ

วีดีโอ

บททบทวนธรรม 21 ข้อ

บททบทวนธรรม 165 ข้อ

1. เรื่องการเข้าใจผิดของเรากับผู้อื่น
เราต้องระลึกรู้ว่า มันคือวิบากกรรมเขา วิบากกรรมเรา
แก้ไขได้ด้วยการทำดี ไม่มีถือสาไปเรื่อย ๆ
แล้ววันใดวันหนึ่งข้างหน้า ในชาตินี้ หรือชาติหน้า หรือชาติอื่น ๆ สืบไป
ความเข้าใจผิดนั้นก็จะหมดไปเอง

2. เราต้องรู้ว่า แต่ละคนมีฐานจิตแตกต่างกัน
เราจึงควรประมาณการกระทำ
ให้เหมาะสมกับฐานจิตของเรา และฐานจิตของผู้อื่น
“คิดดี พูดดี ทำดีไว้ก่อน” ดีที่สุด

3. นับ 1 ที่เรา เริ่มต้นที่เรา ทำความดีที่เรา
นี่คือเส้นทางเพื่อการพึ่งตนและช่วยคนให้พ้นทุกข์

4. ต้องกล้าในการทำสิ่งดี ละอายและเกรงกลัวในการทำสิ่งชั่ว ชีวิตจึงจะพ้นทุกข์ได้

5. ชีวิตที่ไม่ได้หยุดชั่ว ไม่ได้ทำดี ไม่ได้ทำจิตใจให้ผ่องใส
คือชีวิตที่ผิดพลาด คือชีวิตที่ขาดทุน คือชีวิตที่สูญเปล่า

6. การกระทำเดียวกัน มีเหตุผลในการกระทำกว่าล้านเหตุผล
ต้องระวัง “อคติ หรือ ความเข้าใจผิด จากการคาดเดาที่ผิดของเรา”

7. หลัก 5 ข้อ ที่นำพาชีวิต พ้นจากนรกตลอดกาลนาน
อย่าทายใจผู้อื่น อย่าใส่ร้ายผู้อื่น อย่าโกหกผู้อื่น อย่าชิงชังผู้อื่น อย่าเบียดเบียนผู้อื่น

8. สิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่เราทำมา ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับ โดยที่เราไม่เคยทำมา

9. ถ้าเรายังไม่เข้าใจคนอื่น แสดงว่าเรายังไม่เข้าใจตนเอง

10.  เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเรา ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอย่างยุติธรรมเสมอ
เพราะเราเคยทำเช่นนั้นมามากกว่านั้น เมื่อได้รับแล้วก็หมดไป เราก็จะโชคดีขึ้น

11. สิ่งที่สร้างผลทุกวินาทีให้กับชีวิต คือ วิบากกรรม

12. วิบากกรรมมีจริง ทำอะไร ได้ผลอะไร ก็เกิดจากการกระทำของเราเองทั้งหมด
เจอเรื่องดีเพราะทำดีมา เจอเรื่องไม่ดีเพราะทำไม่ดีมา
ทั้งในปัจจุบันและอดีต สังเคราะห์กันอย่างละ 1 ส่วน

13. ไม่มีใครทำดีกับเราได้ นอกจากตัวเราเอง
ไม่มีใครทำร้ายเราได้ นอกจากตัวเราเอง
เราเป็นทายาทของกรรม
เรามีกรรมเป็นกำเนิด
เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
เราจักทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม
เราจักได้รับผลของกรรมนั้นอย่างแน่นอน
ไม่มีอะไรดลบันดาลสิ่งดีสิ่งร้ายให้เราได้
นอกจากวิบากดีร้ายของเราเท่านั้น
ที่ดลบันดาลสิ่งดีสิ่งร้ายให้เราได้
เราทำดีก็ได้รับผลดี เราทำชั่วก็ได้รับผลชั่ว

14. ไม่มีชีวิตใดหนีพ้นอำนาจแห่งกรรมไปได้
ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว

15. มาตลีเทพสารถี คือวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต
เราทำดี มาตลีเทพสารถี ก็จะพาไปสวรรค์ คือ สุข สงบ เบา สบาย ได้สิ่งดี
เราทำชั่ว มาตลีเทพสารถี ก็จะพาไปนรก คือ ทุกข์ เร่าร้อน เดือดเนื้อ ร้อนใจ ได้สิ่งร้าย

16. มาตลีเทพสารถี คือ วิบากดีร้ายที่สร้างสิ่งดีร้ายให้ชีวิต
เป็นสิ่งเตือนสิ่งบอกว่า
อะไรเป็นกิเลสเป็นโทษ ให้ลดละเลิก
อะไรเป็นบุญกุศล เป็นประโยชน์ ให้เข้าถึง
อะไรเป็นโทษ ให้เว้นเสีย

17. เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่าง
ให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะพึงทำได้
ให้โลกและเราได้อาศัย
ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น

18. เราทำดีด้วยการช่วยไม่ให้คนอื่นทำผิดได้ “ก็ช่วย”
แล้ว “วาง” ให้เป็นไปตามวิบากดีของเขา
“ช่วยไม่ได้” ก็ “วาง” ให้เป็นไปตามวิบากร้ายของเขา
เมื่อเขาเห็นทุกข์จนเกินทน จึงจะเห็นธรรม
แล้วจะปฏิบัติธรรมสู่ความพ้นทุกข์

19. สิ่งที่มองไม่เห็น
ที่ทำหน้าที่สร้างสิ่งที่มองเห็น และสิ่งที่เป็นอยู่ทุกอย่าง ในชีวิตของคน
คือ พลังวิบากดีร้าย ที่เกิดจากการกระทำทางกาย หรือวาจา หรือใจของผู้นั้น
ในอดีตชาติ และชาตินี้ สังเคราะห์กันอย่างละหนึ่งส่วน

20. เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเรา
โลกนี้ไม่มีใครผิดต่อเรา เราเท่านั้นที่ผิดต่อเรา
คนอื่นที่ทำไม่ดีนั้น เขาผิดต่อตัวเขาเองเท่านั้น
และเขาก็ต้องได้รับวิบากร้ายนั้นเอง
เขาจึงไม่ได้ผิดต่อเรา แต่เขานั้นผิดต่อตัวเขาเอง
ถ้าเรายังเห็นว่า คนที่ทำไม่ดีกับเรา เป็นคนผิดต่อเรา
แสดงว่า เรานั่นแหละผิด
อย่าโทษใครในโลกใบนี้
ผู้ใดที่โทษผู้อื่นว่าผิดต่อตัวเรา จะไม่มีทางบรรลุธรรม
นี่คือคนที่ไม่ยอมรับความจริง เพราะไม่เข้าใจเรื่อง “กรรม” อย่างแจ่มแจ้งว่า
“ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุกคนได้รับ
ล้วนเกิดจากการกระทำของตนเองเท่านั้น
เมื่อรับผลดีร้ายจากการกระทำแล้ว ผลนั้นก็จบดับไป
และสุดท้ายเมื่อปรินิพพาน ทุกคนก็ต้องสูญจากทั้งดีและร้ายไป
ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของใคร เพราะสุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องดับไป
จึงไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น ไม่ต้องทุกข์กับอะไร”

21. การได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเรา
เป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่า ที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลส
คือ ความหลงชิงชังรังเกียจ หลงยึดมั่นถือมั่นในใจเรา
และทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา

