สำรวจความต้องการ 1. เครื่องตัดหญ้าไฟฟ้า กดที่นี่  2. ชุดไฟแดด กดที่นี่

ขอถวายพระพร

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี
กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและจิตอาสา มูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย

ภิสชาดก เสพกิเลสไปเรื่อย ๆ มันจะหนาขึ้น

เมื่อวานเราพูดถึง ภิสะสูตร ภิสะสูตร ก็พิษสาหัสนี่แหละ ภิสะสูตร ก็เอาศัพท์ให้มันตรงกับปัจจุบัน พิษสาหัส ภิส ก็พิษนี่แหละ สะ ก็สาหัส  พิษสาหัส  นี่อาจารย์แปลสภาวนะ  ส่วนคำแปลของท่านจะแปลอะไรก็แล้วแต่ท่านเถอะ ให้มันจำง่าย  ภิสะสูตรคือพิษสาหัส พิษสาหัส ทุกข์สาหัส คำสาปแช่ง คำด่า คำสาปแช่งที่เป็นทุกข์แสนสาหัสที่สุด 

ในพระไตรปิฎกฉบับมหามกุฏ เล่มที่ 60 ข้อที่ 1921 ถึง  1941 ว่าด้วยการลองใจฤาษี เนื้อหาต่าง ๆ ก็ว่ามาเป็นลำดับ ย่อสักนิดหนึ่ง  แล้วเราก็จะต่อกันต่อไป  ก็มีฤาษีท่านออกบวช  ทีมของฤาษี มีหัวหน้าคือพระโพธิสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์ ในองค์ที่มาเป็นพระพุทธเจ้าองค์สมณะโคดมนี่แหละ ก็เป็นหัวหน้าแล้วก็มีลูกน้องฤาษี คือลูกศิษย์ที่ตามออกบวชไป เพื่อที่จะให้ชีวิตพ้นทุกข์ ปฏิบัติเพื่อจะให้ชีวิตพ้นทุกข์ พบความสุขแท้นี่แหละ ตามกันออกไป  ไปหาอาหารมาในป่า ก็ได้เหง้าบัวมา ก็มาแบ่งเป็น 11 ส่วน ก็แบ่งกันไปคนละส่วน ก็วางไว้ในแผ่นหินแผ่นเดียว แล้วแต่ละท่านก็มาหยิบเอาของตัวเองไป 

เสร็จแล้วเทวดาก็อยากลองใจฤาษีว่ายังติดอยู่ในกามอยู่หรือเปล่า ก็เลยแอบมาขโมยเหง้าบัวของหัวหน้าไปซ่อนไว้ 3 วัน ทีแรกหัวหน้าก็นึกว่า สงสัยลืมของเรา วันแรก วันที่สองก็เอ้!  สงสัยเราคงมีโทษอะไรสักอย่างก็เลยลงโทษเราโดยไม่เอาไปให้เรา วันที่สามไม่มีอีก เอ้! อย่างไรวันนี้เราต้องได้ ถ้ามีโทษจริงเราต้องได้ขอขมาแหละ แล้วก็จะได้แก้ไขตัวเอง  ก็เลยตีระฆังเรียกรวมฤาษีมา ว่าเรามีโทษอะไร ถึงไม่ได้เอาเหง้าบัวมาให้เรา ถึงไม่ได้มีอาหารมาให้เรา  เพราะทีแรก หัวหน้าฤาษีจะไปหาเองเลย  พวกเธออยู่นี่แหละ จะไปหาอาหารมาให้เอง ทางลูกศิษย์ก็บอกมันไม่ควรหรอกอาจารย์ อาจารย์อยู่ตรงนี้แหละ นั่งปฏิบัติสมณะธรรม ปฏิบัติอยู่ตรงนี้แหละ รวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ ไว้สอนข้าพเจ้าดีกว่า ไว้สอนลูกศิษย์ดีกว่า ให้ลูกศิษย์ทำเถอะหน้าที่นั้น 

ลูกศิษย์ก็เลยพากันไปหาอาหารในป่า หาอาหารมาแล้วก็แบ่งกัน  ปกติก็ทานกันไปได้ดี ๆ แบ่งกันไปทานพอดี ๆ คราวนั้น 3 วันไม่ได้ ก็เลยประหลาดใจ ก็เลยตีระฆังรวมมาถามกันดูว่าเป็นอย่างไร  ก็ถามไปว่าวันที่ 1 ที่ 2 ที่ 3  ไปจนถึงวันก่อน หน้าที่ใคร เวรใคร วาระใคร ไปเอาอาหารมา ถามไปก็บอกวาระของ ผู้นี้ ผู้นี้ ผู้นี้ เจ้าตัวที่ไปเอามาก็บอก แล้วไม่ได้แบ่งไว้ให้เราหรือ?  แบ่งเอาอย่างดีสุดเลยท่านอาจารย์ เอาอย่างดีสุดเลยไว้ ส่วนดี ๆ ที่สุดที่จะทำได้เลย อ้าว! แล้วทำไมเราไม่ได้ล่ะ นึกว่าเรามีโทษอะไรหรือเปล่า  ทีแรกก็นึกว่าลืมเราหรือเปล่า  หรือว่าเรามีโทษ หรือว่าเรามีโทษเลยลงโทษเรา เลยไม่เอาอาหารให้เรา พอวันที่ 3  ถ้าเรามีโทษจริงเราก็จะได้ขอขมา จะได้แก้ไข ช่วยบอกเราหน่อย ก็เลยตีระฆังมาถามนี่แหละ อ้าว! ตกลงเอามาให้แล้วมันหาย ก็แปลว่ามีคนขโมยไป ทีนี้ก็จะจับขโมย พากันเอ้! ใครเอาไป? 

ลูกศิษย์ทั้งหลายก็บอก นี่ถ้าใครเอาไปเป็นบาปอย่างหนักเลยนะ สะดุ้งสยองขวัญกันหมดเลย  ใครเอาไปนี่บาปอย่างหนักเลย เอาเหง้าบัวของมหาโพธิสัตว์ไปนี่มันไม่ใช่เป็นเรื่องเล่น ๆ นะ 3 วันไม่ได้ฉัน มันจะนรกขนาดไหน สยองกัน แล้วก็แสดงความบริสุทธิ์กัน แสดงความบริสุทธิ์ใจกันว่า สาบานเลยถ้าข้าพเจ้าเอาไปข้าพเจ้าจะขอด่าขอสาปแช่งผู้ที่เอาไป ถ้าข้าพเจ้าเอาไป  ก็ด่า สาปแช่งตัวเองเลย สบถ ก็คือคำสาบาน คำด่า คำสาปแช่ง ถ้าเอาไปนี่ โดยสรุปรวมทั้งหมดขอให้ได้สุขสมใจ สุขใจที่ได้ดั่งใจ ที่โลกเขาปรารถนาทุกอย่าง อย่างหนักเลย อย่างสุด ๆ เลย ย่อนะนี่นะ แต่ละด้าน แต่ละด้าน ให้เป็นเจ้าอาวาส ให้เป็นเจ้าเมือง ให้เป็นเจ้าบ้าน  ขอให้ได้กามคุณ  

กามคือสุขใจที่ได้ดั่งใจ ขอให้ได้สุขใจที่ได้ดั่งใจ สมปรารถนาทุกเรื่อง อย่างยาวนานเลย แช่งเลยนะ แช่งอย่างหนักเลย แล้วให้เสพต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง  ต่อเนื่อง ไปเรื่อย ๆ ให้ติดอยู่ในอันนั้นไม่มีวันเสื่อมคลาย คำถามมีอยู่ว่า เสพไปเรื่อย ๆ เสพเรื่องเก่าก็ได้ แค่เรื่องเดียวนะ คนเราถ้าเสพเรื่องเดียวนี่ เสพไปเรื่อย ๆ บ่อย ๆ บ่อย ๆ บ่อย ๆ บ่อย ๆ อันนี้ก็เสพไปบ่อย ๆ บ่อย ๆ บ่อย ๆ กิเลสจะหนาขึ้น หรือบางลง หนาขึ้น  กิเลสนี่  ได้ดั่งใจ สุขใจชอบใจ ไม่ได้ดั่งใจ ทุกข์ใจไม่ชอบใจ  จะแรงขึ้นหรือเบาลง แรงขึ้นใช่ไหม กิเลสจะหนาขึ้น พลังงานอันนี้จะฝังไว้ในจิต  จะหนาขึ้น หนาขึ้น แรงขึ้น แรงขึ้น แรงขึ้น   แม้เรื่องเดียวก็จะแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ  เสพไปเรื่อย ๆ มันเป็นสัจจะนะ เสพไปเรื่อย ๆ นี่ อย่าคิดว่ามันจะไม่หนาขึ้นนะ มันเป็นสัจจะจะหนาขึ้น หนาขึ้น หนาขึ้น หนาขึ้น 

เคยไหมมีใครเอาใจเราบางเรื่องบางราว เราอยากได้เมื่อไหร่ก็ได้ อยากได้เมื่อไหร่ก็ได้ อยากได้เมื่อไหร่ก็ได้ อยากได้เมื่อไหร่ก็ได้ พอไม่ได้เป็นอย่างไร  ทุกข์อย่างแรงเลย  เราได้เสพอะไรก็ช่างเถอะ ได้ดั่งใจหมายไปเรื่อย ๆ  เรื่อย ๆ วันไม่ได้นี่ทุกข์แรงนะ แค่เรื่องเดียว คิดดูซิ แล้วไปตลอดชีวิตเลยนะ ได้อย่างมาก อย่างมากด้วย สุขที่สุด ยอดที่สุด ดีที่สุด สภาพที่ดีที่สุดที่ทางโลกอยากได้ ได้เสพไปตลอด ๆ ตลอด ๆ ตลอด ๆ ตลอด ๆ ตลอด ๆ ได้ดั่งใจไปตลอด สุขใจที่ได้ดั่งใจไปตลอด แล้วที่ฤาษีสาปแช่งนี่ เรื่องเดียวหรือเปล่า ตั้งไม่รู้กี่เรื่อง ทุกข์อย่างเลยใช่ไหม ให้ได้ทุกอย่างเลย ให้ได้ทุกอย่างเลย ที่กิเลสมันอยากได้นี่ กิเลสตัณหาความอยากนี่ อยากได้กาม กาม  สุขัลลิกะ สุขใจที่ได้ดั่งใจ ให้ได้ไปทุกอย่าง ทุกอย่าง ทุกอย่าง ทุกอย่าง ทุกอย่างเพราะยิ่งเสพบ่อยเท่าไหร่ เท่าไหร่ เท่าไหร่ เท่าไหร่ เป็นอย่างไร กิเลสก็ยิ่งโตมาก โตมาก โตมาก โตมาก ติดมากไหม ติดมาก ติดมาก ติดมาก ติดมาก ติดมาก  แล้วพอไม่ได้ดั่งใจเป็นอย่างไร ทุกข์มากไหม ทุกข์มากเลย แล้วเลิกง่าย ๆ ใช่ไหม ติดมาก ๆ นี้เลิกง่าย ๆ ใช่ไหม ง่ายหรือยาก  เลิกยาก เจ้าประคุณทูนหัวเอ๋ย! เสพเข้าไป เสพเข้าไป เสพเข้าไปมาก ๆ มาก ๆ มาก ๆ มาก ๆ  แต่ละเรื่อง แต่ละเรื่อง แต่ละเรื่อง เวลาออกละทีนี้นะ เวลาไม่ได้นี่นะ  ทุกข์แสนสาหัสเลย แล้วเวลาออกนี่นะ 

ระหว่างคนเสพมากกับเสพน้อย ใครออกง่ายกว่ากัน เสพน้อย ใครออกยากกว่ากัน เสพมาก ติดมากจะออกยากที่สุดเลย เจ็บปวดไหม เจ็บปวดไหม ออกน่ะ เจ็บปวดทุกข์ทรมานที่สุดเลยนะ มันไม่ใช่ว่าออกมาเดิน แอ็ด ๆ แอ็ด ๆ ออกมาแล้ว ไปแล้ว พอแล้ว สบาย ๆ นะจะบอกให้ ไม่ใช่นะ โอ้โห! ออกมานี่ฝ่าอะไรมา ฝ่ากองไฟนรกออกมานะจะบอกให้ ฝ่ากองไฟนรกออกมานะ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ เดินออกมาโก้ ๆ นะ ไฟนรกไหม้หัวมาด้วยนะ แล้วก็ ดับไป ดับไป ดับไป ออกมาจากกามนี่  เวลาออกไฟนรกไหม้หัวออกมานะ มันไม่ใช่ว่าออกมาง่าย ๆ ไฟนรก กฎนรก หอกนรก ดาบนรก มันทิ่มแทง จุ๊บจั๊บ ๆ จุ๊บจั๊บ ๆ จุ๊บจั๊บ ๆ  จุ๊บจั๊บ ๆ  ทรมานนะจะบอกให้ ทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจนี่มันทรมานนะ  ทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจทั้งร้อนรน ทั้งโอ้โห! ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร มันอธิบายยาก สารพัดลีลา ทรมานน่ะ มีทั้งอึดอัด ฟุ้งซ่าน หดหู่ ซึมเศร้า กลัวกังวล ระแวง หวั่นไหว ร้อนรน อะไรต่าง ๆ สารพัด ทรมาน 

ทรมาทรกรรมจริง ๆ มันไม่ใช่ว่าเดินออกมาโก้ ๆ โก้ ๆ นะ ออกมานะโอ้โห! ไฟนรกไหม้หัวออกมา ทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจมันไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ เราจะสลายควับเลยนะ  โอ้โห! ไหม้หัวออกมาแล้วค่อย ๆ เอาปัญญาไปดับ โอสถทิพย์ดับ มันก็ไม่ใช่ดับได้หมดคราวเดียว ดับได้ทีละส่วน ทีละส่วน ทีละส่วน ไอ้ส่วนที่ไม่ได้มันก็ไหม้อยู่อย่างนั้น ทรมานอยู่อย่างนั้น อย่างนี้เป็นต้น ก็ค่อย ๆ ลดลง ลดลง ลดลง ไม่ใช่เดินออกโก้ ๆ สบาย ๆ สบาย ๆ รู้แล้วเดินออกโก้ ๆ ไม่ใช่นะ มันต้องโทมนัส  ท่านบอกทุกข์ใจ  โทมนัส เนกขัมมสิต เนกขัมมสิตโทมนัส แม้เป็นเนกขัมมะแล้ว  แต่ต้องโทมนัส  ทุกข์ ทุกข์ทรมานนะ ออกมาไม่ใช่เดินออกมาโก้ ๆ   มันทุกข์ทรมานออกมา คลานออกมา ตะเกียกตะกายออกมา กระเสือกกระสนออกมา

อาจารย์ประทับใจมีชาดกอันหนึ่งอีก ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปางที่ท่านเป็นหมาจิ้งจอก คือมันมีเหตุการณ์อย่างนี้แหละ เดี๋ยววันหน้ามาอ่านให้ฟัง ไม่น่าเล่าไปก่อนเลย  หนังไทยเขาว่าเขาไม่เล่าก่อน อยากรู้หรือแหม! ไม่น่าเล่าไปก่อนเลย  น่าจะค่อย ๆ อ่านไป รู้ไป เล่าโดยย่อก็ได้ เล่าโดยย่อ วันหน้าค่อยมาอ่านในชาดก บอกก็ได้ ไปดูในพระไตรปิฎกมหามกุฏ ไปอ่านก่อนก็ได้ เล่มที่ 56 ข้อที่ 148 สิคาลชาดก  คือ สงฆ์กระสันอยากสึกไปเสพกาม พระพุทธเจ้าเลยไปโปรด

ก็เล่าในอดีตชาติว่าท่านเป็นหมา เป็นสุนัขจิ้งจอก   สุนัขจิ้งจอกก็ไปเจอช้างตาย เล่าให้ฟัง   เจอช้างตายแล้วก็ไปกินงามันก็ ไปกินงวงมันก็แข็ง ๆ ไปกินเท้ามันก็แข็ง ๆ หางมันก็แข็ง ๆ ไปกินอะไร ๆ มันก็แข็งๆ แข็งๆ ท้องมันก็แข็ง ๆ มันก็ไม่น่ากินทั้งนั้นเลย ก็ไปเห็นทางก้นมันนุ่ม ๆ กัดเข้าไปอร่อยดี เอาตรงนี้ละวะ ท่านก็กินเข้าไปจนมุดเข้าไปข้างในเลยทีนี้ เข้าไปทางก้นมัน มุดเข้าไปน่ะ มันนุ่ม ๆ กินเข้าไปโอ้โห! เข้าไปอยู่ในท้องช้างเลยนะ กินสบายเลยทีนี้  มีความสุขนะ กิน ตั้งหลักตั้งลำอยู่ในนี้ ไม่ไปไหนหรอก ว่าอย่างนั้น  เรามีความสุขมาก สบาย อยากกินอะไร ตับ ไต ไส้ พุง กินได้หมด น้ำก็ไม่ต้องไปหากิน กินเลือดเอา สบายมากเลย ไม่ต้องไปไหน ครบหมดแล้ว มีความสุขกับการบริโภคกาม 

