ดูแลตัวเองจากโควิด : คุณสุกัญญา มโนบาล

สาระนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเชิงคุณภาพ

เรื่อง การดูแลสุขภาพพึ่งตนด้วยหลักการแพทย์วิถีธรรมกับการรักษาอาการเจ็บป่วยจากโรคโควิด 19

  • ชื่อ : สุกัญญา มโนบาล
  • ชื่อทางธรรม : ใจแสงธรรม
  • อาศัยอยู่ที่ : เพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา
    • 12/03/2564 (2021) : มีอาการ
    • 19/03/2564 (2021) : ตรวจพบเชื้อ ดูแลตนเองตามแพทย์วิถีธรรม/ทางเลือก
    • 22/03/2564 (2021) : รับ Antibody จากโรงพยาบาล
    • 29/03/2564 (2021) : ตรวจซ้ำ ที่คลิกนิคแพทย์ ยังพบเชื้อ
    • 08/04/2564 (2021) : มีอาการเหมือนตอนแรก รักษาตามแพทย์วิถีธรรม
    • 30/04/2564 (2021) : ตรวจซ้ำรอบสองที่โรงพยาบาล ไม่พบเชื้อ

วันนี้วันที่ 4 พฤษภาคม 2564 มาตอบคำถามและแบ่งปันประสบการณ์ของคนไข้โควิด 19 ที่รักษาดูแลตนเองที่บ้านหายได้โดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ในสหรัฐอเมริกาประเทศที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุดในโลกแม้ว่าจะมีบุคลากรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในโลกก็ตาม  ตามไทม์ไลน์ที่บอกไปแล้วว่าดิฉันติดเชื้อเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ตรวจพบวันที่ 19 มีนาคม สิบวันหลังติดเชื้อ อาการดีขึ้นแต่ ตรวจซ้ำก็ยังพบเชื้ออยู่ และมีอาการอีกเมื่อวันที่ 8 เมษายน ดูแลตัวเองต่ออีก จนเมื่อวันที่ 30 เมษายน รวมแล้วเดือนครึ่ง ที่รักษาตัวเอง  ตรวจไม่พบเชื้อโควิด 19 ตอนนี้ดิฉันหายเป็นปกติแล้ว แต่ไม่ประมาท (ศีลข้อ 5) การ์ดไม่ตกค่ะ

ก่อนอื่นต้องย้อนกลับไปที่ผลตรวจติดโควิด19 วันแรกก่อน  ตอนนั้นมีสติอยู่ เตรียมใจแล้ว เพราะเคยได้ยินว่า เวลามีไฟไหม้หัวจะดับอะไรก่อน หรือ เวลามีคนถูกธนูเราจะช่วยเอาธนูออกหรือว่าเราจะไล่หาตัวคนยิงก่อน คำตอบคือ ดับทุกข์ที่ใจตนเอง และก็ช่วยเอาธนูออก  ดิฉันก็ไม่ไปคิดหาว่าติดจากใคร ไม่โทษใครให้ได้ก่อน ตั้งสติหาสาเหตุให้เจอตามหลักอริยสัจ 4 เพื่อจะได้แก้ที่สาเหตุแล้วก็ดับที่สาเหตุก็จบ ฉะนั้น 2 อย่างที่ดิฉันได้คือ รักษาแบบองค์รวม (1. รักษากาย 2. รักษาใจ)