22. ถ้าใครมีปัญหาหรือความเจ็บป่วยในชีวิต ให้ทำความดี 4 อย่างนี้
ด้วยความยินดี จริงใจ จะช่วยให้ปัญหาหรือความเจ็บป่วย ลดลงได้เร็ว
1) สำนึกผิด หรือยอมรับผิด
2) ขอรับโทษ เต็มใจรับโทษ หรือขออโหสิกรรม
3) ตั้งจิตหยุดสิ่งที่ไม่ดีอันนั้น
4) ตั้งจิตทำความดีให้มาก ๆ
คือ ลดกิเลสให้มาก ๆ เกื้อกูลผองชนและหมู่สัตว์ให้มาก ๆ

23. ความดีจะติดตามเรา เหมือนเงาตามตัว
ความชั่วจะติดตามเรา เหมือนล้อเกวียนตามรอยเท้าโคฉันนั้น

24. การกระทำทางกายวาจาใจที่ดีงาม คือกำแพงความดีที่คุ้มครองชีวิตเรา
ทั้งในชาตินี้ ชาติหน้า และชาติอื่นๆ สืบไป

25. เมื่อเกิดทุกข์ใจ ทุกข์กาย เรื่องร้ายเข้ามาในชีวิต
เขามาเพื่อ ให้เราได้ชดใช้ ให้เราไม่ประมาท
ให้เราเพิ่มอริยศีล ให้เราได้สำนึก ให้เราได้หมดวิบาก

26. การพิจารณาเพื่อปราบมาร คือ ความกลัว เวลาเจ็บป่วย หรือ พบเรื่องร้าย
จะทำให้ดับทุกข์ใจ ทุกข์กาย และเรื่องร้าย ได้ดีที่สุด
คือ ทำใจว่า
โชคดีอีกแล้ว ร้ายหมดอีกแล้ว
รับเต็ม ๆ หมดเต็ม ๆ
เจ็บ…ก็ให้มันเจ็บ
ปวด…ก็ให้มันปวด
ทรมาน…ก็ให้มันทรมาน
ตาย…ก็ให้มันตาย
เป็นไงเป็นกัน รับเท่าไหร่ หมดเท่านั้น
เรา…แสบ…สุดๆ
มัน…ก็ต้องรับ…สุดๆ
มัน…จะได้หมดไป…สุดๆ
เรา…จะได้เป็นสุข…สุดๆ
เพราะสุดท้ายทุกอย่างก็ดับไป ไม่มีอะไรเป็นของใคร
จะทุกข์ใจไปทำไม ไม่มีอะไรต้องทุกข์ใจ
“เบิกบาน แจ่มใส ดีกว่า”

27. เทคนิคทำใจให้หายโรคเร็ว คือ
อย่าโกรธ อย่ากลัวเป็น อย่ากลัวตาย อย่ากลัวโรค อย่าเร่งผล อย่ากังวล
อย่าโกรธ คือ
เราหรือใครได้รับอะไร
ผู้นั้น ทำมา ส่งเสริมมา เพ่งโทษ ถือสา ดูถูก ชิงชัง หรือ ไม่ให้อภัย สิ่งนั้นมา
เราหรือใครทำอะไร ผู้นั้นต้องไปรับผล จากการกระทำนั้น
ทุกคนล้วนอยากสุข อยากสมบูรณ์
ไม่มีใครอยากทุกข์ อยากพร่อง
ที่ยังทุกข์ ยังพร่อง เพราะไม่รู้
หรือรู้แต่ยังทำไม่ได้
ไม่รู้ เพราะมีวิบากร้ายกั้นอยู่
หรือรู้ แต่ยังทำไม่ได้
หรือ เพียรเต็มที่แล้ว แต่ยังมีวิบากร้ายกั้นอยู่
เราทำดีสุดแล้ว พอใจทุกเรื่องให้ได้
แล้วเพียรทำดีต่อไป ด้วยใจไร้ทุกข์
อย่ากลัวเป็น อย่ากลัวตาย คือ
ตาย…ก็ไปเกิดใหม่ จะทำดีต่อ
อยู่…ก็ทำหน้าที่ต่อไป จะทำดีต่อ
อย่ากลัวโรค คือ
โรคไม่หายตอนเป็น ก็หายตอนตาย
เราสู้กับโรค
เรามีแต่ชนะกับเสมอเท่านั้น
โรคหาย เราก็ชนะ
ถ้าโรคไม่หาย เราตาย โรคก็ตาย ก็เสมอกัน! ! !
สูตรแก้โรค คือ
ใจไร้ทุกข์ ใจดีงาม รู้เพียรรู้พัก สมดุลร้อนเย็น หรือใช้สิ่งที่รู้สึกสบาย
อย่าเร่งผล คือ
หายเร็วก็ได้ หายช้าก็ได้
หายตอนเป็นก็ได้ หายตอนตายก็ได้
หายตอนไหน ช่างหัวมัน
อย่ากังวล คือ
ทำดีที่ทำได้ ไม่วิวาท อย่างรู้เพียรรู้พัก ให้ดีที่สุด
ล้างความยึดมั่นถือมั่น ให้ถึงที่สุด
สุขสบายใจไร้กังวลที่สุด
ดีที่ทำได้ ไม่วิวาท คือเส้นทางทำดีนั้น
ไม่ปิดกั้นเกิน ไม่ฝืดฝืนเกิน
ไม่ลำบากเกิน ไม่ทรมานเกิน
ไม่เสียหายเกิน ไม่แตกร้าวเกิน
ไม่เสี่ยงเกิน

28. ความกลัว กังวล ระแวง หวั่นไหว ทำให้เป็นได้ทุกโรค
ใจไร้ทุกข์ ใจดีงาม เป็นสิ่งที่มีฤทธิ์มากที่สุด
ที่ทำให้หายหรือทุเลาจากโรค
เป็นยารักษาโรคที่มีฤทธิ์เร็วและแรงที่สุดในโลก

29. วิธีการ 5 ข้อ
ในการแก้ปัญหาทุกปัญหาในโลก คือ
1) คบและเคารพมิตรดี
2) มีอริยศีล
3) ทำสมดุลร้อนเย็น
4) พึ่งตน
5) แบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์

30. ตัวชี้วัดว่า วิธีนั้นถูกกันกับผู้นั้น ทำให้สุขภาพดี
คือ สบาย เบากาย มีกำลัง เป็นอยู่ผาสุก
ตัวชี้วัดว่า วิธีนั้นไม่ถูกกันกับผู้นั้น ทำให้เสียสุขภาพ
คือ ไม่สบาย ไม่เบากาย ไม่มีกำลัง ไม่ผาสุก หรือทุกข์ทรมาน

31. ตัวชี้วัดว่า อาหารสมดุลร้อนเย็น เป็นประโยชน์
ทำให้มีโรคน้อย มีทุกข์น้อย
คือ เบาท้อง สบาย เบากาย มีกำลัง อิ่มนาน
ตัวชี้วัดว่า อาหารไม่สมดุลร้อนเย็น เป็นโทษ
ทำให้มีโรคมาก มีทุกข์มาก
คือ ไม่เบาท้อง ไม่สบาย ไม่เบากาย ไม่มีกำลัง หิวเร็ว

32. หลักการทำดีอย่างมีสุข 6 ข้อ
1) รู้ว่าอะไรดีที่สุด
2) ปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด
3) ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น แล้วลงมือทำให้ดีที่สุด
4) ยินดีเมื่อได้ทำให้ดีที่สุดแล้ว
5) ไม่ติดไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ดีที่สุด
6) นั่นแหละ คือสิ่งที่ดีที่สุด