กาม สุขใจที่ได้ดั่งใจ มีความสุข มีครบหมดเลย อยากนอนก็นอนในท้องช้างนี่แหละ สบาย เราไม่ไปไหนหรอก ก็กินอยู่นั่นหลายเดือนเลยนะ ช้างตัวใหญ่ อวัยวะมันก็เยอะ คอยกินอยู่ มีความสุข ไม่คิดจะไปไหนนะชีวิตเรา บริโภคกามอยู่นี่แหละ สุขใจที่ได้ดั่งใจอยู่อย่างนี้แหละ พอกไปเรื่อย พอกไปเรื่อย พอกไปเรื่อย พอกไปเรื่อย ทีนี้พอถึงหน้าแล้ง หน้าแล้งนี้ มันก็ร้อนนะ อะไรมันก็แห้งไปหมด แข็งไปหมด หนังอะไรต่าง ๆ แม้แต่ทางออกทางทวารมันก็ล็อคหมดเลยทีนี้ ทุกอย่างมันแห้งไปหมด เลือดก็แห้ง ทีนี้อะไรก็แข็งไปหมดกินก็ไม่ได้ ทีนี้ไม่มีอะไรจะกิน มันแข็งไปหมด เพราะว่ามันถึงหน้าแล้ง น้ำอะไรมันก็ระเหย หนังมันก็กลับแข็งไปหมดเลยทีนี้ ทางออกก็ไม่มี มันปิดเลยทีนี้ ปิดเลย เพราะว่ามันหด มันแข็งมันหด ออกก็ออกไม่ได้ จะตายแล้วทีนี้ โอ๊ย! ดิ้นชนตรงนู้นตรงนี้ กัดตรงนู้นตรงนี้ ก็ออกไม่ได้ มันแข็งไปหมด  ออกก็ออกไม่ได้ โอ้ย! จะตายทุกข์ทรมาน ทุกข์ทรมานผอมโซกินอะไรก็ไม่ได้กินเลย น้ำเลือดก็แห้งไปหมด ทุกอย่างแห้งไปหมด มีแต่รัดจะตายเอาเท่านั้นแหละ 

ท่านบอกเหมือนก้อนแป้งลอยไปลอยมาในหม้อ มันออกไม่ได้ โอ้ดิ้นตาย ดิ้นตาย หมาดิ้นตาย ทุกข์แสนสาหัสเลย ทุกแสนสาหัสเลย เพราะมาหลง หลงสบาย หลงได้ดั่งใจอยู่อย่างนี้  เหมือนหนูตกถังข้าวสาร  นี่หมาตกท้องช้าง คราวนี้มันทุกข์ ทุกข์แสนสาหัสจะตาย ชีวิตไม่อยากตาย ถ้าอยู่เป็นสุขใจชอบใจ  ไม่อยู่ทุกข์ใจไม่ชอบใจ มีกินสุขใจชอบใจ ไม่มีกินทุกข์ใจไม่ชอบใจ ทั้งร่างกายก็แย่ ของอยู่ของกินอะไรก็ไม่ได้ ทุกอย่างไม่ได้ดั่งใจหมายหมดเลยทีนี้  ทุกข์จะตายเอา ทรมานอยู่ในนั้น ผอมโซจะตาย หมดเรี่ยวหมดแรงหาทางออกก็ไม่ได้  หลายเดือน อดเอาทนเอาจะตายแล้ว 

เสร็จแล้วฝนตก  เข้าหน้าฝน  จากหน้าแล้งจนเข้าหน้าฝน พอเข้าหน้าฝน ฝนตกมาหนังมันบวม ฝนตกมามันชุ่ม ๆ ชุ่ม ๆ   มันบวมขึ้นมา ช้างมันขึ้นคืนรูปเดิม มันบวม ๆ  ฝนตกใส่แล้วมันอ่อน ๆ คืนรูปเดิม ตรงทวารมันก็เหมือนกัน ตรงก้น ตรงทวารมันก็คืนรูปเดิม แล้วมันมีรูนิดเดียว นิดเดียวเลยนะ มีช่องมีรูนิดเดียวเลย ท่านบอกเหมือนแสงดาว  รูเหมือนแสงดาวบนท้องฟ้า ดาวใหญ่ไหม จะใหญ่อะไรละ  ดวงอาทิตย์ใหญ่ ดวงจันทร์ก็ใหญ่  ดาวนิดเดียว เหมือนมองเห็นแสงดาวบนท้องฟ้า แต่มันรูนิดเดียว  ทีนี้สุนัขจิ้งจอกตัวนี้ พระโพธิสัตว์นี่แหละ ตอนนั้นท่านเป็นสุนัขจิ้งจอก เป็นอย่างไร ตายเป็นตายละวะ กัดฟัน ต้องออกไปให้ได้ รูนี้แหละ ว่าแล้วก็ถอยไปอยู่ตรงหัวช้าง แล้วก็ภาษาอีสาน “กัดแข่วยุ้มก้น” กัดฟันสู้  “กัดแข่วยุ้มก้น” ขมิบก้นกัดฟัน กัดฟันขมิบก้น 

สุดยอดนะ เรียกว่าเตรียมพลังเต็มที่ สุดแรงเกิด แล้วพุ่งเต็มที่เลยล่ะ มาอยู่ตรงหัวช้าง กินจนหมดแล้ว หมดของกินแล้ว แข็งหมดแล้ว แต่ตอนนี้มันอ่อนแล้วนะ ให้มันไกลที่สุดเข้าใจไหม ให้มันมีแรงพุ่งเยอะที่สุดน่ะ ต้องมาอยู่ตรงหัวช้าง ตัวเองจะพุ่งออกทางหางช้าง  ทางทวาร ทางหางช้าง ต้องให้มันมีโมเมนตัม (Momentum) จะเรียกอะไรโมเมนตัม (Momentum) ให้มันแรงนะ ถ้าไปพุ่งออกใกล้ ๆ มันไม่มีแรง   มันต้องไกล ๆ  สะสมแรง พุ่งไปสุดแรงเกิด  ว่าแล้วพุ่งไปสุดแรงเกิด มันปึ๊ด! ออกไปได้  เสร็จแล้วเป็นอย่างไร หันกลับมา ด้วยความหิวโซ ด้วยความหมดเรี่ยวหมดแรง ด้วยภาพเสื่อมของเซลล์  หนังมันหลุด อยู่ในทวารช้าง ลอกออกมา เหลือแต่สุนัขไม่มีหนัง ผอมโซ ไม่แข็งแรง หนังมันติดอยู่ เป็นสุนัขไม่มีหนัง  น่าเกลี๊ยดน่าเกลียดท่านว่า สุนัขไม่มีหนังเกือบตาย แล้วท่านก็อุทานออกมาว่า ไม่เอาอีกแล้ว! ไม่เอาอีกแล้ว! ไม่เอาอีกแล้ว! ชีวิตไม่เอาอีกแล้ว! ไม่เอาอีกแล้ว! ไม่เอาอีกแล้ว!  

นี่แหละท่านบอกเล่าถึงโทษภัยของกาม มันเป็นอย่างนี้แหละ มันจะถูกขังไว้ ทีแรกมันจะหลอกว่าเป็นสุข เป็นสุข เป็นสุข แล้วคอยดูสิ มันหมดฤทธิ์สุขนั้นแล้ว ทุกข์มันออกฤทธิ์ หมดฤทธิ์สุขที่ได้ดั่งใจหมายมันคุ้มครองชีวิตไม่ได้นะ สุขัลลิกะ แป๊บเดียวมันหมด มันคุ้มครองไม่ได้ แล้วที่เหลือมันจะทิ้งแต่ทุกข์ไว้ ทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจ ทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจแง่นั้นเชิงนี้ วิบากร้ายต่าง ๆ พอวิบากร้ายอันนี้มันเล่นงาน ทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจเล่นงาน เพลินเข้าไปสิกับสุขที่ไม่มี  แต่ทุกข์มันแรงขึ้น แรงขึ้น แรงขึ้น เรื่อย ๆ เพราะตัวเองสะสมสุขใจที่ได้ดั่งใจ แล้วก็ทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจ มันคู่กันไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ ใช่ไหม พอมันไม่ได้  ที่นี้มันจะทุกข์อย่างแรงเลย สุขหมดแล้ว แต่ทุกข์มันไม่หมด มีแต่เพิ่มมา คราวนี้มันจะตายเอา วิบากเข้าล่ะทีนี้ 

นี่แหละโทษของกาม ท่านว่าอย่างนั้นนะ วันที่ไม่ได้จะทุกข์มาก วันที่พลัดพราก วันจากจะทุกข์มากเลย อย่างนี้เป็นต้น มีวิบากแง่นั้นเชิงนี้ ผู้มีปัญญาก็รู้ พุ่งออกมาเสร็จนี่ ออกไม่ได้เข็ดแล้ว ๆ เข็ดหลาบแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว ๆ ก็อธิบายถึงโทษภัยของกาม

สภาวะมันคืออะไร สภาวะคือกามมันทุกข์มาก 

แล้วจะออก จะออกแบบเหยาะแหยะ จะเดินออกสบาย ๆ ๆ ได้ไหม ไม่ได้.. เวลาออกพุ่งออกสุดแรงเกิด เข้าใจไหม มันต้องหนังหลุดก็ยอม มันต้องเจ็บน่ะ หนังครูด หนังหลุดน่ะเจ็บไหม หนังหลุดน่ะ..เจ็บ ๆ  (ร้องเพลง) เจ็บนี้อีกนาน.เจ็บนี้ไม่ลืม เจ็บลึกกว่าเคย เจ็บช้ำกว่าใคร เกินกว่าใคร  เข้าใจไหม  มันจะออกไม่ใช่จะออกง่าย ๆ นะ มันเจ็บนะจะบอกให้ ออกจากกามนะไม่ใช่ไม่เจ็บนะมันเจ็บนะ โอ้โห! แล้วค่อย ๆ ออก โก้ ๆ ออก น่ะไม่ได้นะ มันเจ็บนะ ออกไม่ได้ทางออกมันแคบ ต้องมุดออก ต้องพุ่งออกสุดแรงเกิด มันถึงจะออกเข้าใจไหม ทำอย่างไรมันถึงได้ออกสุดแรงเกิด  มันต้องเห็นภัยมาก ๆ เลยใช่ไหม เห็นโทษเห็นภัยมันมาก ๆ เลยใช่ไหม มันถึงได้กระโดดออกเลยน่ะ 

ไม่เอาแล้ว พุ่งออกสุดแรงเกิดเลย เห็นโทษเห็นภัยมันน่ะ เสร็จแล้วมันพยายามรั้งเราไว้ไหม รั้งไว้นะ มันไม่ใช่ให้เราออกได้ง่าย ๆ นะ ทุกข์ใจทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจมันจะรั้งไว้ ว่าอย่าออก ๆ มันทุกข์  ไม่เห็นหรืออย่างไร เสพไปเลยมันถึงได้สุขมันจะไม่ทุกข์น่ะ เหมือนกับคนเป็นฝีนี่นะ โอ๊ย! กว่าจะผ่าหัวฝีนี่ อย่าผ่า ๆ เจ็บ  เดี๋ยวมันเจ็บ เอาฝีไว้อย่างนี้แหละ เอาฝีไว้ก็ปวดอยู่อย่างนี้แหละนะ  อย่าผ่า เดี๋ยวมันเจ็บ  เข้าใจไหม แล้วหัวฝีก็กลัดหนองอยู่อย่างนั้น  ทรมานจะผ่าก็ไม่กล้าผ่า มันเจ็บ จะผ่าหัวฝีนี่มันเจ็บนะ ไม่ใช่ไม่เจ็บนะ จะออกมาน่ะ ก็เหมือนออกจากกามน่ะ ต้องผ่าออกมันเจ็บมันต้องกรีด หัวฝีมันถึงได้ออกมาได้ มันก็ได้หายฝีได้ ไม่ใช่ว่า เสกให้มันหายวับไปเฉย ๆ นั่นหัวฝีน่ะ ไม่ใช่นะ 

ผ่าหัวฝีออกน่ะ มันเจ็บนะจะบอกให้ อย่างนี้เป็นต้น คุณจะออกจากกาม ไม่ใช่ว่าคุณจะออกแบบโก้ ๆ น่ะ เจ็บ.. เหมือนหมา สุนัขจิ้งจอก ครูด ๆ ๆ ๆ ออกมา  รูออกเล็ก ๆ น่ะ ต้องมุดออกเต็มที่สุดแรงเกิด แล้วมันต้องครูด..หนังถลอกปอกเปิกหมด ขนร่วงหมด หนังถลอกปอกเปิกหมด  เจ็บ อย่างนี้เป็นต้น  มันต้องทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจ มันขนาดไหน ทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจน่ะ มันเจ็บ โอ๊ย! อย่าไปแตะมันเลยดีกว่า อยู่เฉย ๆ ดีกว่า อย่าไปแตะมัน  ทำให้ได้ดั่งใจไปเลยดีกว่า มันจะได้ไม่เจ็บ เสร็จแล้วเป็นอย่างไร พอทำให้ได้ดั่งใจแล้วมันกลัดหนองเข้าไปอีก  อ้าว! จะกรีดออกก็เจ็บ พอไม่กรีดออก เออ..ก็ไม่เจ็บเพราะกรีด ไม่เจ็บเพราะการกรีดใช่ไหม แต่มันไปเจ็บเพราะอะไร เจ็บเพราะมันกลัดหนองอีก ใช่ไหม 

นี่ละกลัดหนองก็คือวิบากร้าย มันก็ซัดเอา ๆ โรค เรื่องร้ายอะไรต่าง ๆ  ทุกข์ ทรมาน กลัว กังวล หวั่นไหว ว่าจะไม่ได้ดั่งใจแง่นั้นเชิงนี้ กลัวเรื่องร้ายจะไม่ออกไป กลัวมันจะเข้ามา เข้ามากลัวจะไม่ออกไปอยู่นั่นแหละ คือถ้าไม่กรีดออกมันจะต้องกลัดหนอง มันจะมีหนอง มันจะมีทุกข์ทรมานต้องปวดเพราะหนอง ถ้ากรีดออกก็ต้องเจ็บเพราะกรีด จะไปไหนละน้อ  ถ้าจะกรีด เจ็บอย่าเลย อย่ากรีดออกเลยสงบ ๆ  ดีกว่า  จะได้ไม่เจ็บเพราะกรีด และก็เสพไป ทีแรกมันก็พอสุขได้เอาอะไรมาระงับ ๆ มันไป  หนองนี่เอาอะไรมาระงับ ๆ มันหน่อย เอายาชามาระงับไว้ก่อนดีกว่า จะได้ไม่เจ็บ คือเสพให้ได้ดั่งใจหมาย คือเอายาชามาระงับไว้ จะได้ไม่เจ็บ ระงับไว้พอหมดฤทธิ์ยาชาก็ปวดอีก กลัดหนองอีก มันอยู่อย่างนั้นล่ะ ระงับไว้เรื่อย ๆ ๆ 

เอาไปเอามายาชาก็ระงับไว้ไม่อยู่ คือสุขที่ได้ดั่งใจหมาย กับทุกข์ที่มันรุมเร้า สุดท้ายวิบากมันเข้าทุกข์ที่มันรุมเร้า สุขนั้นมันเอาไปกลบได้ไหม ไม่ได้  ทุกข์ที่มันรุมเร้าเอาไปกลบไม่ได้ สุขนั้นจะไปกลบไม่ได้ มันจะเป็นทุกข์เท่านั้นเอง ทุกข์จากป่วยทุกอย่างเรื่องร้ายต่าง ๆ อย่างไรสุขนั้นมันก็เก็บไม่ได้ ก็มันไม่มีแล้ว  นี่แหละมันยังทุกข์อย่างนี้ แล้วจะเอาอย่างไรนะ  สุดท้ายผู้มีปัญญาก็ ตายเป็นตายล่ะ ยอม  กรีดก็กรีด ผ่าเอาหนองออก กว่าหนองมันจะออกมาได้ ออกมามันไม่ใช่ออกหมดคราวเดียวนะ บีบแล้วบีบอีก บีบแล้วก็ โอ๊ย! เจ็บ  โอ๊ย! ๆ ๆ ๆ เจ็บ ๆ กว่าจะบีบออกมาได้ โอ๊ย! ค่อยดีขึ้นหน่อย  ยังเหลือนะเอาไว้ก่อน วันหน้าจะบีบใหม่อีก กัดฟันสู้อีก บีบ ๆ โอ๊ย ๆ  ยิ่งคว้านนี่นะ โอ๊ย ๆ ๆ คว้านออก ๆ คุณเอ๊ย! พอเข้าใจไหม คว้านออกเสร็จแล้วเป็นอย่างไร ยังไม่หมดเอาไว้ก่อน จะตายแล้วพอก่อน คว้านเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน บีบเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน  เบาได้ประมาณนี้ก่อน  มากกว่านี้ไม่ไหวไม่รอด วันหน้าค่อยเอาออกใหม่ 

เห็นไหม มันไม่ใช่ง่าย ๆ นะ กว่าจะหมดหนองนี่ เป็นอย่างนั้นน่ะ สุนัขจะออกจากท้องช้างนี่ก็ไม่ใช่ง่าย รูเล็ก ๆ สุดแรงเกิด แต่ว่าสภาวธรรมต้องรู้โทษภัยชัดว่ามันเอาตายเลยนะ ทุกข์มากเลยนะ ทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจนี่ โอ้โห!แล้วก็มีเรื่องร้ายเยอะแยะไปหมดเลย มันจะเอาตายมีวิบากร้ายเยอะแยะไปหมดเลย เอาแต่เพิ่มบาปไปอย่างนี้ กุศลก็ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเลย กินแต่บุญเก่า กินแต่กุศลเก่า กุศลหมดไหม หมดไปเรื่อย ๆ ๆ เสร็จแล้วมันเป็นอย่างไรบาปเพิ่มไปเรื่อย  ๆ  แล้วชีวิตคนเป็นอย่างไรทำชั่วมาหาที่ต้นที่สุดไม่ได้ ไม่มีกุศลช่วยเป็นอย่างไร อกุศลวิบากซัดเอา ซัดเอาเสร็จจิตตัวเองเป็นอย่างไร พอกบาป กิเลสมารผู้มีบาปไว้ กิเลสตัณหาความอยาก อยากได้ดั่งใจหมายถึงจะสุขใจชอบใจ ไม่ได้ดั่งใจหมายทุกข์ใจไม่ชอบใจ ตัวเองพอกความทุกข์ใจไว้เยอะไหม เยอะ.. 