สาเหตุการเกิดโรคทางกาย 30 เปอร์เซ็นต์ ก็รักษาทางกาย สาเหตุทางใจอันนี้หนักทั้งแผ่นดิน ใจเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ถ้าท้อแท้โรคไม่หาย เลย 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าเรายอมไม่ได้ว่าเราติดเชื้อ ยังโกรธอยู่ ยังโทษคนอื่นทำกับเรา ทุกข์ใจที่ติดเชื้อ และอีกหลาย ๆ อารมณ์ ในส่วน 70 เปอร์เซ็นต์ โรคทางใจก็ไม่หายแน่นอน ประเด็นว่าเราจะเริ่มทำอันไหนก่อน อันไหนสำคัญกว่ากัน เพราะตอนเป็นนี่มันสับสน มันรับไม่ได้ใจ มันยังไม่ชอบ ทำไมต้องเป็นกับเรา ทำไม ๆ ความท้อแท้ไม่ยอมรับมันจะมีผลทางกายอีก 30 เปอร์เซ็นต์ด้วย ตกลงเราจะเหลือกี่เปอร์เซ็นต์หายคะนี่  สำหรับดิฉันให้ความสำคัญทั้งสองอย่าง ตอนนั้นใจร้อนอยากหายเร็ว เพราะยังมีความหวังว่าถ้าภายในสิบวันแล้วเชื้ออาจหมด ดิฉันก็จะได้กลับประเทศไทย ดิฉันเริ่มรักษาสองข้อไปพร้อม ๆ กันค่ะ แต่ตอนนี้จะเล่าให้พี่น้องเข้าใจเป็นส่วน ๆ ทีละข้อ เพราะว่าหลังจากที่ตรวจพบแล้ว คุณหมอก็ให้ดิฉันกลับมาดูแลตัวเองที่บ้าน ถ้ามีอาการหายใจลำบาก ค่อยไปห้องฉุกเฉิน

ตอนนั้นดิฉันไม่มีไข้ ไอแห้ง น้ำมูกก็ยังไม่มี แค่ปวดหัว เจ็บชายโครง เอกซเรย์ปอดปกติ แต่ดิฉันเป็นคนมีภาวะเสี่ยงคือ มีรอยโรคที่ปอดที่รักษาหายไปแล้วเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว  และจากการกินยาวัณโรค จึงมีผลต่อตับและไต  ดิฉันมีไขมันในเลือดสูงแต่ไม่ถึงกับต้องกินยา ความดันปกติ ด้วยเหตุนี้ทางรัฐ (กรมควบคุมโรคติดต่อ) เขาก็โทรหาเรา ถามความสมัครใจว่าจะไปรับ Antibody ไหมจะได้ลดความเสี่ยงต้องไปนอนโรงพยาบาลด้วยอาการที่หนักภายหลัง (ป้องกันการนอนโรงพยาบาลนั่นเอง) ซึ่งดิฉันเป็นพยาบาลแต่เมื่อตนเองต้องมาป่วย ก็เป็นคนไข้ที่น่ารักค่ะ ไม่ดื้อ คิดว่ารักษาผสมผสานไม่น่าจะเป็นอะไร ยอมรับวิบากไป เพราะจริง ๆ แล้ว คือดิฉันเลือกการแพทย์ทางเลือกที่พวกเราถามกันนี่แหละว่าดูแลอย่างไร ทำอะไรบ้างจากการดูแลของแพทย์วิถีธรรมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในต่างประเทศ ส่วนการไปฉีด Antibody ไปฉีดหลังจากดูแลตัวเองแล้ว 4 วัน อย่างที่บอก ก็หวังว่าอาจจะช่วยให้ร่างกายเราพอมีแรงสู้กับโควิดส่วนหนึ่ง ให้หายทันกลับประเทศไทย

สรุป คือ หนึ่งดูแลทางกาย ให้อาการกาย ด้วยการไล่โควิดออกไปจากร่างกายของเราทุกวิธี ทุกแนวทาง ไม่ต้องให้มันอยู่ในตัวเรา ดูง่ายนะคะ สอง ทางใจ ให้อาหารใจ นี้หนักหน่อย 70 เปอร์เซ็นต์ ไม่น้อยเลย ฟังดูง่าย แต่ยากเหมือนกัน ฉะนั้นไม่เครียดให้ได้ อันไหนทำง่าย ทำยาก แต่ละคนไม่เหมือนกัน ก็เลือกเอาจะลดละ จะปฏิบัติอันไหนก่อนหลังได้ หายเหมือนกัน