33. ทำดีเต็มที่ทุกวัน ก็สุขใจเต็มที่ได้ทุกวัน
ได้เท่าไหร่ พอใจเท่านั้น พอใจเมื่อไหร่ ก็สุขใจเมื่อนั้น

34. ทำดีให้มาก ๆ
เพื่อจะให้ดีชิงออกฤทธิ์แทนร้าย ที่เราเคยพลาดทำมา ในชาตินี้หรือชาติก่อน ๆ
จะได้มีดีไว้ใช้ในปัจจุบันและอนาคต ในชาตินี้และชาติอื่น ๆ สืบไป

35. ยึดอาศัย “ดี” ที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง” “นั้นดี”
แต่ยึดมั่นถือมั่นว่า ต้องเกิด “ดี” ดั่งใจหมาย
ทั้งๆ ที่องค์ประกอบเหตุปัจจัย ณ เวลานั้น
“ไม่สามารถทำให้ดีนั้นเกิดขึ้นได้จริง” “นั้นไม่ดี”

36. จงทำดีเต็มที่ เหนื่อยเต็มที่ สุขเต็มที่ ไม่มีอะไรคาใจ ไม่เอาอะไร
คือสุดยอดแห่ง “ความอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส”

37. ปัญหาทั้งหมดในโลก เกิดจาก คน…โง่…กว่ากิเลส

38. กิเลส โลภ โกรธ หลง
เป็นสิ่งที่คนโง่ คนชั่ว คนทุกข์ คนบ้า หวงแหนที่สุดในโลก!!!

39. วิธีแก้ปัญหาทุกปัญหาในโลก คือ ลดกิเลส เหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง
ลดกิเลสลดทุกปัญหา
เพิ่มกิเลสเพิ่มทุกปัญหา

40. วิธีแก้ปัญหาง่ายนิดเดียว อันไหนแก้ได้ก็แก้ แก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องแก้

41. สุขจากกิเลส คือ ทุกข์ที่บรรเทาชั่วคราว เหมือนได้เกาขี้กลาก
บวก วิบากร้าย ไม่สิ้นสุด เลิกซะ!!!

42. ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง ได้พลังสุดๆ ได้สุขสุดๆ
ยินดีในความชอบชัง เสียพลังสุดๆ ได้ทุกข์สุดๆ

43. ทำร้ายเขามาตั้งมากตั้งมาย
ยังมีหน้ามาโกรธมาเกลียดเขาอีก มันชั่วเกินไปแล้วเรา

44. ทีทำชั่ว ยังมีเวลาทำ
ทีทำดี ทำไมไม่มีเวลาทำ

45. อยากได้สิ่งใด จงคิดสิ่งนั้นกับผู้อื่น

46. เกิดอะไร จงท่องไว้ “กู-เรา-ฉัน” ทำมา

47. เมื่อมีเรื่องไม่ชอบใจ ไม่เข้าใจ
แล้วเกิดคำถามว่า ทำไมๆๆ
ให้ตอบว่า ทำมาๆๆ

48. คนที่แพ้ไม่ได้ พลาดไม่ได้ พร่องไม่ได้
ทุกข์ตายเลย “โง่ที่สุด”
คนที่แพ้ก็ได้ ชนะก็ได้
พลาดก็ได้ ไม่พลาดก็ได้
พร่องก็ได้ ไม่พร่องก็ได้
สบายใจจริง “ฉลาดที่สุด”

49. ถามว่า ตั้งใจทำดี ทำไมได้แค่นี้
ตอบว่า เพราะทำชั่วมามาก
ถามว่า มากแค่ไหน
ตอบว่า หาที่ต้นที่สุดไม่ได้
ถามว่า แล้วจะทำอย่างไร
ตอบว่า อดทน รอคอย ให้อภัย ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ

50. อดีตที่ผิดพลาด ให้สำนึก
ปัจจุบันที่ผิดพลาด จากกิเลส หรือจากการกระทำที่ไม่พอเหมาะ ให้แก้ไข

51. ทำดีเต็มที่ทุกวัน ก็สุขใจเต็มที่ได้ทุกวัน

52. เก่งอริยศีลเป็นสุข ไม่เก่งอริยศีลเป็นทุกข์
อยากเป็นสุข จงติเตียนการผิดอริยศีล จงยกย่องการถูกอริยศีล

53. ศีล คือไม่เบียดเบียนตนเอง คนอื่น สัตว์อื่น
เป็นประโยชน์ ต่อตนเอง ต่อคนอื่น ต่อสัตว์อื่น

54. วิธีตั้งอริยศีล คือ
ให้เลิกในสิ่งที่ชอบแบบยึดมั่นถือมั่น (ล้างชอบ)
ให้ชอบในสิ่งที่ชังแบบยึดมั่นถือมั่น (ล้างชัง)

55. อย่าดื้อต่อศีล ดื้อต่อศีล
ทำให้ทุกข์หนัก ทุกข์หนักมาก ทุกข์หนักที่สุด

56. ทุกเสี้ยววินาที ทุกอย่างไม่เที่ยง
อย่ายึดมั่นถือมั่น
ต้องพร้อมรับ พร้อมปรับ พร้อมเปลี่ยน ตลอดเวลา

57. สมบูรณ์และทันใช้ ดีที่สุด
พร่องแต่ทันการณ์ ดีกว่าสมบูรณ์แต่ไม่ทันใช้
สมบูรณ์แต่ไม่ทันใช้ ไม่มีประโยชน์อะไร
เร็วและพร่อง แล้วเกิดผลดีมากกว่าผลเสีย นั้นดี
แต่เกิดผลเสียมากกว่าผลดี นั้นไม่ดี
ช้าและสมบูรณ์ แล้วเกิดผลดีมากกว่าผลเสีย นั้นดี
แต่เกิดผลเสียมากกว่าผลดี นั้นไม่ดี

58. เย่ ๆ ๆ ดีใจจัง ไม่ได้ดั่งใจ
(วิบากหมด กิเลสตาย ได้กุศล)
แย่ ๆ ๆ ซวยแน่เรา เอาแต่ใจ
(วิบากเพิ่ม กิเลสพอก งอกอกุศล)

59. เย่ ๆ ๆ ไม่หวั่นไหว ใจเป็นสุข

60. ใจที่เป็นสุข สุขที่สุดในโลก
ใจที่เป็นทุกข์ ทุกข์ที่สุดในโลก

61. “ให้” แล้วคิดที่จะไม่เอาอะไรจากใคร…ให้ได้…
(กล่าวทั้งหมด 3 ครั้ง)

62. รวมพลัง พวธ.
(ขานรับว่า) พลัง พวธ. (กล่าวทั้งหมด 3 ครั้ง)
(พร้อมกัน) คิดดี พูดดี ทำดี เสนอดี สลายอัตตา สามัคคี นี้ผาสุก เย่

63. ยินดี พอใจ ไร้กังวล

64. ความสุขของชีวิตอยู่ที่ความพอ สุขอยู่ที่พอ พออยู่ที่ใจ
พอเมื่อไหร่ก็สุขเมื่อนั้น ไม่พอเมื่อไหร่ก็ทุกข์เมื่อนั้น

65. สุขทุกข์ทางใจ แรงเท่ากับ ดินทั้งแผ่นดิน
สุขทุกข์ทางกาย แรงเท่ากับ ฝุ่นปลายเล็บ