เพราะฉะนั้นเวลาไม่ได้เป็นอย่างไร ทุกข์แรงไหม แรง.. คุณเอ๊ย! ทีนี้น่ะ   เรื่องร้ายก็ซัดแรง มันเอาตายเลยน่ะ ใจก็ทุกข์แรงเพราะไม่ได้ดั่งใจ ใช่ไหม  ไม่ได้ดั่งใจหมายตั้งไม่รู้กี่เรื่อง อยากหายจากภัยอันตรายนั้นก็ไม่หายน่ะ จากโรค จากภัย จากอันตราย ก็ไม่หาย สุขอะไรก็ไม่ได้สักอันเลย  ทีนี้มันทุกข์มันทรมาน เป็นโรคเป็นเรื่องร้าย ทุกข์ทรมานใจ อยากเสพอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจหมายแล้ว ทุกข์แรง  มันต้องเห็นทุกข์โทษภัยที่แรง พอเห็นที่แรงนั่นแหละ มันถึงจะพุ่งออกสุดแรงเกิดเลย สุดชีวิตน่ะ แปลว่าถ้าจะออกจากท้องช้างได้คือ จะออกจากกามนี้ได้นะ มันต้องพุ่งออกสุดชีวิตเลยนะ ปัญญาต้องคมสุด ๆ แล้วก็กำลังใจกำลังกายสุด ๆ พุ่งออกสุดชีวิตเลย ไม่ใช่ว่าจะเหยาะแหยะ นะ จะเหยาะเเหยะออกไม่ได้นะ 

สภาวะคือเหยาะแหยะออกไม่ได้ ทางออกมันเล็กมาก คุณเหยาะแหยะ ๆ ออกไม่ได้เลย  ต้องพุ่งออกอย่างแรงเลย ไม่อย่างนั้นออกไม่ได้ และการพุ่งออกอย่างแรงนี่ ช่องทางมันเล็กคุณออกเหยาะแหยะออก มันจะออกได้ไหม ไม่ได้  แล้วยิ่งเจ็บ ใช่ไหม รูมันเล็กน่ะมันยิ่งเจ็บ โอ้โห! ไม่ไหว ๆ มันไม่มีแรงพุ่งออก มันต้องพุ่งออกอย่างแรงเลย พุ่งออกอย่างแรงเป็นอย่างไร มันต้องเจ็บไหม เจ็บสิ มันต้องครูดละนะ พุ่งออกตายเป็นตาย ตายเป็นตายเลยแหละกัดฟันสู้ โอ้โห!มันครูด….. หนังถลอกปอกเปิดหมด ขนหมดเลย ไม่เหลือขนเลย โอ้คุณเอ๊ย! เหมือนถอนขนเป็น ๆ แล้วถอนขนไม่ใช่แข็งแรง ๆ นะ ถอนขนคนหมดเรี่ยวหมดแรงนะ สัตว์หมดเรี่ยวหมดแรง คือหมดเรี่ยวหมดแรงมันบอบช้ำน่ะ พอเข้าใจไหม มันอักเสบมันบอบช้ำน่ะ แล้วก็ถอนขนตรงที่มันบอบช้ำน่ะ สภาวะมันเป็นอย่างนั้นน่ะ โอ้โห! คุณเอ๊ย! 

จะออกจากนรกนี่มันไม่ง่ายเลย!! พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า อยู่ในนั้นมันก็จะทรมานนะนรกน่ะ จะออกก็ไม่ใช่ง่ายนะ  ท่านบอกว่าออกได้ยากแสนยาก มันต้องเจ็บปวด ออกมา ไม่ใช่ง่ายนะ 

พระไตรปิฎก เล่มที่ 56 ข้อที่ 148 เปิดเผยความลับก่อนแล้วเรา จะเล่าเรื่องหนึ่งก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เป็นไร สอดคล้องกัน ๆ เนื้อหาสอดคล้องกัน มหามกุฏนะ ไม่ใช่ มหาจุฬาฯ มหามกุฏจะอธิบายรายละเอียดไว้เยอะ สนุก ๆ เล่าเท่านี้ก่อน สนุกวันหน้ามาอ่านให้ฟัง ได้อรรถรสอีกแบบ แบบย่อก็อีกแบบหนึ่ง เล่าแบบย่อก็ดีนะ ก็รู้ดีนะเข้าใจชัดดี อย่างนี้เป็นต้น  ออกมาได้ แล้วจะไม่กลับไปอีกแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว ๆ นั่นแหละ แล้วท่านก็สอนสาวกว่ากามมันทุกข์อย่างไร สอนเสร็จบรรลุธรรม ไม่สึกแล้ว ปฏิบัติต่อ ไม่ลาสิกขาแล้ว จะปฏิบัติต่อดีกว่า แล้วก็พากันปฏิบัติต่อ เห็นทางพ้นทุกข์กัน ออกได้ก็สบายปลอดภัย สุขสบาย เป็นอย่างนี้แหละ ไหน ๆ เล่าชาดกแล้ว  

อาจารย์เล่าที่อาจารย์เขียนมาก่อนก็ได้ เล่าตรงนี้มาก่อนนิดหนึ่ง อาจารย์เล่าเรื่องพระพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์ ท่านได้กล่าวอย่างนี้นะ ไหน ๆ ก็เล่าตรงนี้มาแล้วก็แวะตรงนี้ซะเลย ที่อาจารย์คุยกับเทวดา โอ้! เป็นแต่ความรู้ที่ลึกซึ้งนะตั้งใจฟังนะ อาจารย์คุยกับเทวดาว่า ที่พระพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์ท่านได้กล่าวไว้ว่า ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป น่ะมันคืออะไร มันเป็นอย่างไร สภาวะเป็นอย่างไร อาจารย์คุยกับเทวดาคุยไปคุยมาก็เลย ตอบเทวดาไปว่าอย่างนี้ อาจารย์ว่า มันเป็นอย่างนี้นะ ในโลกใบนี้นี่ ชีวิตแต่ละชีวิตมันไม่มีสุขหรอกมันมีแต่ทุกข์ ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป เพียงแต่จะดับไปชั่วคราว หรือดับไปยั่งยืนเท่านั้นเอง มีแค่นี้ และสภาพที่สุขที่สุดของชีวิตคือ ทุกข์ดับ ไม่มีอะไรสุขกว่านี้ สุขไม่มีคุณไปหาเถอะ ให้ตายเถอะมันไม่มี คุณไปหาเลยสุขไม่มี มีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป  สุขไม่มี 

คนเราจะรู้สึกสุขได้น่ะมีอันเดียวเท่านั้น ก็คือทุกข์มันดับไปจะชั่วคราวหรือถาวรก็ตามนะ ทุกข์มันลดลงคุณต้องสร้างมาทรมานตัวเอง แล้วลดทุกข์ลงไป พอลดทุกข์ลงไปได้ปุ๊บนี่ มันก็จะเริ่มสุขแล้ว ยิ่งถ้าลดลงไปได้หมดเลย ยิ่งลดได้เร็วเท่าไรนะ  ยิ่งลดทุกข์ได้เร็ว คุณจะสุขมากเท่านั้น ๆ คุณจะรู้สึกสุขใจ จะดีใจสุขใจที่ทุกข์มันลดลงเท่านั้นเอง ความสุขมันอยู่แค่นี้ ตั้งใจฟังให้ดีนะ ความสุขมันอยู่แค่ทุกข์ลดลงเท่านั้นเอง ถ้าทุกข์ลดลง เอาเป็นดับไปเลย  มันจะได้ชัดสภาวะนะ มีทุกข์แล้วก็ลดลงหายไปเลย ลดลงหายไปเลย จะสุขทันทีเลย ยกตัวอย่างเช่น เราปวดหัวหนัก ๆ อยู่ตอนนี้ เราหายปวดหัวทันทีเลย สุขไหม สุขทันทีเลยใช่ไหม 

คำถามมีอยู่ว่า แล้วสุขนั้นไป ดีใจแรง ๆ โอ้! เป็นอย่างไรอยู่นานไหม ไม่นานใช่ไหม เดี๋ยวมันก็ลดลง ๆ ใช่ไหม ลดลงไปแล้วก็หายไปใช่ไหม เรียกกลับมาได้อีกไหม ทั้งที่เราหายปวดหัวแล้ว ไม่ได้ปวดหัวแล้วเรียกกลับมาได้อีกไหม  สุขให้แรง ๆ ตอนนั้นน่ะ เราก็จำได้สุขแรง ๆ จำได้ไหม เราไม่สบายอะไรสักอย่างก็ได้ เอาไม่ใช่แต่ปวดหัวอย่างเดียว  ไม่สบายอะไรซักอย่างก็ได้ เป็นโรคไม่สบาย ออกอาการไม่สบายในกาย แล้วอาการไม่สบายนั่นหายไปน่ะสุขไหม สุขเลยนะ โอ๊ย! สุข ๆ ๆ  แล้วบอกว่า  สุขอย่าไปไหนๆ  อยู่ไหม ไม่อยู่.. จะลงไปเรื่อย ๆ ใช่ไหม และก็หายไป  เรียกกลับมาได้อีกไหม ไม่ได้  เรียกความรู้สึกนั้นกลับมาไม่ได้อีก ความรู้สึกสุขน่ะ ดีใจน่ะ  เรียกกลับมาไม่ได้อีก นั่น สุขอย่างนั้น ปิติอย่างนั้น อิ่มเอิบอย่างนั้น กลับมาไม่ได้อีก มันจะลงไป ๆ แล้วก็หมดไป 

เหมือนกับถ้าเราสบาย ๆ อะไรอยู่ตอนนี้มันจะสบายใช่ไหม มันก็ไม่ทุกข์อะไร มันจะสบายดี แต่จะสุข ฟู ๆ อย่างนั้นไม่มีอีกแล้วใช่ไหม มันไม่มี อยากได้อีกทำอย่างไร ทำให้เจ็บป่วยอีกซิ ทำให้ปวดหัวอีก ทำให้เจ็บป่วยอีก  เข้าใจไหม ทำให้เป็นอีก ทรมานอีก หนักกว่าเดิมก็ได้ เท่าเดิมก็ได้  โอ้! ทรมาน ๆ ๆ  เสร็จแล้วเป็นอย่างไร แทบจะหาวิธีรักษาไม่ได้เลย เสร็จแล้วไปพบวิธีรักษา เขาว่ารักษาได้ดีใจเลยทีนี้รักษาได้เป็นอย่างไร หายเฉียบพลันเลยทีนี้ ดีใจแรงไหม แรง…  และให้มันอยู่ไปตลอดได้ไหม ไม่ได้เดี๋ยวลงแล้ว ๆ ๆ  ลงไปแล้ว  ลงไปเสร็จหมด ไม่ได้มีสุขอันนั้นแล้ว หมดแล้ว ใช่ไหมแต่มันก็ไม่ทุกข์ใช่ไหม แต่มันก็สบายดีนะ มันสบายดีมันไม่ทุกข์มันก็สบายดี มันก็สุขสบายดีใช่ไหม แต่จะให้รู้สึกสุขฟูอย่างนั้นน่ะ ได้ไหม  ไม่ได้..  

แม้เราเคยจำได้นะว่าเคยอย่างนั้น อยากได้อีกน่ะ อยากได้ความรู้สึกอย่างนั้นอีกนะ เลยพยายามคิดให้มันได้ คิดเอา ๆ เราจำได้น่ะ จำได้ว่าเคยสุข อย่างนั้นน่ะ  แล้วให้เกิดความรู้สึกเหมือนอย่างนั้นน่ะ ได้ไหม โดยที่ไม่ไปทุกข์ใหม่น่ะ  ได้ไหม  ไม่ได้…. ถ้าอยากได้อย่างนั้นต้องไปทุกข์ใหม่  กลับไปทุกข์ใหม่อีกต้องไปเป็นโรคใหม่อีก  อ้าว! ทำไมไม่เอาล่ะ ทำไมไม่เอาอยากถ้าอยากได้ ๆ น่ะ  ความรู้สึกสุขอย่างนั้นทำไมไม่เอาล่ะ ก็มันจะไปเป็นโรคใหม่เข็ดแล้ว  ตั้งใจฟังดี ๆ วันนี้น่ะอาจารย์ จะอธิบายสภาวะของจิตที่มันมีอยู่ในโลก นี่แหละสิ่งที่ต้องเรียนรู้

สุรภาโว(เป็นผู้กล้า)  สติมันโต (เป็นผู้มีสติ)  อิธ พรหมจริยาวาโส (เป็นผู้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์)
สิ่งที่ต้องเรียนมันมีแค่นี้แหละ 

  • สุรภาโว  สุระแปลว่า หยาบ  แปลว่า กร้าน  แปลว่า กล้า  กล้า หยาบ กร้าน  ก็คือนี่แหละ ภาวะของ สุระ นี่ก็คือ กายหยาบนี่ เวลาศึกษาท่านให้ศึกษาสุรภาโว นี้  กายหยาบนี้แหละ  สิ่งที่อยู่ในกายหยาบอันนี้  สุระแปลว่าหยาบ  สุระ สุรา นี่แปลว่าหยาบ แปลว่า กร้าน  หยาบกร้าน นี่ให้ศึกษาอย่างนี้  สติมันโต ให้มีสติอยู่ในนี้  ที่มันมีสติปัญญา ที่มีสติมีความรู้สึกอยู่ในนี้ ให้มันมีความรู้สึกระลึกรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ในนี้ เมื่อมีผัสสะมากระทบ
  • อิธ พรหมจริยาวาโส อิธ ก็คือ โลก ก็คือโลกโลกนี้แหละที่ต้องศึกษา พรหมจริยา ก็คือพรหมจรรย์  จริยาของพรหม  จริยาที่จะพ้นทุกข์ มันอยู่ในนี้แหละ จรรยจริยาธรรมอยู่ในนี้แหละ ให้มันได้พรหม เมตตาปรารถนาให้พ้นทุกข์ กรุณาลงมือทำให้พ้นทุกข์ มุทิตายินดีที่ได้พ้นทุกข์ แล้วก็อุเบกขาก็วางทุกข์ทั้งหมด มาสุขสบายใจ ไร้กังวล อยู่ในนี้แหละ 
  • พรหมจรรย์ คือความพ้นทุกข์ จริยาวาโส  วาโส วังโส นี่ก็คือที่อยู่ที่อาศัย มีที่อยู่ที่อาศัยอยู่ในนี้แหละ  เป็นที่อยู่ที่อาศัย วังสะ วังโส อันนี้แหละเป็นที่อยู่ที่อาศัย  

ให้ศึกษาอยู่ในนี้แหละ ไม่ต้องไปศึกษาอย่างอื่นหรอก อะไรที่เป็นรูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส อะไรมากระทบเราก็รับรู้ ตามความเป็นจริง ตัวรับรู้ปุ๊บเราก็อ่านอาการว่ามันมีอะไรที่ทำให้ชีวิตเป็นทุกข์ไหม อะไรมันสุขแท้มันทุกข์แท้ อ่านเรียนรู้อยู่ในนี้แหละ อะไรมันทุกข์อะไรมันสุขเทียม  อะไรมันสุขแท้อยู่ในนี้แหละ และก็จัดการเอาอะไรที่ดีที่สุดในชีวิต คือสุขแท้นั่นแหละสุขที่ไม่มีทุกข์นั่นแหละ สุขที่ไม่มีทุกข์โทษภัยนั่นแหละ คือสุขแท้เลย ค่อย ๆ เรียนไป ข้างนอกน่ะจะมีอะไร รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่อาจารย์ว่าไว้นี่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่าง ๆ ว่าไปจะแบบไหน ๆ ใช่ไหมมีแต่รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เหตุการณ์ต่าง ๆ อยู่ข้างนอกก็เท่านั้น ๆ ล่ะ มันก็เกิดดับ ๆ 

จริง ๆ มันไม่ได้ทำให้เราสุข เราทุกข์อะไรหรอกใช่ไหม ใจเราน่ะไปสร้างความรู้สึกสุขทุกข์ กับเรื่องนั้นเอาเอง มันไม่ได้ทำให้เราสุขทุกข์อะไร มันก็เป็นของมันเกิดดับของมัน ดี-ชั่วประโยชน์-โทษอะไรทางโลก เกิดดับ ๆ ไปของเขา ตาม กุศล อกุศลของแต่ละชีวิต มันก็เกิดดับ ๆ ของมันอยู่อย่างนั้นล่ะ มันไม่ได้ทำให้เราสุขเราทุกข์หรอก 

เรียนรู้ดี  ๆ  แล้วจะรู้ว่า มันไม่ได้ทำให้เราสุขเราทุกข์อะไรหมายถึงไม่ได้ทำให้สุขทุกข์ใจ แต่อาจจะมีผลต่อกายบ้างก็มีผลต่อกายได้ บางอันก็มีผล บางอันก็ไม่มีผลต่อสุขทุกข์ในกาย แต่แม้สุขทุกข์ในกาย ก็ไม่ใช่สุขทุกข์ในใจ มันแยกกันอยู่ความรู้สึกของจิตวิญญาณเรา ในกายก็อย่างหนึ่ง ในใจก็อย่างหนึ่ง กายก็ง่าย ๆ ถ้าสบายมันก็สุขดี สุขสบายถ้ามันไม่สบายมันก็ทุกข์ใช่ไหม ทำให้สบายเท่าที่ทำได้ ถ้าทำไม่ได้มันก็ไม่สบายอยู่อย่างนั้น แต่อย่างไร มันก็แรงเท่ากับฝุ่นปลายเล็บ เมื่อเทียบกับดินทั้งแผ่นดินคือใจ ถ้าเราเข้าใจ 