ข้อที่หนึ่ง

ในส่วนของร่างกาย 30 เปอร์เซ็นต์  ช่วยให้อาหารร่างกายด้วยการช่วยไล่โควิดออกไปจากร่างกายอันเป็นเป็นวิญญาณกายคือจิตวิญญาณนี่แหละ ถ้าไม่มีกายจิตวิญญาณของเราที่จะเห็น จะรับรู้อะไรไม่ได้ ฉะนั้นกายมีไว้เพื่อดับทุกข์ใจเท่านั้น เราก็มาดูว่าเราเจอผัสสะอะไรบ้าง เจ็บปวดทุกข์ทรมานมากน้อยแค่ไหน ด้วยปัญญารู้จริงในความเป็นจริง ไม่ต้องไปปรุงแต่งมัน ประเมินว่าตัวเองเป็นกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยง เช่น สูงอายุ มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น โรคปอด ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไต โรคภูมิต้านทานต่ำ ดิฉันมีภูมิต้านทานต่ำอยู่แล้วจากที่ผิดศีลเบียดเบียนตัวเอง และจากที่ปอดมีปัญหาหมอให้ยาพ่นซึ่งมีสเตียรอยด์กดภูมิคุ้มกัน

จริง ๆ แล้ว โควิดไม่ต้องไปดูแล ที่ต้องดูแลคือร่างกายเราไม่ให้กลัว ไม่ให้โควิดมาและเจริญในตัวเราได้ ให้ไปจากตัวเราได้ ติดได้ก็หลุดได้ เราอย่าไปเอามันไว้ วิธีดูแลร่างกายเรา คราวนี้แหละเขาเรียกว่าเท่ากับเรามาเรียนเป็นหมอกันเลยแหละ ว่าร่างกายเรามีอวัยวะอะไรบ้าง ดูแลไปตามนั้นเลยค่ะ ง่าย ๆ จากหัวจรดเท้าเลย อ่านเวทนาคือ ว่ามีร่างกายส่วนไหนที่ทำให้เราไม่สุขสบายจากเจ้าโควิดมันไปทำร้ายเราบ้าง ดังนี้เลยนะคะ อันนี้คือการดูแลของดิฉัน  อันดับแรกคว้าตำรา ต้องพึ่งตนเองแล้วหละ ต่างบ้านต่างเมือง ดีที่ศึกษาการแพทย์วิถีธรรมมาปีนี้ปีที่ 7 แล้ว แต่ก็ยังต้องเรียนรู้เรื่องการปรับสมดุลเรื่อย ๆ ตามเหตุปัจจัย  สองคว้าโทรศัพท์ โทรหาพี่ ๆ ที่รัฐต่าง ๆ ใครรับโทรศัพท์ดิฉัน แสดงว่าคนนั้นจะเป็นโค้ชช่วยช่วงเราป่วยในเรื่องสมุนไพร เพราะอย่างที่บอก ดิฉันเตรียมตัวกลับไทยแล้ว ของที่เคยใช้ก็ร่อยหรอ หรือให้คนอื่นไปหมดแล้ว จึงต้องขอพี่ ๆ เขาส่งมาให้ แล้วก็ขอคำแนะนำจากพี่ที่เขามีประสบการณ์ช่วยเหลือคนติดเชื้อที่อเมริกา หลังจากนั้นดิฉันก็เริ่มปฏิบัติการต่อสู้กับคุณโควิดเลย อ้อ จะเล่าให้ฟังว่าดิฉันโพสต์ที่เฟซบุ๊กแล้วลบออกเพราะอายที่ต้องมาติด แต่พอมาคิดได้ ก็ได้ถามตัวเองว่า แหมทีเรื่องดี ๆ แล้วโพสต์ ทีเรื่องไม่ดีทำไมไม่กล้าโพสต์บอกเขาไปว่าเราไปทำไม่ดีอะไรไว้ถึงได้ติดโควิดได้ ก็เลยล้างกิเลสตัวนี้ออกแล้วโพสต์ไปเผื่อคนอื่นจะได้ประโยชน์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ใครจะเอาก็ได้ ไม่เอาก็ได้ เพราะทุกคนมีเหตุผลและมีแนวทางเป็นของตนเอง แพทย์วิถีธรรม หรือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมก็เป็นทางเลือกหนึ่งเท่านั้นเอง