66. กายนี้มีไว้ เพื่อดับทุกข์ใจ เท่านั้น
กิจอื่น…นอกจากนี้…ไม่มี…

67. สิ่งที่ดีที่สุดในโลก คือ
คบและเคารพมิตรดี ไม่โทษใคร ใจไร้ทุกข์
ทำดีเรื่อยไป ใจเย็นข้ามชาติ

68. ไม่คบไม่เคารพมิตรดี ไม่มีทางพ้นทุกข์

69. พร้อมสู้อุปสรรคอย่างเบิกบาน
ไม่ทรมานจนเบิกบูด
ไม่หย่อนยานจนย่ำแย่

70. ตั้งตนอยู่บนความลำบากที่ไม่ทรมานเกิน
คือ หนทางแห่งการพึ่งตนและช่วยคนให้พ้นทุกข์

71. ปัญหาและอุปสรรค ไม่เคยหมดไปจากโลก
มีแต่ทุกข์ใจเท่านั้นที่หมดไปจากเราได้

72. ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทุกข์ใจ
ความทุกข์ใจ ไม่ได้แก้ปัญหา มีแต่เพิ่มปัญหา
สุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องดับไป
จะทุกข์ใจไปทำไม เบิกบานแจ่มใสดีกว่า

73. เมื่อเรามุ่งหมายและพยายามหยุดชั่ว
มุ่งหมายให้เกิดดี และพยายามทำดีอย่างเต็มที่แล้ว
ยอมหรือกล้า ให้เกิดสิ่งเลวร้ายสุดๆ ทุกเรื่องให้ได้
ชีวิตก็ไม่มีอะไรทุกข์ใจ

74. ให้ตรวจดูว่า ในชีวิตเรา
ยังมีเรื่องอะไรที่เกิดขึ้น หรือเสียหายแล้ว ทำให้ใจเราเป็นทุกข์ได้
ถ้ามีอยู่ แสดงว่า ยังมีกิเลสเหตุแห่งทุกข์อยู่
ให้กำจัดกิเลสความยึดมั่นถือมั่นนั้นเสีย

75. ถ้าเราดับทุกข์ใจได้ ก็ไม่มีทุกข์อะไรที่ดับไม่ได้

76. ความสำเร็จของงาน ไม่ไช่ความสำเร็จของงาน
ความสำเร็จของใจ คือความสำเร็จของงาน
ใจที่ไร้ทุกข์ ใจที่ยินดี ใจที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า
งานจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เมื่อเราได้พยายามทำเต็มที่แล้ว
เพราะเข้าใจเรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง

77. ระวัง!!! กิเลส!!!
มักจะหลอกให้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่สำคัญยิ่งๆ ขึ้นไป

78. ความสมบูรณ์ หรือความสำเร็จของกิจกรรมการงาน
คือ ความลวง ลวงให้ยึด ลวงให้ทุกข์
ส่วนความสำเร็จของใจที่พ้นทุกข์ พ้นความยึดมั่นถือมั่น
คือ ความจริง

79. ดีทางโลก 10 ระดับ
ดีระดับ 10 เป็นความลวง
ส่วนดีระดับ 11 คือ ความจริง
เป็นดีทางธรรม
เป็นความพ้นทุกข์
จากความไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า
ดีทางโลกจะเกิดมากน้อยแค่ไหน
เมื่อได้มุ่งหมายให้เกิดดีระดับ 10
และพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว

80. เมื่อได้มุ่งหมายให้เกิดดี และพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว
แต่ดีนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่สำเร็จดังใจหมาย
กิเลสมักจะหลอกบอกว่า
ถ้าไม่สมบูรณ์ ไม่สำเร็จ จะเสียหาย จะไม่สบายใจ
เป็นความลวง!!!
ให้ใช้ปัญญาหักลำกิเลส
โดยบอกกับกิเลสว่า
ถ้าได้มากกว่านี้ ถ้าสมบูรณ์หรือสำเร็จกว่านี้ จะเสียหาย!!!
เพราะในขณะนั้น
ยังไม่ใช่เวลาที่จะได้มากกว่านี้ ยังไม่ใช่เวลาที่จะสมบูรณ์หรือสำเร็จกว่านี้
ในครั้งนั้น
ไม่สมบูรณ์ ไม่สำเร็จ จะดีที่สุด ยุติธรรมที่สุด
ตามกุศลอกุศลของเราและคนที่เกี่ยวข้อง

81. เหนือความเก่ง คือ วิบากร้าย

82. จงฝึกอยู่กับความเป็นจริงของชีวิตที่พร่องอยู่เป็นนิตย์
อย่างผาสุกให้ได้

83. ความยึดมั่นถือมั่น จะทำให้เกิด
ความพร่อง ความพลาด ความทุกข์

84. ล้างความยึดมั่นถือมั่นของใจได้สำเร็จ
คือ ความสำเร็จที่แท้จริง

85. จงเบิกบาน… เบิกบาน… และเบิกบาน…
จงเบิกบาน…อย่างเป็นอมตะธรรม

86. แพทย์วิถีธรรม ลดโรค ลดยา ลดค่าใช้จ่าย ลดทุกข์

87. แต่ละชีวิตจะมีสภาพ
ทุกข์เท่าที่โง่ โง่เท่าที่ทุกข์
โกรธเท่าที่โง่ โง่เท่าที่โกรธ
โลภเท่าที่โง่ โง่เท่าที่โลภ
ยึดเท่าที่โง่ โง่เท่าที่ยึด
กลัวเท่าที่โง่ โง่เท่าที่กลัว
ชั่วเท่าที่โง่ โง่เท่าที่ชั่ว
ไม่ทุกข์เท่าที่ฉลาด ฉลาดเท่าที่ไม่ทุกข์
ไม่โกรธเท่าที่ฉลาด ฉลาดเท่าที่ไม่โกรธ
ไม่โลภเท่าที่ฉลาด ฉลาดเท่าที่ไม่โลภ
ไม่ยึดเท่าที่ฉลาด ฉลาดเท่าที่ไม่ยึด
ไม่กลัวเท่าที่ฉลาด ฉลาดเท่าที่ไม่กลัว
ไม่ชั่วเท่าที่ฉลาด ฉลาดเท่าที่ไม่ชั่ว

88. คนลดกิเลส คือคนฉลาด คนดี คนสุข
คนไม่ลดกิเลส คือคนโง่ คนชั่ว คนทุกข์
อยากฉลาด อยากสุข อยากดี ต้องลดกิเลส!!!