เหมือนที่อาจารย์ยกตัวอย่าง ว่าเริ่มไล่เข้ามาแล้ว ว่าสุขทุกข์มันอยู่แค่ไหน ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น  ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป มันมีเท่านี้มันไม่ได้มีสุขมีทุกข์อะไร กายก็มีแต่สบายกับไม่สบายใช่ไหม ก็สบายกับไม่สบายเท่านั้นเอง ถ้ามันไม่มีความทรมานใด ๆ มันก็สบายดีใช่ไหม ถ้ามันไม่มีความสบาย มันก็ไม่สบาย มันก็มีแค่นี้ กายมีแค่สบายกับไม่สบายใช่ไหม มันก็ไม่ได้สุขได้ทุกข์อะไร มันก็แค่ฝุ่นปลายเล็บเมื่อเทียบกับดินทั้งแผ่นดิน 

อาจารย์ยกตัวอย่างตัวนี้ก่อน ฟังให้ชัดซ้ำเข้าไปมันจะได้ชัดเจน อย่างเช่นคนที่เป็นโรคร้ายไม่มีอาการอะไรเลย หรือมีอาการเล็กน้อยไม่สบายบ้างเล็กน้อย อะไรก็แล้วแต่เล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าเขาเป็น แล้วเขาไปตรวจ หมอก็รู้แล้วว่าเขาเป็นโรคร้ายอีก 6 เดือนจะตาย แต่หมอยังไม่บอก เขาทุกข์อะไรไหม เขาไม่ทุกข์อะไรเท่าไรเลย หรือทุกข์เล็กน้อยจากอาการที่ เขาเป็นเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาก็ไม่ทรมานอะไรมากมาย เขาเป็นแล้ว หมอก็รู้ว่าเขาเป็นแล้ว แต่ยังไม่บอกพอหมอบอก เขากลัวอย่างหนักเลยใช่ไหม เขาทุกข์อย่างแรงทรุดอย่างแรงตายอย่างเร็วเลยใช่ไหม ที่เขารู้สึกทุกข์มาก ๆ เป็นเพราะโรคหรือเพราะใจ  เพราะใจ ใช่ไหม ใจที่มันทุกข์มันกลัวมันไม่ได้ดั่งใจหมาย ตั้งกี่เรื่อง ๆ กลัวจะเจอเรื่องร้าย กลัวจะไม่ได้เรื่องดี กลัวจะทรมาน กลัวจะไม่หาย กลัวสารพัดเรื่องเลย ก็ทุกข์อย่างแรงเลย และก็ทรุดอย่างแรงตายอย่างเร็ว

จังหวะแรกทุกข์หน้ามืดเลยจะเป็นลมหมดเรี่ยวหมดแรง เขาก็ทุกข์อย่างแรงเลยกายหรือใจ ใจทุกข์อย่างแรงเลยใช่ไหม ก่อนหน้านี้เขายังไม่รู้ เขาเป็นโรคแล้วนะ แต่เขายังไม่รู้ เขาทุกข์แรงขนาดนี้ไหม ไม่เขายังเฉย  ๆ ก็มีทุกข์เล็ก ๆ  น้อย ๆ ก็มีตอนนั้นยังไม่ได้มีทุกข์ใจ ยังสบายใจอยู่ ไม่ได้มีทุกข์ใจ ตกลงทุกข์กายที่เขาเป็น ตอนเขาเป็นโรคไม่ได้ทุกข์ใจแรงใช่ไหม ไม่แรงเลยใช่ไหมเทียบแล้วแค่ฝุ่นปลายเล็บใช่ไหม แต่พอทุกข์ใจ ดินทั้งแผ่นดินเลยชัดหรือยัง หรือคนที่สิ่งที่รักที่สุดในชีวิตตายหรือสูญหายไปญาติที่รักที่สุดในชีวิตตายทรัพย์สมบัติการงานพังพินาศไป อย่างมากที่รักที่สุดเลยพังพินาศไป แต่เขาไม่รู้เขาทุกข์ชีวิตเขาทุกข์อะไรมากไหม พอไม่รู้ก็ไม่ได้ทุกข์มากเลยใช่ไหม  สบาย ๆ เลยใช่ไหม

 แปลว่าความเสียหายมันทำให้ชีวิตทุกข์มากไหม ถ้าไม่รู้ก็เสียหายแล้วจริง  ๆ ตัวมันเองทำให้ชีวิตทุกข์มากไหม ไม่ใช่ไหม ไม่ได้ทำให้ทุกข์อะไรเลยใช่ไหม ยิ่งถ้าร่างกายไม่ได้ทำให้ทุกข์เลยใช่ไหม พอเจ็บปวดทรมานอะไรบ้างใช่ไหม แต่เหตุการณ์ข้างนอกมันมีผลต่อชีวิตน้อยกว่าด้านร่างกายอีกใช่ไหม น้อยกว่าอีกน้อยขนาดไหนน้อยขนาดที่ว่าเขาไม่ได้รู้สึกทุกข์อะไรเลย ญาติที่รักที่สุดเสียชีวิต การงานของเขาข้าวของของเขาทรัพย์สมบัติของเขา อะไรก็ช่าง อะไรที่เขารักที่สุด ในโลกที่อยู่นอกตัวเขาพังพินาศไปหมดแต่เขาไม่รู้ตัว  

มันทำให้จิตใจเขาทุกข์แม้น้อยไหม เขาไม่รู้หรอกทุกข์แม้น้อยไหม ไม่เลยแสดงว่าสิ่งเหล่านั้น ไม่ได้ทำให้ใจเขาทุกข์ได้เลยใช่ไหม การสูญเสียสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ใจเขาทุกข์ได้เลยใช่ไหม ถ้าการสูญเสียอันนั้นทำให้ใจเขาทุกข์ได้ เขาต้องทุกข์ตั้งแต่เขายังไม่รู้แล้วใช่ไหม ฟังชัดไหม ถ้ามันมีผล ว่าการสูญเสียสิ่งเหล่านั้นทำให้เขาทุกข์ เขาต้องทุกข์ตั้งแต่ยังไม่รู้แล้วใช่ไหม ตั้งแต่พังไปแล้วใช่ไหม สิ่งที่เขาไม่รู้ มันตายไปแล้วสิ่งนั้นตายไปแล้วมันพังพินาศไปแล้ว ฟังดี ๆ  ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา แสดงว่าสิ่งนั้นไม่ได้ทำให้เขาทุกข์ได้แม้นิดเดียวเลยใช่ไหม ไม่ได้ทุกข์ใจแม้นิดเดียวเลยใช่ไหม แม้ทุกข์กายก็ไม่ได้ทุกข์แม้นิดเดียวเลยใช่ไหม ใจก็ไม่ได้ทุกข์แม้นิดเดียวเลยใช่ไหม กายก็ไม่ได้ทุกข์แม้นิดเดียวเลยใช่ไหม 

ฟังดี ๆ ไม่ได้ทุกข์แม้นิดเดียวเลยความเสียหายขนาดไหนในโลกไม่ได้ทำให้เขาทุกข์แม้นิดเดียว ที่นอกตัวไม่เสียหายแม้นิดเดียวไม่ได้ทำให้ทุกข์ใจแม้นิดเดียว ทุกข์กายไม่ได้ทุกข์แม้นิดเดียว ที่อยู่นอกตัว ไม่ได้ทุกข์แม้นิดเดียวสิ่งที่เขารักที่สุด แต่พอรู้เสร็จเป็นอย่างไร ไม่ทุกข์แม้นิดเดียวเลยใช่ไหม ใจไม่ทุกข์แม้นิดเดียวเลย ใจที่มันรักที่สุดมันรักที่สุดมันรัก  อย่าไปพูดพระอรหันต์ ไม่เอา สภาวะพระอรหันต์น่ะ ไม่เอาสภาวะคนที่เข้าใจสัจจะคนที่ตัดได้  เอาสภาวะคนทั่วไป เอาคนทั่วไปพอรู้ข่าว มันชัดเจนเลยว่าใช่ บางทีรู้ข่าวแต่มันไม่จริงด้วย ข่าวไม่จริง มันไม่ได้เป็นจริง เสร็จแล้วรู้ข่าวว่าคนที่รักที่ห่วงใยตายแล้วทรัพย์สมบัติการงานเหตุการณ์ที่ตัวเองรักที่สุดพังพินาศหมดแล้วพอรู้ข่าวมั่นใจว่าใช่ ทุกข์ทันทีเลยไหม ปางตายเลย

มั่นใจขนาดไม่ได้เป็นอะไรเลย แค่ข่าวเฉย  ๆ จริง ๆ เรื่องนั้นมันทำให้ตัวเองทุกข์ไหม  จริง ๆ ไม่ได้ทุกข์ใช่ไหม แต่ใจมันไปสร้างทุกข์กับข่าวเองใช่ไหม ทีนี้ของจริงเลย ของจริงก็พังพินาศไปเลย ไม่ใช่ข่าว ของจริงเลยทั้งคนทั้งข้าวของทุกอย่างพังพินาศหมดเลยที่รักที่สุด แต่ถ้าไม่รู้มันไม่เป็นอะไรเลยใช่ไหม มันไม่ได้ทำให้ทุกข์ใจทุกข์กายอะไรเลยแต่รู้แล้วเป็นอย่างไรไม่ทุกข์อะไรเลย ทุกข์ปางตายเลยทีนี้ไม่มีที่อยู่เลยใช่ไหม สิ่งที่รักที่ห่วงใยที่สุดพินาศไป ตายไปหรือพังพินาศไป ทุกข์ไม่มีที่อยู่เลย ตกลงทุกข์เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้ตัวเองทุกข์หรือใจของตัวเองทำให้ตัวเองทุกข์  ใจของตัวเองสร้างทุกข์ให้ตัวเอง กรรมใดใครก่อกรรมนั้นคืนสนองก่อเองสร้างทุกข์ให้ตัวเองจะให้ใครรับ ก็รับเองใช่ไหมสร้างทุกข์ให้ตัวเอง ตัวเองก็รับเองเห็นไหม 

ไปเรียนมาทำไม วิชาสร้างทุกข์ ไม่เรียนมันจะเป็นเหรอ ไปเรียนมันทำไมใครสั่งใครสอน มันดีเหรอวิชานี้มันดีเหรอ วิชาที่เป็นทุกข์กับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวสร้างทุกข์แสนสาหัสให้ตัวเองได้มันดีเหรอ ไม่ดีเรียนทำไมใครสั่งใครสอน กิเลสสั่งกิเลสสอน โรงเรียนกิเลสสั่งสอนมาให้ทุกข์เก่งมากเลย ทั้งที่มันไม่เกี่ยวกับชีวิตเลย มันไม่ได้ทำให้คุณทุกข์ได้มันไม่เกี่ยวกับข้างนอก ข้างในคุณสร้างเองทุกข์ ข้างในคุณสร้างเองมันไม่เกี่ยวเลยคุณก็สร้างให้มันทุกข์ได้ อย่างร่างกายน่าโง่หน่อย ของข้างนอกไม่น่าจะโง่ 

แต่มันก็โง่ได้ แค่ถนนไม่ดีแค่นี้ก็ทุกข์มากแล้ว ทำถนนไม่เสร็จสักทีแค่นี้ก็ทุกข์มากแล้ว หรือเพื่อนมีลีลาแบบนั้นแบบนี้ไม่ถูกใจเราแค่นี้ก็ทุกข์แล้ว ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลย ถามว่าถ้าคุณไม่รู้ไม่เห็นคุณจะทุกข์หรือไม่   หากเพื่อนเขาทำลีลาแบบเดิมของเขาอยู่เช่นนั้น หากคุณไม่รู้ไม่เห็นคุณก็ไม่ทุกข์ แต่พอไปรู้ไปเห็นคุณก็เกิดทุกข์ขึ้นมา ตกลงเพื่อนเขาทำให้คุณทุกข์หรือใจคุณเองที่ทำให้คุณทุกข์ คำตอบก็คือใจของคุณนั้นแหละที่ทำให้คุณทุกข์ ถ้าลีลาของเขาเป็นเหตุทำให้คุณทุกข์จริง ต่อให้เขาทำอะไร แบบไหน ที่ไหน ต่อให้คุณไม่รู้ไม่เห็นคุณก็ต้องทุกข์ทั้งหมดใช่หรือไม่ แต่ความจริงคือทุกข์จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าคุณไม่ได้รู้ไม่ได้เห็น แต่พอรู้พอเห็นก็เกิดทุกข์   ตกลงแล้วเขาเป็นคนทำให้เราทุกข์หรือเราเป็นคนทำให้เราทุกข์เอง คำตอบก็คือใจคุณนั้นแหละที่สร้างทุกข์นั้นขึ้นมาเอง 

คนเราไม่น่าจะโง่ไปทุกข์กับสิ่งที่อยู่นอกตัวได้ เพราะมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับร่างกายของคุณเลยแม้แต่น้อย ถ้าเขามาตบคุณก็ค่อยสมน้ำสมเนื้อหน่อย เพราะมันรู้สึกเจ็บ เขามาตบ เขามาเตะ เขามาแทง เขามาทำร้ายเรามันก็ยังพอสมเหตุสมผลอยู่บ้าง ที่คุณจะทุกข์เพราะเรื่องนั้น แต่ความจริงแล้วมันก็ไม่สมเหตุสมผลเลยหากคุณรู้ลึกลงไป แต่มันก็ดูสมเหตุสมผลกว่า คนอื่นเขาจะทำพฤติกรรมอะไรก็แล้วแต่หรือเหตุการณ์จะเกิดดีเกิดร้ายขึ้นแบบไหนอย่างไร ขนาดเหตุการณ์ดีบางครั้งคุณยังทุกข์ได้ นี้แหละความโง่ของคน ถามว่าเหตุการณ์ดีมันได้ทำร้ายอะไรคุณบ้างหรือไม่ ก็ไม่ได้ทำร้ายอะไรคุณเลย แต่เพราะคุณกลัวดีนั้นจะหมด ต้องคอยลุ้น กลัวดีจะหมด ๆ มันจึงทำให้คุณทุกข์ได้ 

นี้แหละคนโง่ ขนาดเกิดเหตุการณ์ดี ๆ ขึ้นยังสร้างทุกข์ได้ ถามว่ามันเกี่ยวอะไรกับคุณหรือไม่ พฤติกรรมนั้นมันสร้างทุกข์ให้คุณได้หรือไม่ ถ้าไม่รู้ไม่เห็นคุณก็ไม่ทุกข์แต่พอไปรู้ไปเห็นก็ทุกข์ เพราะกลัวสิ่งดี ๆ นั้นจะหมดไป ถามว่าใครเป็นคนทำให้ทุกข์ ก็ใจเรานี้แหละที่ทำให้เราทุกข์เอง ฉันทำเอง เราทำเอง หรือสำหรับสายบู๊ต้องบอกว่ากูทำเอง หรือหากจะพูดให้ชัดภาษานักเลงหน่อยก็ต้องบอกว่าเสือกไม่เข้าเรื่อง แส่หาเรื่อง เขาก็อยู่ของเขา เรานี้แหละไปหาเรื่องเอง พวกชอบหาเรื่อง แล้วผลมันเป็นอย่างไร มันก็เป็นเรื่องที่ใจเรานี้แหละ เป็นเรื่องทุกข์ในใจที่คุณสร้างขึ้นมาเอง คุณหาเรื่องเอาเอง  

สร้างสุขใจที่ได้ดั่งใจ ทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจ แล้วสุขใจที่ได้ดั่งใจที่คุณสร้างขึ้นมานั้นต่อให้ได้จริง ๆ   ถามว่ามันจะอยู่ถาวรไหม ต่อให้ได้ดั่งใจแว็บเดียวก็หมดไปมันก็ไม่ได้คงอยู่ถาวร แท้ที่จริงมันไม่ใช่สุขด้วย มันคือทุกข์ที่คุณอยากได้ แล้วคุณกลัวว่ามันจะไม่ได้ คุณสร้างความกลัว กังวล หวั่นไหว ทุกข์ทรมานใจที่ไม่ได้สิ่งนั้นดั่งใจหมาย คุณสร้างความทุกข์ในใจขึ้นมา แล้วเมื่อคุณได้ดั่งใจมันก็แค่ลดทุกข์ลงไปเท่านั้นเอง พอทุกข์คุณหายไปคุณก็รู้สึกดีใจขึ้นมาแว็บหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นมันก็ละลายไป ก็เช่นเดียวกับร่างกายที่เจ็บป่วย โอ๊ย! เจ็บป่วยรู้สึกทรมาน พอความเจ็บป่วยหายไป มันก็รู้สึกดีใจขึ้นมาแว็บหนึ่ง จะให้ความรู้สึกดีใจสุขใจนั้นคงอยู่ตลอดไปได้หรือไม่ มันก็ทำไม่ได้ 

อาจารย์กำลังอธิบายว่า ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป ความจริงแล้วมันไม่มีสุขเลย ที่คุณเห็นว่าสุขนั้น ความจริงมันคือความทุกข์ที่ลดลง พอทุกข์ลดลงคุณก็รู้สึกดีใจแว็บหนึ่งแล้วก็หมดไป เรื่องร้ายอื่น ๆ ก็เช่นกันมันรู้สึกทุกข์ เพราะมันไม่ได้ดั่งใจเรา พอเหตุที่มันไม่ได้ดั่งใจเราหายไป เกิดความรู้สึกได้ดั่งใจขึ้นมาแทนแล้วเป็นอย่างไร  ทุกข์ก็ลดลง ก็แค่ทุกข์ใจคุณลดลงเท่านั้นเอง ความจริงมันไม่ได้เกี่ยวกับข้างนอกแท้ที่จริงมันคือทุกข์ข้างใน ทุกข์ข้างในคืออะไร ก็คือความรู้สึกอยากได้ดั่งใจ ในขณะนั้นมันไม่ได้ดั่งใจมันจึงเกิดทุกข์ใจ รู้สึกทุกข์ ๆ ๆ ๆ แต่พอมันได้ดั่งใจ ทุกข์มันลดลงไปก็รู้สึกดีใจ ในขณะที่ได้ดั่งใจทุกข์นั้นคงอยู่หรือไม่ ทุกข์ใจก็ไม่อยู่มันหายไปเลย ทุกข์ใจหายไปก็รู้สึกสบายใจ ดีใจ สุขใจ คุณก็ยินดี พอใจ สุขใจแว็บหนึ่ง เพียงไม่นานก็ละลายหายไปหมด ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป นี้คือสัจจะเป็นเช่นนี้