ทีนี้มาดูว่าสุกัญญาดูแลอย่างไรตั้งแต่หัวจรดเท้า ดูแลตามอาการ และ ช่วยร่างกายให้เอาโควิดออกไปให้ได้เร็วที่สุด มากที่สุด หลายช่องทางที่สุดเท่าที่ทำได้ รวมทั้งไม่รับเชื้อเพิ่ม ที่บ้านดิฉันติดกันทั้งบ้าน สามคน สองคนเขาไม่ใส่หน้ากาก แต่ดิฉันยังใส่ และ แยกห้องนอนเรียบร้อย ใครจะกระแนะกระแหนไม่สน ชีวิตใครชีวิตเขา

อาการทางศีรษะ

ปวดหัวไหม โควิดเขาเล่นงานสมองด้วยนะคะ ดิฉันปวดหัวมาก กล้ามเนื้อหนังศีรษะมันบิดเป็นเกลียวรัดกะโหลกแน่น ปวดศีรษะมากอยู่อย่างน้อยสี่วันเต็มๆ สั่นดิ๊กๆ ก็คือมีพิษโควิดในหัว กล้ามเนื้อเลยช่วยขับพิษออก ฉะนั้นเราก็ช่วยอีกทางด้วยการ กัวซา นวดศีรษะ ใช้ผ้าชุบปัสสาวะระบายพิษร้อยที่หัว อาบน้ำอุ่น ช่วยให้ผิวหนังระบายพิษออก เพิ่มความสุขสบาย เช็คว่ามีไข้ไหม และก็ทานยาฟ้าทะลายโจร สี่เม็ด สี่เวลา กินอยู่ 3 วันก็หยุด เพราะดิฉันมีปัญหาเรื่องตับ  น้ำต้องดื่มมาก ๆ เลย ช่วยระบายพิษร้อน ทำให้ร่างกายเราเย็นมีภาวะเป็นด่าง โควิดเขาจะหลุดออกมา ตัวปรับสมดุลได้ดี คือ น้ำปัสสาวะค่ะ ใครไม่ทำก็ไม่ต้องทำ ขอให้มีน้ำเข้าร่างกายไล่โควิดก็ยังดี ช่วยทั้งสมอง และ ไต ในการขับพิษออก

อาการทางตา

ตา เป็นโควิดนี่แสบตามาก ๆ เลย ระคายเคืองมาก เหมือนมีน้ำกรดในตา ทำอย่างไร ก็ล้างตาบ่อยด้วยน้ำเกลือ ก็ยังแสบตา เปลี่ยนมาใช้น้ำปัสสาวะค่อยยังชั่วหน่อย ไม่แสบแต่กลับเย็น วิธีทำก็เอาตาเราไปกลั้วในน้ำปัสสาวะเลย วันละสามสี่เวลา ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ บางวันแสบมากนั่งหลับ  สังเกตได้เลยม่านตาขาวดิฉันเริ่มเป็นสีเหลือง แล้วกินยาสี่พลังเพิ่ม คือน้ำปัสสาวะ กับผงถ่าน ไม่มีย่านาง ดิฉันก็ใช้น้ำสกัดย่านางที่พี่เขาส่งให้ ถ้าไม่มีดื่มน้ำปัสสาวะอย่างเดียว