89. ในโลกนี้ ไม่มีอะไรเที่ยง
ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้
ไม่มีอะไรที่เรากำหนดได้
นอกจากใจที่ไม่ทุกข์ของเราเท่านั้น

90. วัตถุไม่เที่ยง มีแต่ใจไร้ทุกข์เท่านั้นที่เที่ยง

91. คนโง่ ไม่มีปัญญาที่พาพ้นทุกข์ จะไม่มีศรัทธาและศีลที่ถูกตรง
ส่วนคนที่มีศรัทธาและศีลที่ถูกตรง ก็จะมีปัญญาที่พาพ้นทุกข์
และคนที่มีปัญญาที่พาพ้นทุกข์ ก็จะมีศรัทธาและศีลที่ถูกตรง

92. คนมีปัญญา
จะไม่มีปัญญาหาเหตุผลให้ตน กลัว ชั่ว ทุกข์
แต่จะมีปัญญาหาเหตุผลให้ตน พ้นกลัว พ้นชั่ว พ้นทุกข์
คนไม่มีปัญญา
จะมีปัญญาหาเหตุผลให้ตน กลัว ชั่ว ทุกข์
แต่จะไม่มีปัญญาหาเหตุผลให้ตน พ้นกลัว พ้นชั่ว พ้นทุกข์

93. ในโลกนี้ ไม่มีอะไรสำคัญเท่า
“การดับทุกข์ใจ…ให้ได้”

94. เมื่อเกิดเรื่องที่เรารู้สึกไม่ดี
โดยสัจจะแสดงว่า
เราทำหรือส่งเสริมสิ่งผิดสิ่งไม่ดีมา ในชาตินี้หรือชาติก่อน ๆ
เมื่อทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด
จะเป็นวิบากร้ายใหม่
ที่ทำให้วิบากร้ายเก่าที่รับ
ก็ไม่มีวันหมดเกลี้ยงได้ง่าย ไม่มีวันหมดเกลี้ยงได้เร็ว
แต่จะหมดเกลี้ยงได้ยาก และหมดเกลี้ยงได้ช้า
และวิบากร้ายใหม่ก็จะเพิ่ม อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

95. การไม่ยอมรับผิด ไม่สารภาพผิด
จะเพิ่มฤทธิ์วิบากร้าย
แต่การยอมรับผิด การสารภาพผิด
จะลดฤทธิ์วิบากร้าย และเพิ่มฤทธิ์วิบากดี

96. คนโง่เท่านั้นที่
ไม่ยอมรับผิด ไม่ยอมสารภาพผิด ไม่ยอมสำนึกผิด

97. การยอมรับความจริงตามความเป็นจริงด้วยการ
สำนึกผิด สารภาพผิด ยอมรับผิด
เต็มใจรับโทษ ขอโทษ ขออโหสิกรรม
ตั้งจิตหยุดสิ่งที่ไม่ดี ตั้งจิตทำสิ่งที่ดี
คือลดกิเลสและช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้มากที่สุด
เท่าที่จะทำได้ ด้วยความยินดี จริงใจ
เป็นสุดยอดแห่งพลังความดี
ที่ทำให้ใจไม่ทุกข์
ดันเรื่องร้ายออกไป ได้มากที่สุด
ดูดสิ่งดีเข้ามาสู่ชีวิต ได้มากที่สุด
รับร้ายแล้ว ร้ายก็หมดไป เราก็จะโชคดีขึ้น
ได้เป็นตัวอย่าง และแรงเหนี่ยวนำ ในการปฏิบัติที่ดี ที่ถูกตรง สู่ความพ้นทุกข์
เพื่อประโยชน์สุขที่แท้จริง อันยอดเยี่ยมยั่งยืนที่สุด
ต่อตนและมวลมนุษยชาติ

98. เป้าหมายทุกเรื่อง
ถ้าต้องการให้สำเร็จเร็ว
จง “อย่ายึดมั่นถือมั่น”
ยิ่งยึดยิ่งไม่ได้ ยิ่งไม่ยึดยิ่งได้
ยึดเท่าไหร่ ๆ ก็จะไม่ได้เท่านั้น ๆ
ยิ่งยึดยิ่งพร่อง ยิ่งยึดยิ่งช้า ยิ่งโง่ ยิ่งทุกข์
เพราะยึดคือวิบากร้าย
อยากได้ อย่ายึด ถ้ายึด จะไม่ได้
ยิ่งยึด ยิ่งโง่ ยิ่งซวย
ยิ่งยึด เป้าหมายยิ่งสำเร็จช้า ทั้งทางโลกและทางธรรม
ยิ่งไม่ยึด เป้าหมายยิ่งสำเร็จเร็ว ทั้งทางโลกและทางธรรม
ยึด!!! จะไม่พ้นกลัว จะไม่พ้นทุกข์ จะไม่ได้สุขยั่งยืน
แต่ถ้าไม่ยึด จะพ้นกลัว จะพ้นทุกข์ จะได้ความสุขที่ยั่งยืน

99. ยึดมั่นถือมั่น ทำให้ “ใจเป็นทุกข์”
จะมีวิบากร้ายมาทำลาย
ทำให้ไม่สำเร็จหรือสำเร็จช้า
หรือสำเร็จเร็ว แต่มีเรื่องร้าย
เป็นบาป มีวิบากร้ายเจือ ผลไม่สมบูรณ์
จะสำเร็จความผาสุกทางจิตวิญญาณที่ยอดเยี่ยมยั่งยืนช้าที่สุด
ทำให้เกิดการบาดเจ็บปวดร้าวทางจิตวิญญาณได้มากที่สุด
และเป็นพลังที่ทำให้ตนหรือผู้อื่นทำชั่วได้ทุกเรื่อง

100. ไม่ยึดมั่นถือมั่น
จะทำให้ “ใจเป็นสุข” จะมีวิบากดีมาช่วย
ทำให้สำเร็จได้เร็ว เป็นบุญที่เต็มที่สุด ไม่มีวิบากร้ายเจือ
จะสำเร็จเร็วที่สุด สมบูรณ์ที่สุด
ไม่เกิดการบาดเจ็บปวดร้าวทางจิตวิญญาณ
และเป็นพลังที่ทำให้ตนหรือผู้อื่น
ทำสิ่งดีได้ทุกเรื่องเมื่อถึงเวลาอันควร
เป็นบุญกุศลสูงสุด

101. ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น ให้ได้ “จึงจะได้”

102. ทำตามจริงที่เป็นไปได้จริง ชีวิตก็ไม่มีอะไรทุกข์

103. ทุกข์ย่อมไม่ตกถึง
ผู้ที่เข้าใจ เชื่อ และ ชัด เรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง

104. ผู้ที่เข้าใจ เชื่อ และ ชัด เรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง
จะเอาทุกข์มาแต่ไหน

105. ผู้ที่เข้าใจ เชื่อ และ ชัด เรื่องกรรม
จะไม่ทำชั่ว จะทำแต่ดี
ผู้ที่ไม่เข้าใจ ไม่เชื่อ ไม่ชัด เรื่องกรรม จะทำชั่ว

106. ผู้ที่ยังไม่เข้าใจ ไม่เชื่อ ไม่ชัด เรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง
จะยังโง่อยู่ ชั่วอยู่ ทุกข์อยู่

107. กลัว ชั่ว ทุกข์ คือ โง่

108. กรรมคือความจริง ความจริงคือกรรม
เชื่อชัดเรื่องกรรม คือเชื่อชัดความจริง
เชื่อชัดความจริง จึงจะหลุดพ้นจากทุกข์ได้

109. ความเข้าใจ เชื่อ และชัด เรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง
เป็นรหัสเป็นปัญญาที่จำเป็นที่สุด สำคัญที่สุด มีฤทธิ์ที่สุด
ในการดับทุกข์
ในการคลายความยึดมั่นถือมั่น
ในการเข้าสู่ความผาสุกที่แท้จริง

110. ความเข้าใจ ความเชื่อ และชัด เรื่องกรรมเท่านั้น
จึงจะคลายความยึดมั่นถือมั่นได้

111. ความไม่เข้าใจ ไม่เชื่อ ไม่ชัด เรื่องกรรม
ทำให้ยึดมั่นถือมั่น ทำให้เป็นทุกข์
ส่วนความเข้าใจ เชื่อ ชัด เรื่องกรรม
ทำให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น ทำให้เป็นสุข