ความรู้สึกสุขที่ดีใจแว็บหนึ่งตั้งอยู่ได้นานหรือไม่ มันก็อยู่ไม่นาน แท้จริงแล้วสุขมันก็คือความรู้สึกทุกข์ที่ลดลง ก็ไปสร้างพลังงานดีใจสุขใจขึ้นมาแว็บหนึ่ง แล้วมันก็ลดลง เท่านั้นเองในโลกแต่ละวันแต่ละเวลาไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านี้ ถ้าคุณอยากได้สุขแบบนั้นใหม่จะทำอย่างไร วิธีทำก็คือให้ไปสร้างเหตุการณ์ร้าย ๆ ที่คุณไม่อยากได้ไม่อยากเป็นไม่อยากมีขึ้นมาใหม่เพื่อมากระตุ้น หากอยากได้สุขอยากสัมผัสสุขมันไม่ได้ยากอะไรเลยแค่คุณต้องสร้างเหตุการณ์ร้าย ๆ ขึ้นมาใหม่ แล้วพยายามทำให้เหตุการณ์ร้าย ๆ นั้นมันหายไป พอมันหายไปทุกข์ใจคุณก็หายไปด้วย แล้วก็เกิดความรู้สึกดีใจขึ้นมา เป็นความรู้สึกยินดี พอใจสุขใจแต่อยู่ได้ไม่นานความรู้สึกดีใจพอใจสุขใจนั้นก็จะลดลง 

วิธีสร้างสุขก็คือให้สร้างทุกข์ให้มาก ๆ สร้างเรื่องร้ายให้มาก ๆ สร้างความเจ็บป่วยให้มาก ๆ หลังจากนั้นก็หาวิธีทำให้สิ่งร้าย ๆ นั้นหายไปให้ได้พอมันหายไปคุณจะรู้สึกดีใจสุขใจชอบใจ นี้แหละคนจะไปติดรสนี้คือรสสุขใจชอบใจ แล้วก็หายไปเลยไม่มีจริงแค่ทุกข์ลดลงเท่านั้นมันมีฤทธิ์แค่นี้ จำเอาไว้ว่าจิตวิญญาณของคนมันได้แค่นี้ หากเมื่อไรที่สามารถทำให้ทุกข์ลดลงมันจะเกิดความรู้สึกดีใจขึ้นมาแว็บหนึ่ง แต่มันจะค้างความรู้สึกดีใจสุขใจนั้นไว้ไม่ได้ฤทธิ์มันมีแค่นั้น จิตวิญญาณมันค้างไว้ไม่ได้มันก็ลงไป 

ได้ฟังอย่างนี้แล้วน่าทำอยู่ไหม ยังอยากได้สุขแบบนั้นอยู่อีกไหม ถามว่าตกลงแล้วสุขมีหรือไม่ สุขคืออะไร มันก็คือทุกข์ที่ลดลงแล้วเกิดความรู้สึกดีใจขึ้นมาแว็บหนึ่งแล้วก็ละลายไป สุขไม่มีจริง ถึงจะบอกว่ามีมันก็มีได้แค่นี้แหละท่านถึงบอกว่าสุขน้อย ไหนคุณลองหาสุขที่มันมากกว่านี้มาให้ดูหน่อย อยู่ไหน ลองไปหามาหากในโลกนี้ไม่มีก็ลองไปหานอกโลกมาก็ได้ สุขนั้นมีจริงหรือไม่ จะเห็นว่ามันหาไม่ได้ ในทางโลกมีอะไรสุขมากกว่านี้ ไม่มีเลยแล้วคุณจะบ้าไปถึงไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่อยู่นอกตัว หากใครได้ฟังแล้วยังทุกข์กับเรื่องที่อยู่นอกตัวได้อีกก็น่าเขกกบาลให้หัวโนหลายหัว หลายปุ่มเลย เขกกบาล ให้หัวโนหลายปุ่มเลย 

ในตัวยังว่ามีโรค หรือ มีใครมาทำอะไรให้เรา แหม! มันเจ็บมันปวดมันทุกข์ทรมานร่างกาย แล้วคุณก็ทุกข์ใจซ้อนในนั้น มันก็ยังพอน่าอนุโลม พอน่าเข้าใจ เออ ๆ อนุโลมให้โง่ได้ อนุโลมให้โง่ได้เพราะมันเป็นโง่ที่มากกว่าโง่ที่นอกตัว เข้าใจไหม มันอยู่ในตัว มันยากกว่า แต่จริง ๆ ฉลาดได้นะ แม้แต่คุณทุกข์ด้านร่างกายแต่ใจไม่ทุกข์ ทำได้นะ แต่เดี๋ยวอาจารย์จะบอก ไม่ใช่ว่าคุณจะต้องทุกข์ใจนะ แต่มันเหมือนกับอนุโลมได้ว่าคุณทุกข์ร่างกาย คุณเลยทุกข์ใจไปด้วย มันก็ยังสมน้ำสมเนื้อ สมเหตุสมผลหน่อย เข้าใจไหม มันน่าทุกข์หน่อย 

แต่จริง ๆ ก็ไม่น่าทุกข์หรอก น่าทุกข์เหรอ ไม่เห็นจะน่าทุกข์หรอก น่าทุกข์เหรอ แต่มันก็สมควร ไม่รู้จะอธิบายยังไง คือมันก็ยังรู้สึกว่าถ้าคุณทุกข์จากการที่ร่างกายมันเจ็บ มันทรมาน มันยังสมเหตุสมผลหน่อย เข้าใจไหม แต่คุณไปทุกข์เพราะข้างนอก มันหาเหตุ หาผลมาทุกข์ไม่ได้เลยนะ ถ้ามันไม่โง่จริง ๆ เลยนะ 

คนที่ทุกข์กับข้างนอก ต้องเป็นคนที่โง่มากกว่าคนที่ทุกข์จากข้างใน ทุกข์กับร่างกาย คุณทุกข์กับร่างกาย คุณโง่น้อยกว่าคุณทุกข์กับข้างนอก ทุกข์กับข้างนอกก็โง่มากกว่า เพราะอะไร  ก็ขนาดเวลาคุณไม่รับรู้เรื่องเลวร้ายทั้งหลาย  ที่คุณไม่ต้องการ คุณไม่มีอะไรดูทุกข์เลย ใช่ไหมมันไม่ได้ทำให้ร่างกายคุณเจ็บปวดแม้น้อย น้อยเดียวก็ไม่ระคายอะไรคุณเลย ใจน้อยเดียวก็ไม่ระคายเลย ตอนคุณไม่รู้ แต่มันก็เกิดแล้วใช่ไหมแปลว่ามันมีผลต่อชีวิตคุณไหม มีผลต่อความรู้สึกสุขทุกข์ในใจคุณไหม  ไม่มีเลย ใช่ไหม แต่พอรับรู้ เป็นอย่างไร  จะตายเอา จะเป็นจะตายเอา บางทีมันไม่มีตัวตนด้วย บางทีมันไม่ได้มาเป็นตัวเสียหายอะไรหรอก แค่เขานินทา เขาด่า เท่านั้นเอง แค่เขาด่าเท่านั้นเอง บางทีก็ไม่ได้มีตัวตนอะไรมากมาย แค่คำพูด พูดหมดไปแล้วด้วยนะ เขานินทาว่าอย่างโน้นอย่างนี้ เค้าว่าร้ายว่าอย่างโน้นอย่างนี้  แล้วพูดแล้วจบแล้วด้วยนะ

จบแล้ว พูดแล้วละลายไปหมดแล้ว แล้วมารู้ทีหลัง เป็นอย่างไร โอ๊ย! โกรธแค้น ๆ ทุกข์ อื้อหือ แล้วยิ่งคนที่รักที่สุด เรารักที่สุด เข้าใจผิดเราเป็นอย่างไร  แค่เขาเข้าใจผิด ไม่ได้มีตัวตนอะไร เข้าใจผิดเท่านั้นเอง แล้วเขาก็ไม่ยอมเข้าใจถูกสักที แต่ตอนที่เขาเข้าใจผิดเราก็ไม่รู้หรอก แต่เราไปรู้ทีหลัง ตอนนั้นเขาเข้าใจถูกแล้วด้วยนะ แต่เราไม่รู้ว่าเขาเข้าใจเราถูก เรายังเข้าใจว่า เขาเข้าใจเราผิดอยู่ ตอนนั้นเขาเข้าใจเราถูกแล้วด้วยนะ แต่เราไปได้ข้อมูลมาว่าเขาเข้าใจเราผิด  เรานึกว่าเขายังไม่เข้าใจเราถูก  ยังนึกว่าเขาเข้าใจผิดอยู่อีก หาทาง ทำยังไงตัวเองยังเข้าใจไม่ได้ ว่าเขาเข้าใจถูกแล้ว เป็นอย่างไร โอ้โห! ทุกข์อยู่อย่างนั้นแหละ ทุกข์ เคยไหม บ่อยเลยเหรอ นี่แค่คนเข้าใจผิด จะตายแล้วเหรอ 

ท่องก็ท่องได้นะ “อันนินทากาเล เหมือนเทน้ำ  มันไม่แสบเหมือนหัวโดนก้อนหิน” มันไม่แสบหรอก แต่มันทุกข์ มันทุกข์ ๆ มันไม่แสบเหมือนหัวโดนก้อนหินหรอก มันไม่เจ็บไม่แสบแต่มันทุกข์ข้างใน มันทุกข์ มันเจ็บ มันแสบ อยู่ข้างใน แต่ตรงไหนไม่รู้ ทายาก็ไม่ได้ หัวโดนก้อนหินยังทายาได้ แต่มันเจ็บแสบในใจนี่ โอ้โห! พอเข้าใจไหม ทำไมเก่งอย่างนี้ล่ะ เคยเป็นมาแล้วนะ ทุกข์จะเป็นจะตาย ทุกข์ไปเลย นอกตัวแท้ ๆ เก็บมาทุกข์ได้หมด ไปเรียนมาจากไหน วิชานี้มันวิเศษวิโสนักหรืออย่างไร มันน่าได้ น่ามี น่าเป็นนักหรืออย่างไร

ฟังวันนี้เข้าใจ บางคนจะหายทุกข์เลย  ทีนี้อาจารย์ก็จะอธิบายให้มันหายทุกข์ตรงนี้ไปก่อน ให้ได้เข้าใจ ตกลงชัดแล้วนะ ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น  ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป แท้ที่จริง ๆ ประเด็นข้างนอกมันไม่ได้มีทุกข์อะไรกับเราเลย มันทุกข์ข้างในอย่างเดียวเลย เพียว ๆ เลย ใช่ไหมตกลง ไอ้ข้างในมันทุกข์ ว่าอย่างไร มันทำอย่างไร โอ๊ย ! มันก็ทำว่า ถ้าข้างนอก เป็นดั่งใจเราหมาย สภาพข้างนอกเป็นดั่งใจเราหมาย จะสุขใจ ชอบใจ ใช่ไหม มันสร้างความรู้สึกนี้ขึ้นมา ใช่ไหม ? ถ้าเป็นดั่งใจเราหมาย จะสุขใจ ชอบใจ ถ้าไม่เป็นดั่งใจเราหมาย จะทุกข์ใจ ไม่ชอบใจ ใช่ไหม ตัวหลัก ๆ มันคือ อันนี้ ใช่ไหม เสร็จแล้ว ตอนนั้นมันยังไม่เป็น เป็นอย่างไร

สร้างความรู้สึกทุกข์มาทรมานตัวเอง  ทรมานจนกว่าจะเป็นดั่งใจเราหมาย ใช่ไหม ถ้าไม่เป็นดั่งใจเราหมาย มันก็ยังทุกข์อยู่นั่นแหละ ได้ก็สุขชั่วคราว คราวหน้าก็ทุกข์อีก มันทุกข์เรื่อย ๆ โตขึ้น ๆ ไปเรื่อย ๆ เสร็จแล้วพอได้สมใจเราเป็นอย่างไร  ทุกข์มันลด พอได้สมใจ ทุกข์หายไปไหมทุกข์หายไปเลยนะ หายไปเลย ทุกข์หายไปเลย แล้วดีใจไหม ดีใจ  สุขใจ ชอบใจ แล้วมันอยู่ไปตลอดไหม- ไม่เลย หายวับบอก อย่าหายไปไหน สุขอย่าไปไหน ๆ จงอยู่ต่อไป ทั้ง ๆ ที่เห็น  อาการที่เราไม่ต้องการ หายไป มันดีจังเลย ใช่ไหม  มันดีจัง ยิ่งได้เหตุการณ์ที่ชอบ สุขใจเลย เหตุการณ์นั้นยังอยู่  สุขนั้นอยู่ไหม ? ไม่อยู่ 

เมื่อได้ดีใจปุ๊บ แล้วทุกข์ลดลง ทุกข์นั่นแหละที่จริง แล้วมันก็ละลาย หายไปเลย จะบอกว่าสุขอย่าไปไหน สุขอย่าไปไหน ได้ไหม ? ไม่ได้ มันลงไปเลย หายไปเลย 

ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป ไม่ใช่อะไรในใจเรา 

ใครทำ – ทำเอง ทำเองเสร็จแล้วก็วนเอง อยากอีก ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น  ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่   ทุกข์เท่านั้นดับไป แล้วก็ดีใจ แว็บหนึ่ง ละลายไป มีแต่ทุกข์ ถ้าคุณหลงว่า สุขนี้ น่าได้ น่าเป็น น่ามี แล้วสุขนี้ก็ทำให้คุณรู้สึกอะไร กลัวว่าจะไม่ได้มา ได้มาก็กลัวจะหมดไป ใช่ไหม  ความรู้สึกทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจ ก็กลัวมันจะเข้ามา กลัวมันจะไม่หมดไป ใช่ไหม  สยองอยู่ตลอดเวลา ใช่ไหมนี่? มีความกลัวที่สยองตัวเองอยู่ตลอด ความรู้สึกทุกข์ ไม่พอใจ ไม่สบายใจต่าง ๆ สร้างขึ้นมาแล้วก็สยอง กลัวที่จะเข้ามา กลัวที่จะไม่หมดไป  หมดไปก็กลัวจะเข้ามา สยองอยู่ตลอดเวลา  ใช่ไหม คุณสร้างความสยองให้คุณตลอดเวลา เลย แม้วันที่สุข สุขนั้นก็หมดไป ใช่ไหม สยองตลอดเวลาไหมสยดสยองมากเลย

คนเรา เข้าใจทำนะ แล้วก็สร้างให้มันโตขึ้นไปเรื่อย ๆ สุขที่ได้ดั่งใจ เก็บไม่ได้  ไม่มีจริง ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน ไม่มีจริง แต่ทุกข์ สร้างขึ้นไปเรื่อย ๆ มีแต่ทุกข์ มันน่าทำไหม สร้างทุกข์เพื่อให้ได้สุขที่ไม่มี มันน่าทำไหม  โดยเอาเหตุการณ์ข้างนอกนี่แหละ ใจคุณไปปรุงแต่งกับเหตุการณ์ ข้างนอก ซึ่งเหตุการณ์ข้างนอก ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณเลย คุณไป ใส่เกือก เอง กี่เรื่อง ๆ คุณก็ไป ใส่เกือกเอง  ส ใส่ เกือกทั้งนั้น ส ใส่ เกือก เอาเอง 

รู้จักมั้ย ส ใส่เกือก แส่หาเรื่องเอง ๆ เสือกหาเรื่องเอง เอาให้มันชัดซะ บางคนสงสัย บางคนสะกดไม่เป็นอีก ส ใส่ เกือก โอ๊ย ฉันไม่ได้เรียนภาษาไทย ไม่รู้อะไรต่อ พูดให้หมดเปลือกซะเลย เอามันจะได้ชัด แส่หาเรื่องทำไม หาเรื่อง ไม่มีเรื่องอะไรทำแล้วหรือ  วัน ๆ ไม่มีอะไรให้ทำแล้วหรือ ไม่มีดีอะไรให้ทำแล้วเหรอ วัน ๆ ทำอะไรนี่ ทำอะไร ๆ    ทำทุกข์ ใช่ไหม วัน ๆ ไม่ทำอะไร ทำแต่ทุกข์ให้ตนเองเท่านั้น  เพิ่มขึ้น ๆ  เรื่องเดียว  เรื่องเดียว โอ๊ะ!  หลายเรื่อง ใช่ไหม แล้วแต่สิคุณอยากได้ดั่งใจเรื่องไหน  คุณก็ทุกข์เรื่องนั้น ก็ทุกข์เรื่องนั้นแหละ อยากได้สิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ 

ได้มายังทุกข์เลย ได้มายังทุกข์เลย ได้มาก็กลัวว่าจะหมดไป  ไม่ได้ก็ทุกข์  ได้ก็ทุกข์ ไม่ได้ก็ทุกข์ แล้วจะสุขตอนไหนหล่ะนี่ ก็สุขตอนได้มา นิดหนึ่ง แว๊บหนึ่ง แล้วก็หมดไป และถ้าเรื่องร้ายมาก ๆ แม้ได้เรื่องนั้นเหมือนเดิม สุขไหม