อาการทางจมูกและระบบทางเดินหายใจ

เชื้อเขาเข้าทางจมูก เราก็ต้องช่วยร่างกายเรา ด้วยการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ  เนื่องจากดิฉันมีน้ำมูกสามวันหลังจากติดเชื้อ หลังจากนั้นติดเชื้อแบคทีเรีย คือเป็นไซนัสอักเสบ อันตรายเป็นอาการข้างเคียงที่มักพบจากเราติดเชื้อไวรัสเวลาเป็นหวัดทั่วไป โควิดก็เหมือนกัน ไซนัสเป็นอาการข้างเคียงหนึ่งด้วย ดิฉันก็เป็น ต้องทำเรื่องนัดพบหมอประจำบ้านเพื่อขอยา เพราะว่ามันเสี่ยงต่อระบบหายใจ

ขั้นตอนพบหมอต้องออนไลน์วีดีโอเท่านั้น โทรศัพท์อย่างเดียวไม่ได้ วิบากเล่นงานกว่าจะนัดได้ กว่าจะติดต่อได้ ติดต่อได้แล้ว คุยกันไม่ได้ยิน สุดท้ายวางใจ ตายก็ตายถ้าไม่ให้พูดโทรศัพท์ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แล้วกฏเป็นกฏ แต่สุดท้ายเขาก็เห็นใจเราบอกว่าโอเคโทรก็ได้ เราก็เลยได้ไปรับยาแก้อักเสบกินอยู่ 5 วัน เราก็แพ้ยาทัังซัลฟาและเพนนิซิลลิน ดวงไม่ให้กับยาแผนปัจจุบัน เขาก็เลือกตัวที่ไม่แพ้ให้เรา นี่น่าจะเป็นสวนหนึ่งที่เราได้รับยาแก้อักเสบทันการก่อนที่เชื้อจะลงปอด แต่ก็ไม่ประมาท เรามียาพ่น ก็ช่วยอีกแรงด้วย พ่นไปเถอะ เฉพาะช่วงฉุกเฉินนะคะ ปกติจะไม่พ่น เพราะมีสเตียรอยด์อย่างที่บอก (ยาผีบอก) หมอให้ยาพ่นจมูกมาด้วยเพราะว่าเริ่มคัดจมูกแล้ว เสมหะสีเหลืองแล้ว แต่ไม่ไอ จะบอกว่าแสบจมูกมาก น้ำตาไหลเลย แสบและเจ็บยิ่งกว่าตอนเขาตรวจ นี่ก็หนักเป็นอาทิตย์ ยาพ่นจมูกช่วยละลายเสมหะช่วยขับเสมหะได้ดีมากแม้จะแสบก็ตาม ดิฉันก็ใช้วิธีน้ำปัสสาวะช่วยตามหลังค่อยลดอาการแสบจมูกลงหน่อย รับประทานยาให้ครบทั้ง 5 วันอาการดีขึ้น

อาการทางช่องคอ ช่องปาก

พอเราติดเชื้อไซนัสอักเสบ ไซนัสคือโพรงอากาศ มีการคั่งของเสมหะ มีการติดเชื้อแบคทีเรียและอักเสบแล้ว จะบอกว่า พิษมันมีมาก เจ็บคอมาก คอแห้งเป็นผงเลย ในช่องปากเป็นแผล ลิ้นเป็นแผล  กลืนไม่ได้ ปวดกราม อ้าปากไม่ได้ เคี้ยวไม่ได้ ฟันปลอมใส่ไม่ได้ ปวดร้าวไปหมด เหมือนกระดูกจะละลายถ้าเคี้ยวอะไร ก็แก้ด้วยการอมน้ำเกลือ อมฉี่กลั้วคอ วันละสี่เวลาเลย  ตั้งแต่ตื่นนอนอมไว้ 15 นาทีค่อยบ้วนออก อมฉี่จะเย็นสดชื่น ใช้ผ้าชุบน้ำฉี่กวาดลิ้นเหมือนเด็ก ๆ เลยค่ะ  กินอาหารปั่นอยู่ 4 วัน เพราะเคี้ยวไม่ได้ พอดีขึ้นทานอาหารอ่อนได้ แต่ใส่ฟันปลอมไม่ได้ สองอาทิตย์  กินยาแก้ปวดหนึ่งหรือสองครั้ง แล้วก็กัวซาลำคอ อก และ หลัง(ให้คนช่วยกัวซาหลังให้) ช่วยปอดระบายพิษทางผิวหนัง เอาพิษออกจากลมปราณต่าง ๆ เวลาเราอยู่ในห้องน้ำขณะทำดีท็อกซ์ พูดตรงนี้เลย ตื่นมาบ้วนปากล้างจมูก ล้างตา ดีท็อกซ์เสร็จแล้วเข้าซูมธรรมะ รับประทานอาหาร เดินตากแดดออกกำลังกาย พักผ่อน กินยา ดีท็อกซ์ก่อน