112. สุขจากการให้ด้วยใจที่บริสุทธิ์
ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่กว่าการเอา

113. สุขจากการให้ด้วยใจที่บริสุทธิ์
สุขสบายใจที่สุดในโลก เป็นสุขที่สุขที่สุดในโลก

114. คุกที่แท้จริง คือ กิเลส
เป็นทุกข์ตัวแท้ที่คอยกักขังความทุกข์และความชั่วในใจคน

115. ทำดีเต็มที่ทุกครั้ง ก็ “ชนะทุกครั้ง”

116. ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ คือ ชนะโง่ ชนะชั่ว ชนะทุกข์ ในใจเรา

117. ตอนหน้าไม่รู้ ตอนนี้สู้ไม่ถอย
สู้กิเลสอย่างรู้เพียรรู้พัก

118. ทุกอย่างล้มเหลวได้ แต่ “ใจ” ล้มเหลวไม่ได้

119. ปัญหา คือ เครื่องมือฝึกใจที่ดีที่สุดในโลก

120. ปัญหาไม่เคยหมดไปจากชีวิตของเรา
มีแต่ทุกข์เท่านั้น ที่หมดไปจากใจของเรา

121. โจทย์ทุกโจทย์ เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์
เป็นเครื่องมือฝึกจิตของเรา ให้เป็นสุข อย่างถูกต้องตามธรรม

122. สิ่งใดที่เหมือนจริง แต่คิดพูดทำตามแล้ว “ทุกข์”
แสดงว่า “สิ่งนั้นไม่จริง”
แต่สิ่งใดที่เหมือนไม่จริง เมื่อคิดพูดทำตามแล้ว “พ้นทุกข์”
แสดงว่า “สิ่งนั้นจริง”

123. เจอผัสสะไม่ดี ได้โชค 3 ชั้น คือ
ได้เห็นทุกข์
ได้ล้างทุกข์
และได้ใช้วิบาก
ได้ใช้วิบากกรรมที่ไม่ดี ร้ายนั้นก็จะหมดไป ดีก็จะออกฤทธิ์ได้มากขึ้น

124. เกิดเป็นคน ต้องฝึกยิ้มรับสิ่งดีสิ่งร้ายด้วยใจที่เป็นสุขให้ได้

125. อย่าปล่อยเวลาชีวิตให้สูญเปล่าด้วยการ “ไม่ลดกิเลส”

126. คุณค่าและความผาสุกของการเป็นคน
คือ การพึ่งตนและช่วยคนให้พ้นทุกข์

127. แก้ปัญหาทุกข์ของชีวิตเราได้
ก็จะสามารถช่วยแก้ทุกข์ของผู้อื่นได้
ผู้ที่พ้นทุกข์เท่านั้น จึงจะช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ได้
ทำความผาสุกที่ตน ช่วยคนที่ศรัทธา

128. ถ้าเราสอนเขาให้ดีขึ้นไม่ได้
ก็ไม่ต้องสอน!!!
แสดงว่า ณ เวลานั้น
เราไม่ใช่สัตบุรุษของเขา
ก็ให้ “สัตบุรุษของเขา”
หรือให้ “ทุกข์ของเขา”
สอนแทน!!!

129. อย่าไปเสียเวลากับคนกิเลสหนาที่ขุนไม่ขึ้น
เพราะถ้ามัวเสียเวลากับคนกิเลสหนาที่ขุนไม่ขึ้น
มันเป็นวิบากร้าย ต่อตนเองต่อผู้อื่น

130. อย่าแบกชีวิตคนอื่น
อย่าทำผิดหน้าที่ อย่าทำเกินหน้าที่
ถ้าเขาไม่ฟังเรา!!!
ให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็น
ให้เขาทำอย่างที่เขาต้องการจะทำ
ปล่อยวางให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต
ถ้าเราได้พยายาม
บอกแล้ว สอนแล้ว เตือนแล้ว
แต่เขายังไม่ฟัง!!!
เราสอนเขาไม่ได้ แปลว่า
การสอนเขา ไม่ใช่หน้าที่ของเรา
เราไม่ใช่สัตบุรุษของเขา
หน้าที่เราคือ ทำเต็มที่เต็มแรงอย่างรู้เพียรรู้พัก
แล้วปล่อยวางให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต

131. ถ้าชนะ ความโกรธ กลัวเป็น กลัวตาย กลัวโรค เร่งผล กังวล ได้
อย่างอื่น….ง่ายหมด

132. คนที่ทำงานลงตัวตลอด ไม่มีปัญหาใด ๆ
คือ คนที่ซวยที่สุดในโลก

133. อุปสรรคและปัญหา คือ ชีวิตชีวา

134. กุศลาธัมมา อกุศลาธัมมา
แปลว่า “ชีวิต!!! เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย เดี๋ยวก็สมใจ เดี๋ยวก็ไม่สมใจ”
ตราบใดยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ปรินิพพาน
จะได้รับแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่สมใจ อย่างเดียว เป็นไปไม่ได้
จะได้รับแต่สิ่งร้าย สิ่งไม่สมใจ อย่างเดียว เป็นไปไม่ได้
จะได้รับทั้งสองสิ่งเป็นธรรมดา
ในเมื่อทุกชีวิตล้วนเคยทำดีมาและเคยพลาดทำไม่ดีมาหาที่ต้นที่สุดไม่ได้
จึงมีวิบากร้ายกองมหึมามาไล่ล่าชีวิตทุกชีวิตตลอดเวลา

135. โลกนี้ มีสิ่งดีให้เราได้อาศัย มีอุปสรรคให้เราได้ฝึกฝน
มีอุปสรรคให้เราได้ใช้วิบาก มีอุปสรรคให้เราได้ล้างทุกข์ใจ

136. ชีวิตที่ลงตัว คือชีวิตที่มีแต่ความเสื่อม
ชีวิตที่ไม่ลงตัว คือชีวิตที่มีแต่ความเจริญ

137. เวลาชีวิตมีน้อยนัก สั้นนัก
อย่าปล่อยเวลาชีวิตให้สูญเปล่า
จงละบาป บำเพ็ญกุศล และ
ยินดี พอใจ เต็มใจ สุขใจ มีชีวิตชีวา
ในทุกเสี้ยววินาทีของชีวิต

138. จงเผชิญกับปัญหาอุปสรรคที่มีอยู่คู่โลกตลอดกาลนาน
อย่างมีชีวิตชีวา ให้ได้

139. งานล้มเหลวหรือสลาย แล้วอัตตาสลายได้ ก็คุ้มเกินคุ้ม

140. ใครเขาจะยึดหรือไม่ยึด ไม่สำคัญ
ใครเขาจะคิดกับเราอย่างไร ไม่สำคัญ
สิ่งสำคัญ คือ เราต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น
จิตเราต้องสูงก่อน จึงจะดึงจิตคนอื่นขึ้นสูงได้

141. ความผิดความถูกอยู่ที่ “การยึดหรือไม่ยึด”
ถ้ายึดคือผิด ถ้าไม่ยึดคือถูก
ผิดถูก ไม่ได้อยู่ที่เหตุผลใครเลิศยอดกว่าใคร
ผิดถูก มันอยู่ที่ยึด หรือไม่ยึด!!!
ยึดคือผิด ถ้าไม่ยึดคือถูก
ยึด คือ ยึดมั่นถือมั่นตามความคิดของเรา
เอาดีแบบเราหมาย จึงจะสุขใจ
ไม่เอาดีแบบเราหมายจะทุกข์ใจ
นี่แหละ ยึด!!! นี่แหละกิเลส!!! นี่แหละบาป!!!