แม้ได้เรื่องนั้นเหมือนเดิมสุขไหม ไม่สุข  ถ้าคุณมีทุกข์เรื่องโน้นเรื่องนี้มาก ๆ ๆ โอ..เสร็จแล้วมีคนเอาบางอย่างที่มาให้คุณที่คุณอยากได้น่ะ คุณเคยอยากได้อยู่แต่ทุกข์แรง ๆ ๆ แม้ได้อะไรสุขไหม ไม่สุข พอทุกข์มันแรง ๆ มัน ๆ สุขที่ได้มันไปกลบทุกข์ไม่ได้เข้าใจไหม คุณเคยไปเที่ยวแล้วเป็นสุข แต่คุณมี ทุกข์ แรงๆ ๆ ๆ ญาติเสียชีวิต ..สิ่งที่คุณรักคุณห่วงใยข้าวของอะไรมันพังพินาศไปการงานพังพินาศคุณทุกข์แรงมากเลย เสร็จแล้ว คุณไปเที่ยว คุณจะหายทุกข์ไหมหายไหม ฟังเพลง ๆ ช่วยได้ไหมไม่ได้หายทุกข์ไหม ไม่หายนะ 

เห็นไหมเข้าใจไหม ถ้าทุกข์มาก ๆ ๆ สุขมันไปกลบไม่ได้มันสร้างสุขไม่ไหวถ้ามันทุกข์มาก ขนาดของกินว่าอร่อยที่สุดแตะเข้าลิ้นเลย วันที่เราเศร้าที่สุดน่ะ ของที่เคยอร่อยที่สุดน่ะ อร่อยไหมไม่อร่อยเลยกลืนไม่ลงคอเลยจะบอกให้ คุณชัดไหม ถ้าทุกข์มาก ๆ ทุกข์มันจะกลบสุขเลย เอาจริง ๆ สุขมันก็ไม่มีอยู่แล้วใช่ไหม สุขมันนั้นไม่มีอยู่แล้ว ที่ได้มามันก็จะหายไปหมดเลยไม่กลับมาช่วยคุณเลยใช่ไหม แม้คุณจะสร้างสุขใหม่แต่ทุกข์มันแรงสุขใหม่มันจะมีแรงไปกลบทุกข์ไหม พอทุกข์แรง ๆ อะไรจะกลบระหว่างสุขกลบกับทุกข์กลบอะไร ทุกข์ จะไปกลบสุขเลย ปรุงไม่ออกเลยใช่ไหม สร้างความรู้สึกสุขไม่ขึ้นเลยใช่ไหม

อย่าคิดว่าสร้างขึ้นนะ เวลาทุกข์แรง ๆ เศร้ามาก ๆ เลย หรือกำลังถูกประหารชีวิตเอาของกินอร่อยที่สุดไปกลืนลงไหม อร่อยไหม ไม่อร่อยเลย สร้างสุขไม่ขึ้นเลยใช่ไหม ที่เคยสร้างได้สร้างไม่ขึ้นเลยเพราะอะไรที่มันกลบอยู่ ทุกข์ที่มันมากที่มันกลบอยู่ใช่ไหม  ฟังดี ๆ นะ “ถึงที่สุดแล้ว มีแต่นรกนะ” ถึงที่สุดแล้วสุขมันจะไม่มีเลย ถ้าคุณสะสมทุกข์ให้แรงขึ้น แรงขึ้น แรงขึ้น สุขที่คุณเคยได้จะปรุงไม่ขึ้นเลยถึงวันหนึ่งวันที่ทุกข์มาก ๆ หลาย ๆ เรื่อง หลาย ๆ เรื่อง สุขที่คุณเคยปรุงได้คุณจะปรุงไม่ขึ้นเลยแม้แต่สัมผัสสิ่งที่คุณเคยสุขเพราะทุกข์มันแรงกลบเลยปรุงไม่ขึ้นเลย นี่กิเลสมันเป็นอย่างนี้ มันร้ายขนาดนี้ 

ฟังเข้าใจอย่างนี้แล้ว เอาแค่ประเด็นของนอกตัว ของนอกตัว มันควรจะไปทุกข์อะไรไหม ควรจะสร้างทุกข์มาทรมานชีวิตตัวเอง ทรมานใจตัวเองแล้วทำให้ร่างกายเจ็บป่วยแล้วอยากได้มาก ๆ ทำไม่ดีได้ทุกเรื่องด้วย เหนี่ยวนำคนอื่นให้เป็นตามด้วย ต้องสร้างทุกข์ใจให้มาก ๆ สร้างทุกข์กาย สร้างเรื่องร้ายเพื่อที่จะไปแลกสุขที่ไม่มีอันนี้ไหม สุขที่ไม่มีในใจที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเองน่ะ ควรทำไหม ควรสร้างทุกข์ทรมานมาก ๆ แล้วพยายามลดมันลง สร้างทรมานมาก ๆ แล้วพยายามลดมันลงด้วยการบังคับข้างนอกให้มันเป็นดั่งใจเราหมาย ซึ่งก็เป็นไปได้บ้างไม่ได้บ้างใช่ไหม แล้วไม่เกี่ยวกับชีวิตคุณเลยใช่ไหม ไม่เกี่ยวกับจิตวิญญาณคุณเลยใช่ไหมจะว่าไปจริง ๆ มันไม่เกี่ยวแต่คุณไปเกี่ยวเอาเองใช่ไหม เออ!

สุภาพหน่อยอันนี้ มันไม่เกี่ยวแต่คุณไปเกี่ยวเอาเองใช่ไหมไปแส่เอาเองใช่ไหม  มันไม่เกี่ยวแต่คุณไปเกี่ยวเอาเองใช่ไหม ไปเป็นเหตุปัจจัยให้คุณมาปรุงมาสร้างมาสร้าง สังขารแปลว่าปรุงแต่งแปลว่าสร้าง ให้คุณมาสร้างความรู้สึกทุกข์ อยากให้เป็นดั่งใจหมายเสร็จแล้วพอคุณหาทางคุณก็ตาม ใครก็ตามทำได้ดั่งใจหมายแล้วก็ละลายไป สุขที่ไม่มี ตกลงสุขก็ไม่มี แต่ต้องสร้างทุกข์มาทรมานตัวเองตลอดมันคุ้มไหมไม่คุ้มเลยน่ะ ไม่คุ้มเลยลงทุนที่ไม่คุ้มเลยลงทุนสร้างทุกข์แล้วพยายามมาลดทุกข์ลงเพื่อให้มาดีใจแว็บหนึ่งแล้วก็ละลายไป สร้างทุกข์มาก ๆ  ได้สุขน้อย ๆ แล้วไม่มีอีกต่างหาก คุ้มไหมไม่คุ้มเลย 

พอเราชัดอย่างนี้แล้วเป็นอย่างไร ทิ้งซะ ทิ้งอะไร ทิ้งสุขที่ไม่มีนี้ซะ ใช่ไหม ทิ้งทุกข์ ที่มันทรมานชีวิตนี้ซะใช่ไหม ก็ทิ้งไปสิเอาไว้ทำไมมันอยู่คู่กันมันเป็นอันเดียวกัน พลังงานอันเดียวกันแค่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเฉย ๆ สุขแว็บเดียวนี่แหละสร้างทุกข์ได้มาก สุขแว็บเดียว นั่นแหละสร้างทุกข์ได้มากมีแค่นี้ ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาพอทุกข์ลดลงก็แว็บไปสุข พอไม่ได้ดั่งใจสุขก็หายไป สุขหายไปเสร็จลดลงเป็นอย่างไร สร้างเป็นทุกข์อีก พอสุขลดลงก็ไปสร้างเป็นทุกข์ พอทุกข์ลดลงก็ไปสร้างเป็นสุข  เวียนไปเวียนมาอย่างนี้ แล้วสร้างสุขก็ไม่ได้สร้างมากด้วย 

สร้างทุกข์สร้างได้มาก แต่สร้างสุขเป็นอย่างไรสร้างได้น้อยแล้วหายไปคุ้มไหม เอาให้มันสร้างได้เท่ากันเลยเอา เออ! สร้างทุกข์เท่าไร สร้างสุขได้เท่านั้น คุ้มไหมคุ้มไหมไม่คุ้มเลยใช่ไหมสร้างสุขได้เท่ากันแล้วก็หายไปคุ้มไหม ไม่คุ้มเลยแล้วก็เปลี่ยนเป็นทุกข์ใหม่แล้วก็มาเปลี่ยนเป็นสุขใหม่เอาไหมเอาไหมให้สุขเท่ากันเลยให้สุขเท่ากันกับทุกข์เลยเอาไหมเอาไหมเอาไหม ไม่เอา ทำไมไม่เอา โอ..ก็มันทุกข์เนาะมันทุกข์ มันทุกข์ที่สุดมันทุกข์ไม่รู้ล่ะ ทุกข์มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าได้ ไม่น่าเป็น ไม่น่ามีที่สุดเลยใช่ไหม 

นี่พอเราเข้าใจว่า สุขมันไม่เที่ยง มันไม่มีจริง สุขไม่มี ไปสร้างทุกข์ขึ้นมาเพื่อจะได้สุขไม่มีทำไม พอเราชัดแล้วโอ้โห! ไม่ต้องไปสร้างทุกข์ใจ มันทรมานตัวเองทุกข์กายเรื่องร้ายมันทรมานตัวเองและผู้อื่นเพื่อให้ได้สุขที่ไม่มี พอชัดแล้วก็สลายสุขที่มีทุกข์โทษภัยทิ้งไป ทุกข์โทษภัยคือกลัวที่ไม่ได้มากลัวหมดไป แล้วทุกข์ที่มันอยู่คู่กันคือ นี่แหละทุกข์ที่ไม่ได้ทุกข์ดั่งใจ ใช่ไหม มันทุกข์อื่น ๆ อีกมันกลัวจะไม่หมดไปหมดไปกลัวมันจะเข้ามาอย่างนี้ อันนี้เขาเรียกว่าทุกข์ที่มีทุกข์โทษภัย เขาเรียกว่าสุขที่มีทุกข์โทษภัย แล้วก็สุขนั้นไม่มีจริงเป็นสุขที่มีทุกข์โทษภัยแล้วก็สุขนั้นไม่มีจริงแล้วก็เป็นทุกข์ที่มีทุกข์โทษภัย  มันน่าเก็บไว้ไหม ทุกข์โทษภัย น่าเก็บไว้ไหม ไม่น่าเก็บไว้เลยไม่น่าเสียดายเลยเนาะ 

คุณเสียดายไหม ถามจริง ๆ เสียดายอะไรไหม มันไม่น่าเสียดายเลยใช่ไหม น่าทิ้งไปพอทิ้งไปได้เป็นอย่างไร โอ้! ไม่มีทุกข์เลยไม่มีทุกข์โทษภัย ดีไหม ดี เป็นสุขไหม สุข คนเราแค่ไม่ทุกข์ก็สุขแล้ว แค่ไม่ทุกข์ก็สุขมากแล้วแค่ไม่ทุกข์ก็สุขที่สุดแล้วฟังให้ดีนะ อาจารย์จะอธิบายสภาวะอย่างอื่นเพิ่มเข้าไปอีก เอ้า!วันนี้ตัวไม่ทุกข์อันนี้ เอาล่ะด้านข้างนอกก็ทำอย่างนี้ ด้านข้างนอก 

ข้างในจิตวิญญาณก็นัยเดียวกันแต่มันลึกซึ้งกว่ายากกว่าที่นี้ตัวตนของเราน่ะ มันจะมีอะไรที่มันเป็นทุกข์ได้นอกจากจิตใจ ก็ร่างกายใช่ไหม ในร่างกายอันนี้ นี่น่ะ 

ในร่างกายอันนี้มันจะมีอะไรที่จะเป็นทุกข์ได้ ในร่างกายนี้ก็จะมีกายิกเวทนากับเจตสิกเวทนาที่จะเป็นสุขเป็นทุกข์ได้ ในร่างกายมีจิตวิญญาณของเราในจิตวิญญาณมี 2 ส่วน แล้ว 2 ส่วนนี้แยกกันได้ เด็ดขาดเลย พระพุทธเจ้ารู้แยกกายแยกจิตได้ ท่านแยกกายแยกจิตได้นี่แยกกายแยกจิตอันนี้ กายิกเวทนาน่ะ กายิกเวทนาคือความรู้สึกทางกายและเจตสิกเวทนาคือ ความรู้สึกทางใจ 

เอ้า! ฟังดี ๆ นะ ทีนี้กายิกเวทนาเวลามีอะไรมากระทบ ในชีวิตเราข้างนอกก็ตามหรือกินอะไรเข้าไปหรือกระทบอะไรสภาพอะไรที่อยู่ข้างในร่างกายเราก็ตามจะกระทบข้างนอกข้างนอกก็ตามมีอะไรมากระทบด้านนอกหรือจะกระทบอยู่ด้านในร่างกายของเราที่มากระทบร่างกายว่าอย่างนั้นเถอะมันก็มีผลแค่ 2 อย่าง ใช่ไหม ..สบายกับไม่สบายใช่ไหมมีสบายกับไม่สบายในร่างกายนี้นะ

ความรู้สึกทางกายมีสบายกับไม่สบายใช่ไหม ความรู้สึกสบายมันก็ดีกว่าความรู้สึกไม่สบายใช่ไหมถ้าทำได้ก็ทำถ้าทำไม่ได้ก็จำนนแก้ไปมันก็ต้องไม่สบาย แต่อาจารย์จะเล่าให้ฟัง แม้มันไม่สบายมันแรงเท่ากับฝุ่นปลายเล็บ ถ้าเทียบกับดินทั้งแผ่นดินคือใจใช่ไหมทีนี้เราจะแยกกายแยกจิตอย่างไร ถ้าแยกกายแยกจิตไม่เป็นก็ทุกข์อยู่อย่างนี้ล่ะ เราจะแยกกายแยกจิตอยู่ตรงนี้สมมุติเราไม่แยกไปด้วยกันเลย กายสบายเราก็สุขใจนี่เราไม่แยกใช่ไหมเรารวมกันเลยนะ นี่เราไม่แยกกายไม่แยกจิตนะเราไม่แยกกายไม่แยกจิต กายสบายใจก็สบายไปด้วยนะแข็งแรงแล้วใจสบายโอเคไหมอันนี้ไม่แยก กายไม่สบายใจเราก็ไม่สบายทุกข์ไปด้วยนะ กายเป็นทุกข์ใจก็เป็นทุกข์ อันนี้ไปด้วยกันอ้อมล้อม ๆ ไม่แยกนะ กอดคอกันเลยนะ ไม่แยกไปด้วยกันอ้อมล้อมพอเข้าใจไหม 

ใจเป็นสุขกายเป็นสุขใจก็เป็นสุขนะ กายเป็นทุกข์ใจก็เป็นทุกข์ อันนี้เราไม่แยกกันนะไปด้วยกันอ้อมล้อม ๆ ทีนี้

พระพุทธเจ้ามีวิชาแยกกายแยกจิต แยกกัน สุขทุกข์ของกายเรื่องของกาย สุขทุกข์ของใจก็เรื่องของใจน่ะ แยกกันเด็ดขาดเลยเหมือนกับที่อยู่ข้างนอกเลยไม่เกี่ยวไม่เกี่ยวกับจิตของเราไม่เกี่ยวกับจิตของเราถ้าคุณแยกได้มันจะไม่เกี่ยวจิตของเรา จิตของเราสามารถเป็นสุขได้ทุกเวลา ไม่ว่ากายจะสบายหรือไม่สบาย กายจะสุขหรือกายจะทุกข์ จิตนี่สามารถเป็นสุขได้ทุกเวลา ถ้าคุณแยกเป็น แยกไปไว้ไหนล่ะ แยกไปไว้ภูเขาคิชฌกูฏนู่น ออกไป คนละส่วนแยก ๆ ๆ หรือ?… ไม่

มาฟังวิธีแยกกายแยกจิตทีนี้  ปกติกายเป็นทุกข์จิตเป็นทุกข์ กายเป็นสุขจิตเป็นสุขนะ ทีนี้กายมันจะสุขจะทุกข์แต่จิตล่ะจะเป็นสุข กายเป็นสุขจิตมันก็เป็นสุขอยู่แล้ว อย่าไปคิดมากตัวนี้ ใช่ไหม แต่กายเป็นทุกข์คุณจะแยกจิตไม่ให้มันทุกข์ตามกายได้อย่างไร คุณจะแยกจิตไม่ให้ทุกข์ตามกายได้อย่างไร ให้มันเป็นสุขน่ะ ทำได้คนละอย่างทำได้สุดยอดฝีมือ ทำได้  กายเป็นทุกข์ก็ทุกข์ไปแต่จิตจะเป็นสุข ทำอย่างไรตั้งใจฟัง 

ก็ทำอย่างนี้ไง ให้รู้ว่า เหมือนกันนั่นแหละแยกกิเลสออกไป ทุกข์ใจก็คือกิเลส ตัณหาความอยาก ทุกข์ใจมันเกิดจากอะไร จากกิเลสตัณหาความอยาก อยากอะไร อยากสุขใจที่ได้ดั่งใจ ถ้าได้ดั่งใจจะสุขใจชอบใจ ถ้าไม่ได้ดั่งใจจะทุกข์ใจไม่ชอบใจ ใช่ไหม มันคนละอย่างจิตกับกายคนละอย่าง แม้จะอยู่ในสภาพจิตเหมือนกัน อยู่ในวิญญาณเหมือนกัน อยู่ในธาตุรู้เหมือนกัน แต่กายิกเวทนากับเจตสิกเวทนานั้น แยกพระพุทธเจ้าบอก แยกเวทนาได้ 

เอาละทีนี้ เวลาเราจะแยก  จะแยกอย่างไรแยกกายแยกจิต แยกแบบนี้ เรารู้ให้ได้ว่าที่เราทุกข์ใจอยู่ตอนนี้เพราะมันอยากได้ดั่งใจ มันอยากให้โรคนั้นหาย อยากให้อาการทุกข์กายนั้นหาย ใช่ไหมล่ะ อยากให้หาย ถ้าโรคหายจะสุขใจชอบใจ ถ้าโรคไม่หายจะทุกข์ใจไม่ชอบใจ ใช่ไหม คุณไปตั้งไว้แบบนี้ใช่ไหม ถ้าโรคหายจะสุขใจชอบใจ ถ้าโรคไม่หายจะทุกข์ใจไม่ชอบใจ คุณก็ไปตั้งจิตคุณเอาไว้แบบนี้ ถ้าโรคนั้นหายจริง ๆ คุณก็สุขใจชอบใจ อยากถามว่าความรู้สึกนั้นอยู่นานไหม อยู่จริงไหม มีจริงไหม ไม่จริง  