ระบบย่อยอาหาร ลำไส้ ตับ ไต ระบบภายใน

มาถึงระบบย่อยอาหาร ลำไส้ ตับ ไต ระบบภายใน ก็ช่วยเขาขับพิษออกอีกแรงด้วย ดีท็อกซ์ หรือ สวนล้างลำไส้ ลำไส้ของคนเรานี้เปรียบเสมือนสมองตัวที่สองของเรา ล้างพิษจากลำไส้ก็เท่ากับช่วยล้างพิษจากสมอง และ ช่วยตับได้ระบายพิษทางเส้นเลือดสู่ลำไส้ ดิฉันทำเช้า กลางวัน เย็นในสามวันแรก น้ำหนักหายไป 6 ปอนด์ หลังจากนั้นเช้า เย็น วันละครั้งก็พอ ใช้น้ำปัสสาวะผสมน้ำเปล่าให้สีจาง ๆ แล้วก็สวนทางทวาร ใครไม่เคยก็ไปอ่านวิธีทำดูนะคะ ดิฉันมีอุปกรณ์ประจำตัวเลยไม่กลัว ทำได้ทันที โควิดลงลำไส้ได้ก็เอาออกได้ไม่กลัว อยู่ได้ให้มันรู้ไป สรุป ท้องที่มันบวม ๆ อึดอัด เหมือนจะหายใจไม่ออก ก็ค่อยทุเลา ช่วยเอาพิษออก กล้ามเนื้อเขาก็ไม่รัดตัวมากให้เราเจ็บชายโครงเท่าไหร่ 

น่าจะหมดแล้ว เรื่องการเอาพิษออกจากผิวหนังภายนอกก็สำคัญ ดิฉันมีอาการรอบสองคือ วันที่ 8 เมษาจนถึง วันที่ 29 เมษายน ครั้งนี้มีผื่นขึ้นด้วย แต่ไม่คัน ปวดแขนมาก กัวซา กดจุด โยคะ ก็ยังไม่หาย แต่อาการอื่นดีหมด  นี่คืออาการทางกายที่เราจับเวทนาได้ เรื่องการออกกำลังกายก็สำคัญ ดิฉันว่าดีมากเลยที่เขาไม่ต้องบังคับนอนโรงพยาบาล เพราะไม่รู้จะหาอากาศบริสุทธิ์ได้เหมือนบ้านหรือเปล่า ที่อเมริกาประชากรเขาน้อย บ้านก็จะอยู่ห่างกันอยู่ ยิ่งเป็นชนบทอากาศดี โดวิดไม่น่าจะอยู่ได้ แต่ที่เราติดก็อย่างที่บอกจากไปข้างนอกมาด้วยมังคะ