142. “ยึดที่ไม่ผิด” คือ “ยึดความไม่ยึดมั่นถือมั่น”

143. ทำดีถูกด่าให้ได้ ถูกแกล้งให้ได้ ถูกนินทาให้ได้ ถูกว่าให้ได้
ถูกเข้าใจผิดให้ได้ ถูกทำไม่ดีสารพัดเรื่องให้ได้
เพราะเราทำมาทั้งนั้น

144. ทำดีแล้ว ยังถูกเรื่องร้ายวิบากบาปเล่นงานหนัก
แสดงว่า ชาติก่อนเราทำบาปมาก
เราแสบมาก เราแสบสุด ๆ
มัน…ก็ต้องรับ…สุดๆ
มัน…จะได้หมดไป…สุดๆ
เรา…จะได้เป็นสุข…สุดๆ

145. อย่าสร้างความสุขให้กับตน ด้วยการสร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่น

146. ถามว่า เกิดมาทำไม!!!
ตอบว่า เกิดมาเพื่อฝึกฝนการสร้างความผาสุกที่แท้จริงให้กับตนเองและผู้อื่น

147. ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ดีที่สุดแล้ว
(Everything happens for the best)

148. ในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่ไม่มีข้อดี มีข้อดีได้หมด มีประโยชน์ได้หมด
ต้องหาข้อดี หาประโยชน์ให้ได้ ในทุกเรื่อง

149. ความสุขแท้ คือไม่ทุกข์ใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไร ในสถานการณ์ใด

150. ชีวิตที่มั่นคง คือ ชีวิตที่ให้ หรือเสียสละ อย่างแท้จริง

151. เราจะทำ ในสิ่งที่คนอื่น ทำได้ยาก
เราจะเป็น ในสิ่งที่คนอื่น เป็นได้ยาก
เราจะสละ ในสิ่งที่คนอื่น สละได้ยาก
เราจะพ้นทุกข์ ในสิ่งที่คนอื่น พ้นทุกข์ได้ยาก
(ทุกข์จากสุขปลอมทุกข์จริง)
เราจะชนะ ในสิ่งที่คนอื่นชนะได้ยาก
(ชนะกิเลสเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง)

152. เสพกิเลส มีโทษ คือ
ทุกข์หนัก ทุกข์หนักมาก ทุกข์หนักที่สุด
จะเสพไปทำไมให้ทุกข์!!!

153. มาเป็นหมอดูแลตัวเองกันเถอะ

154. หมอที่ดีที่สุดในโลก คือ ตัวเราเอง

155. ถ้าสุขภาพพึ่งตนเกิดไม่ได้
หมอและคนไข้ จะพากันป่วยตาย

156. กิเลส โลภโกรธหลง
เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่วงการสุขภาพ ไม่รู้!!!

157. ลดกิเลส รักษาโรค
พลังเด็ดขาดในการลดกิเลส เป็นพลังรักษาโรค ที่มีฤทธิ์เร็วและแรงที่สุดในโลก

158. ศูนย์บาทรักษาทุกโรค

159. การให้ หรือแบ่งปัน เป็นที่พึ่งแท้ของโลก

160. การให้ หรือการแบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์
คือความเจริญของจิตวิญญาณที่งดงามมีคุณค่าและผาสุกที่สุดในโลก

161. ชีวิต…ต้องฝึกให้อยู่อย่างประหยัดเรียบง่ายให้ได้
ประหยัด คือกินน้อยใช้น้อยในขีดที่แข็งแรงที่สุด
ไม่ทรมานตน ไม่เสียหาย
จำเป็นจึงใช้ ไม่จำเป็นไม่ใช้
เป็นประโยชน์จึงใช้ เป็นโทษไม่ใช้
เพื่อก้าวไปสู่…
ชีวิตที่พอเพียงเรียบง่าย ร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่ดีงาม จิตใจที่เป็นสุข

162. การดำรงชีวิตมันไม่ได้มีอะไรมากมาย
อย่าเสียเวลาไปไขว่คว้าหาสิ่งที่เกินความจำเป็นของชีวิต
สิ่งจำเป็นในชีวิต
คือ ปัจจัย 4 (อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค)
มิตรดี ความดี คือสมบัติที่แท้จริง
สิ่งจำเป็นในชีวิตมีเพียงเท่านี้!!!

163. อาหารเป็นหนึ่งในโลก!!!
สิ่งสำคัญในชีวิต คือ อาหาร
ได้แก่ สมุนไพร ผลไม้ ผักสด ผักลวก ข้าว เกลือ
ถั่วหลากหลายชนิด ธัญพืชรสมัน
ทำให้แข็งแรง สบาย เบาท้อง มีกำลัง อิ่มนาน
สิ่งสำคัญมีเพียงเท่านี้
แล้วจะโลภจะโง่ไปทำไม!!!

164. กสิกรรมไร้สารพิษ
คือความมั่นคงด้านอาหาร ยา และปัจจัยที่จำเป็นต่อชีวิต
คือความมั่นคงของชีวิต
ทำให้ชีวิตอยู่รอด ทำให้ชีวิตอยู่เย็นเป็นสุข

165. คุณค่าและความผาสุกของชีวิต คือ
ชีวิตที่พอเพียงเรียบง่าย ร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่ดีงาม จิตใจที่เป็นสุข
สาธุ

(1) เรื่องการเข้าใจผิดของเรากับผู้อื่น
เราต้องระลึกรู้ว่า มันคือวิบากกรรมเขา วิบากกรรมเรา
แก้ไขได้ด้วยการทำดีไม่มีถือสาไปเรื่อย ๆ
แล้ววันใดวันหนึ่งข้างหน้า ในชาตินี้
หรือชาติหน้า หรือชาติอื่นๆ สืบไป
ความเข้าใจผิดนั้นก็จะหมดไปเอง

(2) เราต้องรู้ว่า
แต่ละคนมีฐานจิตแตกต่างกัน
เราจึงควรประมาณการกระทำ
ให้เหมาะสมกับฐานจิตของเรา
และฐานจิตของผู้อื่น
“คิดดี พูดดี ทำดีไว้ก่อน” ดีที่สุด

(3) การกระทำเดียวกัน
มีเหตุผลในการกระทำกว่าล้านเหตุผล
ต้องระวัง “อคติ
หรือ ความเข้าใจผิด
จากการคาดเดาที่ผิดของเรา”

(4) สิ่งที่เราได้รับ
คือสิ่งที่เราทำมา
ไม่มีสิ่งใดที่เราได้รับ
โดยที่เราไม่เคยทำมา

(5) ถ้าเรายังไม่เข้าใจคนอื่น
แสดงว่า
เรายังไม่เข้าใจตนเอง

(6) เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเรา
ไม่มีอะไรบังเอิญ
ทุกอย่างยุติธรรมเสมอ
เพราะเราเคยทำเช่นนั้นมามากกว่านั้น
เมื่อได้รับแล้วก็หมดไป
เราก็จะโชคดีขึ้น

(7) เรามีหน้าที่ทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่าง
ให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด
เท่าที่จะพึงทำได้
ให้โลกและเราได้อาศัย
ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น