ก็อย่างที่ว่า ปวดหัวหรือเป็นโรคอะไรก็ช่างเถอะน่ะ ทรมานเสร็จแล้วหายเป็นอย่างไร ดีใจไหม ดีใจโอ๊ย! โรคหายปุ๊บดีใจแว็บหนึ่ง  เป็นอย่างไร ดีใจสุขใจใช่ไหม อยู่นานไหม ไม่อยู่  ละลายไปเลยสักพักก็ละลายไป  ไปเรียกกลับมาก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเป็นสุขจริงไหม สุขใจน่ะสุขจริงไหม ไม่จริงเลยใช่ไหม สุขใจที่อยากได้ดั่งใจก็ไม่จริง หมดไป แล้วเป็นอย่างไร กลัวไหม กลัวโรคจะกลับมากลัวไหม กลัว กลับมากลัวจะไม่หมดไปใช่ไหม ทุกข์ไหม เห็นไหมล่ะสุขนั้นน่ะมันทำให้คุณทุกข์นะ กลัวว่าสุขนั้นไม่มี แต่คุณกลัวว่า โอ้โห! กลัวว่าสุขนั้นจะหมดไป หมดไปกลัวไม่ได้มา แล้วยิ่งถ้าเกิดทุกข์ใจล่ะ 

ทุกข์ใจคือกลัวว่าโรคมันจะกลับมาใช่ไหม คุณก็ทุกข์อีก ถ้าโรคมันกลับมาคุณก็ทุกข์อีก ใช่ไหม ทุกข์ กลัวมันจะไม่ออกไป ออกไปกลัวมันจะกลับเข้ามา มันก็ทุกข์อีก จริง ๆ แล้วสุขนั้นมันไม่ได้มี แต่เราก็ปรารถนาใช่ไหม อยากจะได้ให้มันหายโรค แน่นอนล่ะเมื่อเราพยายามแก้เต็มที่แล้ว ไม่ใช่ว่าเราจะไม่พยายามแก้นะ ก็ไม่ได้โง่นี่ใช่ไหม เจ็บป่วยทางด้านร่างกายก็ไม่ได้โง่ นี่พยายามแก้อยู่ แต่มันแก้แล้วมันแก้ไม่ได้ พอมันแก้ไม่ได้แล้วทำอย่างไรที่ทำให้เราสุขใจ ที่แก้แล้วมันยังไม่หาย น่ะ ทำอย่างไรจะสุขใจใช่ไหม  ถ้าเรายังไปอยากให้มันหายแล้วจะสุขใจชอบใจ ถ้ามันไม่หายจะทุกข์ใจไม่ชอบใจ ตอนมันไม่หายจะสุขหรือจะทุกข์ ก็ทุกข์ใช่ไหม 

เราอยากได้ดั่งใจถ้าหายจะสุขใจชอบใจถ้าไม่หายจะทุกข์ใจไม่ชอบใจอีกใช่ไหม  ถ้ามันยังไม่หายก็ทุกข์ใจไม่ชอบใจใช่ไหม อยู่อย่างนี้แหละ แต่ถ้าเราทำให้โรคหายได้ ความทุกข์ใจไม่ชอบใจลดลงไหม ลดลง  กลายเป็นอะไร กลายเป็นดีใจสุขใจใช่ไหม แว็บ…ดีใจสุขใจ แล้วมันอยู่นานไหม ไม่นานเดี๋ยวมันก็หายไปแล้ว  ตามไม่ทันนะ มันหายไปแล้ว  ตกลงสุขใจนั้นมีจริงไหม ไม่จริง  สุขใจนั้นไม่มี  ฟังดี ๆ นะ  สุขใจนั้นไม่มี  แต่เราก็มาสร้างทุกข์เพื่อให้ได้ดั่งใจหมายใช่ไหม  เพื่อให้ได้สุขที่ไม่มีนี่ มันก็อันเดียวกันนั่นแหละ เราก็มาสร้างทุกข์ใจขึ้นมาเพื่อที่จะให้ได้สุขที่ไม่มี ๆ คุ้มไหม ก็ไม่คุ้ม  สร้างขึ้นไปเรื่อย ๆ ยิ่งไม่หาย โอ้! สร้างทุกข์ไปเรื่อย ๆ ๆ ๆ  คุ้มไหม ไม่คุ้มเลย  หาเรื่องเอง  แส่…

อาจารย์ไม่อยากพูดใส่เกือกมันหยาบไปหน่อย เดี๋ยวบางคนจะรับไม่ได้ คุณไปยุ่งเกี่ยวเอาเอง ใช่ไหมละ คุณไปยุ่งเกี่ยวเขาเอาเองน่ะ กายก็เป็นเรื่องของกายแก้ได้ก็แก้ไปสิแก้ไม่ได้ก็แก้ไม่ได้ ๆ  คุณก็เอาใจไปทุกข์เอาเองใช่ไหม คุณไปสร้างทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจเอาเอง ใช่ไหม คุณไปสร้างทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจเอาเอง  ที่ไม่ได้สุขที่ไม่มี  ก็ขนาดคุณทำให้โรคนั้นหายไปได้ เกิดความรู้สึกสุข สุขนั้นยังไม่อยู่เลย ยังไม่มีเลย  ใช่ไหม  มันไม่มี แล้วคุณจะไปอยากได้ทำไมสุขที่ไม่มี ถ้าคุณไปอยากได้คุณก็ต้องทุกข์  

คุณต้องไปสร้างทุกข์ไปแลกสุขที่ไม่มี ไปสร้างให้มากขึ้นเพื่อไปแลกสุขที่ไม่มี ยิ่งโรคจะเหลือเท่าไหร่ก็เรื่องของโรคสิ เหลืออยู่ในร่างกายนั้น  แต่คุณไปสร้างทุกข์เพื่อให้ได้สุขที่ไม่มี ๆ ตกลงคุณจะทุกข์มากไปกว่าเดิมหรือทุกข์น้อยลง  ก็ทุกข์มากขึ้น ๆ แล้วมีประโยชน์อะไรไหม  มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย  ต่อให้คุณได้สมใจก็แค่มันไม่มี คุณจะไปหลงความรู้สึกสุขที่ไม่มีทำไม แล้วก็สร้างทุกข์ใจไปเรื่อย ๆ พอสร้างทุกข์ใจไปเรื่อย ๆ มันมีผลให้ร่างกายทุกข์เพิ่มไหม เพิ่มสิใช่ไหม  ต้องเสียพลังไปสร้างทุกข์ เสียพลังไปเกร็งตัวบีบทุกข์ออก เสียพลังไปดันออก  โอ๊ย! เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก โครงสร้างโครงรูปของเซลล์ผิดปกติ ป่วยหนักขึ้นไหม  หนักขึ้นไปอีกเลย  

แล้วคุณไปซ้ำเติมร่างกายคุณทำไม  คุณจะบ้าเหรอ  ตกลงคุณอยากหายใช่ไหม  คุณอยากหายโรคใช่ไหม  คุณอยากหายแต่ทำไมคุณไปซ้ำเติมเขาล่ะ  ที่ทำน่ะไปทำให้หายหรือซ้ำเติมเขา ซ้ำเติม  ซ้ำเติมแรงไหม  อย่างแรงเลย  เพราะใจคุณมีฤทธิ์มากที่สุด เพราะอยู่ด้วยกันกับกายนั่นแหละ  ใจคุณก็อาศัยอยู่ในนั้นและก็แรงดันคุณมากเหลือเกิน  แรงบีบตัวของคุณ โอ้โห! คุณไปให้ร่างกายผลิตพลังงานมาบีบตัวมันดันออก มันมากยิ่งกว่าวัตถุข้าวของที่ใส่เข้าไปอีก  มากยิ่งกว่าอาหาร มากยิ่งกว่าสมุนไพร มากยิ่งกว่าอะไร ๆ ด้านวัตถุอีก  ที่ใส่เข้าไปนะ ปกติยังมีฤทธิ์แค่ 30% บวกลบแต่ใจที่เป็นทุกข์ของคุณมีฤทธิ์ 70% บวกลบ หรือเกินร้อย  

คุณไม่เห็นหรืออย่างไร ตอนคุณเจ็บป่วยบ้างนะ ตอนคุณไม่รู้ว่าเป็นโรคร้ายคุณก็ยังสบาย ๆ อยู่  พอรู้ว่าเป็นโรคร้ายใจก็เป็นทุกข์ เป็นอย่างไร กายพังเลยใช่ไหม ทุกข์อย่างแรงกายพังอย่างเร็วเลย ใช่ไหม ตายอย่างเร็วเลยใช่ไหม คุณเห็นฤทธิ์มันไหมล่ะ แล้วคุณเอาใจที่เป็นทุกข์ไปทำร้ายร่างกายคุณทำไม  คุณจะบ้าเหรอ   ก็คุณรักร่างกายคุณไม่ใช่หรือ คุณรักแล้วคุณทำลายทำไม คุณรักลูกแล้วคุณก็ทำลายลูก  นี่แหละพวกที่ฆ่าลูกกิน  ลูกฉันไปไหน ๆ  บ้าอยู่นั่นแหละ  เพราะตัวเองนั่นแหละทำลาย ไปไหนล่ะ ตัวเองทำลาย  

ใน ปุตตมังสสูตร ก็ทำลายตัวเอง รักตัวเองแต่ฆ่าตัวเอง คุณจะบ้าเหรอ  คุณจะบ้าไปถึงไหน คุณจะโง่ไปถึงไหน  แต่มันก็น่าสงสาร มันก็น่าบ้า น่าโง่นะ  มันจะฉลาดมันยากจังเลย  จะฉลาดได้อย่างไร คนเราถ้าไม่ได้พบสัตบุรุษ ไม่ได้ฟังสัจธรรม คิดไม่ออก ก็อยากหายทุกข์ แต่ทำทั้งทุกข์ใจทั้งทุกข์กายเพิ่มขึ้น ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่อยากได้ทุกข์กาย ใช่ไหม ไม่อยากได้ทุกข์ใจใช่ไหม  แต่สิ่งที่ทำนะมันได้ไหม ก็ได้ทั้งทุกข์กายทั้งทุกข์ใจ  เห็นไหม มันสมบูรณ์แบบเลยใช่ไหม  ทำทำไม ก็น่าสงสาร ทำไม่รู้ อาจารย์ก็รู้ว่า ที่เขาทำเพราะเขาไม่รู้ ใช่ไหม  มันน่าสงสาร  สงสารตัวเองบ้างไหม  น่าสงสาร ๆ นะ  มันไม่รู้ ๆ   

อาจารย์จะไปโกรธเขาอย่างไรนะ ก็อยากโกรธเหมือนกันนะ อยากโกรธเขาก็โกรธไม่ลง น่าสงสาร ๆ  เขาไม่อยากได้ทุกข์ใจ เขาไม่อยากได้ทุกข์กาย แต่สิ่งที่เขาทำนะทั้งทุกข์ใจทั้งทุกข์กาย เพิ่มเข้าไปอีก โอ๊ย! มนุษย์มนา เอ๊ย!  ก็อยากไปได้สุขที่ไม่มี ไปอยากได้สุขที่ไม่มี สร้างทุกข์ใจมาทรมานตัวเอง เพื่อจะได้สุขที่ไม่มี มันก็เลยไปทำลายร่างกายไปด้วย ก็แย่เข้าไปใหญ่เลย กลัวว่าโรคมันจะไม่หาย ๆ  กลัวจะไม่ได้ดั่งใจหมาย กลัวจะไม่ได้สุขดั่งใจหมาย สุขใจที่ได้ดั่งใจ กลัวทั้งข้างนอก กลัวร่างกายที่จะไม่หายโรค ที่จริงก็คือใจนั่นแหละกลัว ร่างกายเขาจะไปกลัวอะไร ร่างกายก็ยังเป็นร่างกายอยู่นั่นแหละ แต่ใจนะสิมันกลัว ร่างกายมันมาบอกหรือเปล่า  ฉันรู้สึกกลัวเหลือเกิน ๆ  ร่างกายก็ส่วนของร่างกายใช่ไหม ไม่เกี่ยวกับจิตใจใช่ไหม  

เสร็จแล้วฟังไปดี ๆ นะ อาจารย์จะแยกให้ดูที่นี้ เมื่อเราชัดว่า สุขใจแม้โรคหายดั่งใจหมายมันก็ไม่มีจริง แต่ในเมื่อมันไม่จริงแต่มันเป็นตัวที่ทำให้เราทรมานใจตัวเอง สร้างความทุกข์ทรมานใจตัวเองที่อยากให้หาย ไม่หายก็ทุกข์ ทรมาน กลัว กังวลหวั่นไหว รุ่มร้อน เศร้าสร้อย หงอยเหงา น้อยใจ เว้าใจ แหว่งใจ อะไรไม่รู้มากมาย อึดอัด  ฟุ้งซ่าน โน้นนี้ กลัว กังวล หวั่นไหว  ต่าง ๆ นานาทุกข์ทรมาน ไม่สบายใจ เพื่ออะไร เพื่อให้ได้สุขที่ไม่มี พอเราชัดเป็นอย่างไร เราก็ไม่เอา ๆ ไม่เอา ๆ  สุขที่ไม่มีก็ไม่เอามันทำให้เกิดทุกข์ทั้งหมดทั้งมวลเลย ทำให้เกิดทุกข์ใจเรื่องร้ายตลอดกาล เราก็ไม่เอา พอเราสลายไปแล้ว  เราก็ไม่เอาแล้ว เราชัดด้วยปัญญา พอสลายไปแล้วเป็นอย่างไร มันจะมีไหมมันจะมีทุกข์ไหม มันจะมีสุขที่เป็นทุกข์โทษภัย มันจะมีทุกข์ที่เป็นทุกข์โทษภัย จากสุขใจที่ได้ดั่งใจ จากทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจนี้ไหม  ไม่มีใช่ไหม ตัดทิ้งไปเลย ไม่มี  เมื่อไม่มี ชีวิตจะมีภัยไหม   ไม่มีภัย  แล้วเราก็มีปัญญาด้วย  ที่นี้เรามีปัญญาเข้าใจเรื่องกรรม ที่มันไม่หายนี่เพราะอะไร ยังมีวิบากร้ายเล่นงานอยู่ เราพยายามแก้เต็มที่แล้ว แต่ยังไม่ได้  วิบากร้ายเล่นงานนี่ รับเท่าไรก็หมดเท่านั้น  ใช่ไหม 

รับเต็ม ๆ หมดเต็ม ๆ เป็นไงเป็นกันรับเท่าไรหมดเท่านั้น โชคดีอีกแล้วร้ายหมดอีกแล้ว รับเท่าไรหมดเท่านั้น  ดียิ่งออกฤทธิ์ได้มาก ใช่ไหม  ให้ได้อาศัยก่อนที่ทุกอย่างจะดับไป เจ็บก็ให้มันเจ็บ ปวดก็มันปวด ทรมานก็ให้มันทรมาน ตายก็ให้มันตาย เป็นไงเป็นกัน รับเท่าไรหมดเท่านั้น  กลัวอะไรไหม ไม่กลัวใช่ไหม กล้ารับกล้าให้หมดไป รับเท่าไรหมดเท่านั้น ยุติธรรมดีไหม ก็ทำมาเองน่ะใช่ไหม รับเท่าไรก็หมดเท่านั้นด้วย ดีไหม รับแล้วก็ยังอยู่ ๆ ๆ ๆ ๆ ตายพอดี 

รับเท่าไรหมดเท่านั้น สิ่งใดมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นมีการดับไปเป็นธรรมดา คนเรานี้ถ้ากล้ารับยินดีรับยินดีให้หมดไปรับเท่าไรหมดเท่านั้น ทุกข์ใจอะไรไหม ใจไม่ทุกข์เลยใช่ไหม ไม่มีทุกข์เลย  ตกลงโรคยังอยู่เหมือนเดิมไหม ยังอยู่เหมือนเดิม แต่ใจเราทุกข์ไหม ไม่ทุกข์  เราแยกกายแยกจิตได้ไหม นี่แหละแยกกายแยกจิต กายก็ต่างหาก กายก็แยกออกไป จิตก็ต่างหากใช่ไหมนี่  

แยกกายแยกจิต เห็นหรือยัง เห็นวิชาแยกกายแยกจิตหรือยัง เห็นแล้วนะ อะไรเกิดขึ้นเราก็ไม่ทุกข์ใจ จะได้ดั่งใจหรือไม่ได้ดั่งใจเราก็ไม่ทุกข์ใจ โรคหายเราสุขใจได้ไหม ใช่ไหม ก็สุขใจได้ จะไปไม่สุขทำไมล่ะจะโง่ไปไม่สุขทำไม  ก็โรคหายน่ะจะบ้าเหรอ ใช่ไหม ก็โรคหายเราก็สุขใจได้ ดีเป็นกุศลให้ได้อาศัย ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับไป  ก่อนที่ทุกอย่างจะดับไปใช่ไหม โรคไม่หายสุขใจได้ไหม ได้ ไม่ต้องไปอยากได้ ไม่ต้องไปอยากได้สุขที่ไม่มี ไม่ต้องไปอยากได้สุขที่ไม่มี ไม่ต้องไปสร้างทุกข์มาแลกสุขที่ไม่มี  เราได้เอาทิ้งเลยสุขที่ไม่มี ทิ้งเลยทุกข์ใจทั้งหมดทั้งมวล ทุกข์ที่อยากได้สุขที่ไม่มีทิ้งไปเลยไม่ต้องเสียดาย อันนั้นมันเป็นทุกข์ ได้สุขที่ไม่มีทุกข์ทิ้งไปแปรเป็นพลังที่ไม่ต้องทิ้งไปไหนหรอก สลายทิ้งไปแล้วแปรไปเป็นสุขที่ไม่มีทุกข์ เข้าใจไหม 