ข้อที่สอง

ข้อ 2 อาหารใจ เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์จะใช้เวลาเท่าไหร่ ก็ใช้เวลาทุกวันค่ะ ฟังธรรมะ วันละ สามสี่รายการ เข้าซูมพบหมู่มิตรดีเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์หรือศาสนาทุกวัน ด้วยการทบทวนธรรม เป็นบทพิสูจน์ว่า ปัญหาทุกอย่างในโลก เกิดจากคนโง่กว่ากิเลส ดิฉันโง่ก็ต้องหาครูอาจารย์ เพื่อน เขาจะรู้กิเลสเราได้ดีกว่าเรา การทบทวนธรรมกับหมู่มิตรดีคือยาเม็ดเลิศ เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ที่ทำให้ดิฉันหายจากโควิด เป็นอาหารใจ เป็นยาใจที่มีฤทธิ์แรงที่สุด วิบากดีจะมาล้างวิบากร้ายที่เรากำลังเผชิญได้อย่างดี นั่นคือการปฏิบัติศีล ค้นหาความชั่วในตัวเราว่ายังเบียดเบียนอยู่ไหม คนกินเนื้อโควิดชอบ แต่ดิฉันไม่กินเนื้อมา 34 ปียังติดเลย ถ้ายังกินก็ผิดศีลข้อหนึ่ง ยังโกรธ ไม่พอใจ พูดไม่ดี ทะเลาะอยู่ไหมก็ทำให้ปอดแย่ลงไปอีก ผิดศีลข้อ 4 ยังไม่อภัยใครอยู่ไหม ก็ลงไต ผิดศีลข้อหนึ่ง ยังประมาทอยู่ไหม การ์ดตกก็ผิดศีล ข้อ 5 เห็นไหมคะว่าอาหารใจง่าย ๆ 

แต่ต้องฝึกฝน ทำทุกวัน ทำตลอดชีวิตก็ว่าได้  เพราะลีลาความอยากในใจเรามันมีเยอะ เราไม่เก่งก็ต้องหาตัวช่วยเพื่อให้รู้เท่าทันมัน มั่นคงในศีล แคล้วคลาดปลอดภัยกันทุกคนค่ะ

การรักษาทั่วไปคือรักษาโรคให้หายไป มันเป็นเพียงแค่วัตถุ โควิดอาจจะหายไป เดี๋ยวโรคใหม่ก็มาอีก แต่การรักษาทั้งกายและใจที่สาเหตุนั้น คือการทำใจไม่ให้กลัว กังวล และ ทุกข์กับโรค กับเหตุการณ์ให้ได้ จะทำให้เราเกิดปัญญา มีศักยภาพในการพึ่งพาตนเองอย่างเรียบง่าย ยั่งยืน และแบ่งปันด้วยใจที่เป็นสุขเหมือนที่ดิฉันได้มีโอกาสแบ่งปันกับพี่น้องวันนี้ ทุกท่านไม่ต้องมารอติดโควิดอย่างดิฉันค่อยแบ่งนะคะ  สามารถแบ่งปันได้ตลอดเวลาค่ะ สุดท้ายมีพี่ท่านหนึ่งส่งคำกลอนมาให้อ่านเลยนะคะ 

 วรรณะเก้าชาวเราเอาศีลห้า
( เป็นคนเลี้ยงง่าย มักน้อย สันโดษ ประหยัดเรียบง่าย ขยัน อดทน ใจพอ กล้าจน และสละไม่เอาสิ่งตอบแทน
โควิดหาผู้หลงสุขทรมานกล้า 
(เราไม่หลงผิดศีลก็ไม่ติดโควิด)
หลงเทวะจมอยู่ในอวิชชา     
(ผิดศีลทำให้เราถูกกิเลสความอยากต่าง ๆ หลอกเราให้ทุกข์)
ได้สัมมาพ้นวิบากพรากโรคภัย  
(ก็คือ ถ้าเราศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติให้เห็นจริง วิบากดีมาไล่วิบากร้ายไปหมดภัยโควิด)

วันนี้ขอทุกท่านจงอย่าประมาท การ์ดอย่าตก อย่าลืม โควิดติดได้ ก็หลุดได้ เหมือนเรามีความอยากอะไรอยู่ หยุดอยากก็หยุดทุกข์ได้เช่นกัน ขอบพระคุณที่ติดตามนะคะ ใครสนใจปฏิบัติรับรองเห็นผลด้วยตัวท่านเองแน่นอนค่ะ

แหล่งข้อมูล

ห้องสมุดนักศึกษาวิชชาราม