(8) เราทำดีด้วย
การช่วยไม่ให้คนอื่นทำผิดได้ “ก็ช่วย”
แล้ว “วาง” ให้เป็นไปตามวิบากดีของเขา
“ช่วยไม่ได้” ก็ “วาง”
ให้เป็นไปตามวิบากร้ายของเขา
เมื่อเขาเห็นทุกข์จนเกินทน
จึงจะเห็นธรรม
แล้วจะปฏิบัติธรรมสู่ความพ้นทุกข์

(9) สิ่งที่มองไม่เห็น
ที่ทำหน้าที่สร้างสิ่งที่มองเห็น
และสิ่งที่เป็นอยู่ทุกอย่างในชีวิตของคน
คือ พลังวิบากดีร้าย
ที่เกิดจากการกระทำ
ทางกาย หรือวาจา หรือใจของผู้นั้น
ในอดีตชาติและชาตินี้
สังเคราะห์กันอย่างละหนึ่งส่วน

(10) เมื่อเกิดสิ่งเลวร้ายกับเรา
โลกนี้ไม่มีใครผิดต่อเรา
เราเท่านั้นที่ผิดต่อเรา
คนอื่นที่ทำไม่ดีนั้น
เขาผิดต่อตัวเขาเองเท่านั้น
และเขาก็ต้องได้รับวิบากร้ายนั้นเอง
เขาจึงไม่ได้ผิดต่อเรา
แต่เขานั้นผิดต่อตัวเขาเอง
ถ้าเรายังเห็นว่าคนที่ทำไม่ดีกับเรา
เป็นคนผิดต่อเรา
แสดงว่า
เรานั่นแหละผิด
อย่าโทษใครในโลกใบนี้
ผู้ใดที่โทษผู้อื่นว่าผิดต่อตัวเรา
จะไม่มีทางบรรลุธรรม
นี่คือคนที่ไม่ยอมรับความจริง
เพราะไม่เข้าใจเรื่อง “กรรม”
อย่างแจ่มแจ้งว่า
“ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุกคนได้รับ
ล้วนเกิดจากการกระทำของตนเองเท่านั้น
เมื่อรับผลดีร้ายจากการกระทำแล้ว
ผลนั้นก็จบดับไป
และสุดท้ายเมื่อปรินิพพาน
ทุกคนก็ต้องสูญจากทั้งดีและร้ายไป
ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของใคร
เพราะสุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องดับไป
จึงไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น
ไม่ต้องทุกข์กับอะไร”

(11) การได้พบกับเหตุการณ์
ที่ไม่ถูกใจเรา ไม่ได้ดั่งใจเรา
เป็นสุดยอดแห่งเครื่องมืออันล้ำค่า
ที่ทำให้ได้ฝึกล้างกิเลส
คือ ความหลงชิงชังรังเกียจ
หลงยึดมั่นถือมั่นในใจเรา
และ ทำให้ได้ล้างวิบากร้ายของเรา

(12) ถ้าใครมีปัญหา
หรือความเจ็บป่วยในชีวิต
ให้ทำความดี 4 อย่างนี้
ด้วยความยินดี จริงใจ
จะช่วยให้ปัญหาหรือความเจ็บป่วย
ลดลงได้เร็ว
1) สำนึกผิด หรือยอมรับผิด
2) ขอรับโทษ เต็มใจรับโทษ
หรือขออโหสิกรรม
3) ตั้งจิตหยุดสิ่งที่ไม่ดีอันนั้น
4) ตั้งจิตทำความดีให้มาก ๆ
คือ ลดกิเลสให้มาก ๆ
เกื้อกูลผองชนและหมู่สัตว์ให้มาก ๆ

(13) การพิจารณาเพื่อปราบมาร
คือ ความกลัว เวลาเจ็บป่วย
หรือ พบเรื่องร้าย
จะทำให้ดับทุกข์ใจ ทุกข์กาย และเรื่องร้าย ได้ดีที่สุด คือทำใจว่า
รับเต็ม ๆ หมดเต็ม ๆ
เจ็บ…ก็ให้มันเจ็บ
ปวด…ก็ให้มันปวด
ทรมาน…ก็ให้มันทรมาน
ตาย…ก็ให้มันตาย
เป็นไงเป็นกัน
รับเท่าไหร่หมดเท่านั้น
เพราะสุดท้ายทุกอย่างก็ดับไป
ไม่มีอะไรเป็นของใคร
จะทุกข์ใจไปทำไม
ไม่มีอะไรต้องทุกข์ใจ
“เบิกบาน แจ่มใส ดีกว่า”

(14) เทคนิคทำใจให้หายโรคเร็ว
คือ
อย่าโกรธ อย่ากลัวเป็น
อย่ากลัวตาย อย่ากลัวโรค
อย่าเร่งผล อย่ากังวล

(15) วิธีการ 5 ข้อ
ในการแก้ปัญหาทุกปัญหาในโลก คือ
1) คบและเคารพมิตรดี
2) มีอริยศีล
3) ทำสมดุลร้อนเย็น
4) พึ่งตน
5) แบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์

(16) ตัวชี้วัดว่า
วิธีนั้นถูกกันกับผู้นั้น
ทำให้สุขภาพดี
คือ
สบาย เบากาย มีกำลัง
เป็นอยู่ผาสุก
ตัวชี้วัดว่า
วิธีนั้นไม่ถูกกันกับผู้นั้น
ทำให้เสียสุขภาพ
คือ
ไม่สบาย ไม่เบากาย ไม่มีกำลัง
ไม่ผาสุก หรือทุกข์ทรมาน

(17) ตัวชี้วัดว่า
อาหารที่สมดุลร้อนเย็น เป็นประโยชน์
จะทำให้มีโรคน้อย มีทุกข์น้อย คือ
เบาท้อง สบาย เบากาย
มีกำลัง อิ่มนาน

ตัวชี้วัดว่า
อาหารที่ไม่สมดุลร้อนเย็น เป็นโทษ
จะทำให้มีโรคมาก มีทุกข์มาก คือ
หนักท้อง ไม่สบาย ไม่เบากาย
ไม่มีกำลัง หิวเร็ว

(18) หลักการทำดีอย่างมีสุข 6 ข้อ
1) รู้ว่าอะไรดีที่สุด
2) ปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด
3) ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น
แล้วลงมือทำให้ดีที่สุด
4) ยินดีเมื่อได้ทำให้ดีที่สุดแล้ว
5) ไม่ติดไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ดีที่สุด
6) นั่นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุด

(19) ทำดีให้มาก ๆ
เพื่อจะให้ดีชิงออกฤทธิ์แทนร้าย
ที่เราเคยพลาดทำมา
ในชาตินี้หรือชาติก่อน ๆ
จะได้มีดีไว้ใช้ในปัจจุบันและอนาคต
ในชาตินี้และชาติอื่น ๆ สืบไป

(20) ยึดอาศัย “ดี”
ที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง” “นั้นดี”
แต่ยึดมั่นถือมั่นว่า
ต้องเกิด “ดี” ดั่งใจหมาย ทั้ง ๆ ที่องค์ประกอบเหตุปัจจัย ณ เวลานั้น
“ไม่สามารถทำให้ดีนั้นเกิดขึ้นได้จริง”
“นั้นไม่ดี”

(21) จงทำดีเต็มที่
เหนื่อยเต็มที่ สุขเต็มที่
ไม่มีอะไรคาใจ
ไม่เอาอะไร
คือสุดยอดแห่ง
“ความอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส”
สาธุ….

หนังสือน่าสนใจ