สุขพุทธะ สุขที่ไม่มีทุกข์ใจเหลือแต่สุขใจ แถมเรายังมีปัญญารู้อีกว่ารับเท่าไรหมดเท่านั้น กล้ารับกล้าให้หมดไปรับเท่าไรหมดเท่านั้น  ร้ายหมดไปเรื่อย ๆ ๆ น่าดีใจไหม ก็น่าดีใจ น่ายินดีใช่ไหม เราก็สามารถยินดีได้ ตกลงทั้ง ๆ ที่เราเป็นโรค เราก็สามารถยินดีได้ไหม ได้ กายกับจิตไปด้วยกันไหม กายกับจิตน่ะ  กายที่เป็นทุกข์ทำให้จิตเราทุกข์ได้ไหม ไม่ได้ ถ้าเราทำแบบนี้ใช่ไหม  ฟังออกไหม กายที่เป็นทุกข์น่ะ แต่ถ้าเราไม่มีปัญญาที่จะทำให้จิตเราทุกข์ไปด้วยกัน แต่ถ้าเราเป็นคนมีปัญญากายทุกข์ก็ทุกข์ไปสิ รับเท่าไรหมดเท่านั้นด้วย ก็ได้โชคดีขึ้น เราก็ไม่ได้มีทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจ ใช่ไหม เราก็ไม่มีทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจ เราก็มีสุขที่ไม่ได้ดั่งใจ ได้  เห็นไหม  

พอใจเป็นสุขเป็นอย่างไรทุกข์ทั้งแผ่นดินหายไปเป็นอย่างไร โรคเหลือแค่ฝุ่นปลายเล็บ  โรคที่หนัก ๆ ๆ เหลือแค่นิดเดียวหลายครั้งเลย ใครลองไปทำดูสิ  โรคหนักๆ ๆ ๆ น่ะตัวจริงของมันไม่ได้หนักเท่าไรหรอก  ตัวจริงมันไม่ได้หนักเท่าไรหรอก มันหนักตัวใจต่างหาก  เข้าใจไหม ตัวจริงของโรคไม่ได้หนักเท่าไรหรอก ตัวจริงของกายไม่ได้หนักเท่าไรหรอก มันหนักตัวใจต่างหากล่ะ ใจมันทุกข์ใจ พอล้างทุกข์ใจได้เป็นอย่างไรล่ะ  ไม่มีทุกข์ใด ๆ เลยเกิดดับก็ไม่ทุกข์ อะไรเกิดอะไรดับก็ไม่ทุกข์ใจเป็นสุข  สบายใจ ไร้กังวล เรามีสุขที่ไม่มีทุกข์โทษภัย  มีประโยชน์ต่อทุกชีวิตเป็นอย่างไร  

ใจเป็นสุขน่ะ โรคมันจะเบาไป เราจะเห็นเลยว่าส่วนไหนที่เป็นส่วนของจิตนะ ส่วนไหนที่เป็นส่วนของจิตที่เป็นทุกข์นี่นะ แล้วเราสลายส่วนของจิตที่เป็นทุกข์นั้นไปนะมาเป็นสุขแทน มาเป็นยินดีพอใจสุขใจแทน ทุกข์ของจิตนั้นหายไปมาเป็นความสุขแทน มันจะเหลือแต่ความทุกข์ของกายล้วน ๆ  ว่าจริง ๆ มันมีแค่ไหน มีแค่ไหนก็แค่นั้นแหละ นั่นแหละเพราะมันไม่ได้มีทุกข์ใจไปเกี่ยวข้องเลย นี่คือวิชาแยกกายแยกจิต ตกลงไหม  ได้ยินมาตั้งนานแล้วนะ วิชาแยกกายแยกจิตทำอย่างไร กายก็อยู่ส่วนหนึ่งนะจิตก็อยู่ส่วนหนึ่งนะ อย่ามาอยู่ด้วยกัน กายเอาไปไว้ไหนดี มันก็อยู่ในนี้แหละ  จิตก็ไปไว้ไหนดี 

ถ้าอย่างนั้นเอาจิตไปไว้ภูเขาคิชฌกูฏนู่น เอาจิตไปกำหนดไว้ที่ภูเขาคิชฌกูฏนู่น  เอาจิตไปกำหนดไว้ตรงนิ้วโป้ง นิ้วไหน นิ้วโน้น จุดนั้น จุดนี้  ดักไว้ตรงนี้อย่าไปคิดเรื่องอื่น สะกดเข้าไป ๆ แล้วเอาไปไว้ตรงโต๊ะตรงเก้าอี้ ตรงเพลงตรงอะไร ๆ แล้วแต่จิตจะไปกำหนดไว้ตรงไหน ๆ ก็แล้วแต่คุณจะไปกำหนดไว้ อันนั้นแบบสมถะ แต่ถ้าเวลาเราทุกข์มาก ๆ นะมันเอาอยู่ไหม ไม่อยู่  ทุกข์กายหรือว่าทุกข์ใจ ที่จริงคุณยังอยากอยู่ใช่ไหม เอาใจคุณไปไว้ตรงไหนน่ะ แต่ลึก ๆ คุณทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจหมายใช่ไหม  แล้วทุกข์นั้นมันแรงขึ้น ๆ ๆ ๆ  กดไปไว้ตรงไหนน่ะกดอยู่ไหม ไม่อยู่หรอกสุดท้ายมันทุกข์เพราะมันไม่ได้ล้าง มันแรงขึ้นสุดท้ายก็ทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจเหมือนเดิม

คุณจะเอาไปไว้ไหนก็ไม่อยู่หรอกนอกจากสลายมันทิ้ง สลายทุกข์นั้นทิ้ง แล้วเปลี่ยนเป็นสุข สลายทุกข์เปลี่ยนเป็นสุขแล้วจะสบาย  ใช่ไหมสบาย ไม่ทุกข์ไม่ได้ดั่งใจก็ไม่ทุกข์  ได้ก็ไม่ทุกข์ไม่ได้ก็ไม่ทุกข์ ได้ก็เป็นสุข ไม่ได้ก็เป็นสุข  เพราะว่าเราได้สุขที่ไม่มีภัยแล้วใช่ไหม  เราได้สุขที่ไม่มีภัยแล้ว  เพราะว่าเข้าใจเรื่องกรรมแจ่มแจ้งเลย ได้หายโรคก็ดีก็สุขใจได้ ไม่มีปัญหา มีกุศลให้ได้อาศัย ก่อนที่ทุกอย่างจะดับไป แต่ไม่ได้ดั่งใจหมายเป็นอย่างไร ไม่มีปัญหา 

เราไม่อยากได้สุขที่ไม่มี การไม่อยากได้สุขที่ไม่มีเป็นสุขที่สุขที่สุดในโลก เรายินดีที่ไม่ได้ดั่งใจ เราไม่อยากได้สุขที่ไม่มี เราไม่ได้มีทุกข์ที่อยากได้สุขที่ไม่มี เราไม่ได้มีทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจ  เราเป็นผู้มีสุขที่ไม่ได้ดั่งใจได้ เพราะไม่มีภัยใด ๆ เลย มีแต่ประโยชน์ต่อทุกชีวิต 

เรามีปัญญาแล้ว ก็หายทุกข์ แล้วเราก็ยินดีรับ ยินดีให้หมดไป ยินดีวิบากรับโรค  รับเท่าไรหมดเท่านั้น ยิ่งดีเข้าไปอีก ๆ ยินดีก็ไปอีก เออ  เอาเลย ๆ ๆ ๆ  เจ็บเลย ปวดเลย เข้ามาเลยเอาเลย ๆ รับเท่าไรหมดเท่านั้นแหละ  เอาเลย ๆ ๆ เผลอ ๆ มันจะวิ่งกลับ เอาเลย ๆ มันเลยไม่เอา  มันกลัวเราเลย  ก็เป็นไปเลย จะเจ็บก็ให้มันเจ็บ ปวดก็ให้มันปวด ทรมานก็ให้มันทรมาน เป็นไงเป็นกัน รับเท่าไรหมดเท่านั้น กล้ารับกล้าหมดไป ยินดีรับยินดีให้หมดไป รับเท่าไรหมดเท่านั้น ชีวิตก็มีแต่ความสุข เห็นไหม  ถ้าเราทำได้ เรามีพลังอันนี้ทำได้  

เพราะฉะนั้นความสุขอันนี้ก็ โอ้โห! แยก โรคมันเหลือเท่าไร ก็เหลือเท่านั้นน่ะ แล้วเป็นอย่างไร พลังอันนี้จึงทำให้ร่างกายแข็งแรง  ใจเป็นสุขกายแข็งแรง รวบรวมเข้ามา กายแข็งแรงแล้วจะสลายโรคออกไปอีกเลยเผลอ ๆ หายหมดเลย หายโรคไปหมดเลยนะ เลยทำให้โรคหายเร็วเพราะใจมันเป็นสุข กายก็แข็งแรง เพราะว่าไม่เสียพลังไปสร้างทุกข์ ไม่เสียพลังไปแก้ปัญหาทุกข์แล้ว ยิ่งทำให้เซลล์แข็งแรง ยิ่งสลายโรคออกไปได้ดี  ยิ่งไปเหนี่ยวนำให้คนอื่นเป็นตามอีก ได้กุศลอีก ดูดสิ่งดีเข้ามาดันโรค เรื่องร้ายออกไปอีก ดีเข้าไปอีก ยิ่งเราทำดีโน้นนี้ได้อีก ใจเรามันดีแล้ว ทำดีโน้นนี้ได้อีกก็ยิ่งดีเข้าไปอีก  ดูดสิ่งดีเข้ามาดันสิ่งร้ายออกไปอีก โรคเรื่องร้ายก็ยิ่งเบาเข้าไปอีก  อย่างนี้เป็นต้น

 นี่วิชาแยกกายแยกจิต วันนี้พาแยกกายแยกจิตเลยนะนี่ โอ้โห! เคยได้ยินไหมวิชาแยกกายแยกจิต เคยได้ยินนะแต่ไม่รู้ว่าทำอย่างไรนะ แต่วันนี้บอกวิชาแยกกายแยกจิตชัดเจนเลย เห็นไหม กายเป็นทุกข์แต่จิตก็ยังเป็นสุขได้ เห็นไหม  แยกออกจากกันเลย กายเป็นสุขจิตก็เป็นสุขได้ กายเป็นทุกข์จิตก็เป็นสุขได้  ถ้ามีปัญญา “คนมีปัญญาแม้ตกทุกข์ก็ยังหาสุขพบ” พระไตรปิฎกเล่มที่ 27 ข้อที่ 2,444  นี่สุดยอดอย่างนี้ เพราะจริง ๆ กายก็ส่วนกาย  ใจก็ส่วนใจ  ยิ่งเหตุการณ์น่ะยิ่งแล้วใหญ่เลย  

อาจารย์ถึงว่านะ แต่จากวันนี้ไป ถ้าจากวันนี้ไปคุณไปทุกข์กับเหตุการณ์ เอามะเหงกอาจารย์ไป เขกหัวเข้าไป เขกหัวเข้าไป เอามะเหงกไปเขกหัวเข้าไป ให้มันโนหลาย ๆ จุด ไม่ต้องเอามะเหงกไปก็ได้ เอาปัญญาไป เอาปัญญาไป จะไปทุกข์กับเรื่องนอกกายอยู่อย่างนี้ นอกกายนี่มันยิ่งไม่ได้ทำให้เราเจ็บอะไรเลย เจ็บกายก็ไม่เจ็บ แต่มันไปเจ็บใจโน่น มันไม่ได้กระทบอะไรชีวิตเรา ให้มันเจ็บ ให้มันปวด ให้มันแสบ คัน อะไรเลย กระทบกายก็ไม่กระทบ ใจไปหาเรื่องเอง

หาเรื่องไปเกี่ยวไปข้องเขาเอง ไปสร้างทุกข์กับสิ่งเหล่านั้นเหล่านี้เอง มันยิ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชีวิตเลย ข้างนอกไม่ควรไปทุกข์อะไร สุขทุกสถานการณ์เลย สุขใจที่ไม่ได้ดั่งใจไปเลย ได้หรือไม่ได้ดั่งใจก็สุขใจได้ดีกว่า 

ในร่างกายคนมีความสามารถ เรายังแยกกายแยกจิตได้ กายิกเวทนาก็อย่างหนึ่ง เจตสิกเวทนาก็อย่างหนึ่ง แล้วก็สามารถแยกกันได้ด้วยวิธีการนี้ ด้วยวิปัสสนาที่ว่านี้ ด้วยปัญญา แยกด้วยปัญญา แยกกายแยกจิตด้วยปัญญา กำจัดกิเลสออกไป กิเลสมันเอามารวมปนกันเละเลย มันเอามาปนกันเละเลย จิตนี่แหละ จิตของกิเลสมันเอาไปปน ขนาดข้างนอกมันยังไปปนได้เลย มันนึกว่าตัวเราของเรา กิเลสนี่แหละตัวไปปน ทำให้แยกกายแยกจิตไม่ได้ ขนาดกายข้างนอกมันยังเอาจิตไปปนเลย ว่าตัวเราของเรา แท้ที่จริงมันคนละเรื่อง ข้างนอกมันยังเอามาปนได้ ประสาอะไรข้างในจะเอามาปนไม่ได้  มันอันเดียวกัน มันตัวโง่ กิเลสมันตัวเราของเรา ตัวเราของเรา คนของเรา ผัวเรา เมียเรา ลูกเรา อะไรก็ไม่รู้ ทรัพย์สมบัติของเรา การงานของเรา อะไรของเรา มันของเราไปหมด

มันเหมือนของเราจริง ๆ นะ ถ้าอันนั้นเสียหายเราก็ทุกข์ใจไปด้วย ถ้าอันนั้นได้ดั่งใจ ได้ดั่งใจไปด้วย ก็บ้าบอ ๆ มันไม่เกี่ยว คุณน่ะไปเกี่ยว  มันคนละส่วน ที่คุณไม่รู้เรื่องคุณไม่เห็นทุกข์อะไรเลย ที่รู้เรื่องมาจะเป็นจะตาย ไม่เกี่ยว แต่คุณไปเกี่ยวเอง โง่เอง นี่แหละมันไปยึดเป็นตัวเราของเราเอง คนเรามันก็ช่างทำได้ ทำได้ ทำไมถึงทำกับฉันได้ ใครทำนะ ทำเอง ทำเองไม่มีใครทำหรอก ก็ตัวเองทำเอง ข้างนอกมันยังยึดเป็นตัวเราของเราได้ ภาษาอะไรข้างในมันจะยึด ยิ่งร่างกายมันยังยึดเป็นตัวเราของเรา หนักกว่าเข้าไปอีก มันใกล้กว่าอีก ยิ่งเหมือนเป็นของเราเลย 

แต่แท้ที่จริงไม่ใช่ของเรา แยกได้ แยกได้ กายก็อย่างหนึ่ง จิตก็อย่างหนึ่ง แต่อาศัยอยู่ด้วยกันได้ อาศัยอยู่ด้วยกันไป แล้วก็ทำประโยชน์ให้กันสิ อยู่ด้วยกันแล้วทำประโยชน์ให้กันสิ คุณอยู่ด้วยกันแล้วไปทำโทษให้กัน ทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ อยู่ด้วยกันแล้วทำโทษให้กันอย่างนี้ มันดีไหม วิบากของการทะเลาะกัน คืออะไร ปากแตก ใช่ไหม ปากแตก มันก็ทำร้ายกันอยู่อย่างนี้ ทุบตีกันอยู่อย่างนี้ คุณก็เอาจิตไปทุกข์กายอยู่อย่างนั้น กายเขาก็ทำอะไรคุณไม่ได้ ทุกข์ตามคุณ คุณรังแก  คุณรังแกคนอื่น โทษเป็นของใคร เป็นของตัวเอง  

คุณไปรังแกเขา อยู่ด้วยกันรังแกเขาทำไม ระวังนะ คุณไปรังแกร่างกาย ระวังเขาประท้วงนะ เจ็บ ๆ ปวด ๆทรมาน ใครทำ ทำเอง  แล้วก็ยึดตัวเราของเรา ตัวเราของเราก็ทำลายเราอยู่อย่างนั้น ซ้อมร่างกายทุกวัน ทิ่มแทงเขาทุกวัน ทำลายเขาทุกวัน อยู่ด้วยกันทำไมไม่เป็นมิตรกัน มันเป็นอย่างไร สามัคคีกันไม่ได้หรืออย่างไร สามัคคีกันไม่ได้หรืออย่างไร ใจกับร่างกายพากันเป็นสุขไม่ได้หรืออย่างไร คุณเป็นประธาน คุณเป็นหัวหน้านะ ใจเป็นประธาน เสร็จแล้วคุณก็พาลูกน้องทุกข์อยู่อย่างนั้น พาใจเป็นทุกข์ ตัวคุณก็ทำทุกข์ ไปทำให้ลูกน้องคุณทุกข์ สุขไปด้วยกันไม่ได้หรืออย่างไร คุณซาดิสม์ มันซาดิสม์ ทำตัวเองทุกข์ ทำคนอื่นทุกข์แล้วนึกว่ามันถูกอยู่อย่างนั้น ยินดีทำให้ทุกข์อยู่อย่างนั้น  ยินดีทำให้ใจทุกข์ ยินดีทำให้กายทุกข์อยู่อย่างนั้น อยู่ด้วยกันก็เป็นมิตรกันสิ กับร่างกายน่ะ เขาก็รับใช้คุณอยู่อย่างนั้น ทำร้ายเขาอยู่ได้ เป็นมิตรกันบ้างสิ เป็นมิตรกัน 

พระพุทธเจ้าบอกให้สามัคคีกัน ให้สามัคคีกัน อย่าวิวาทกัน ถ้าคุณวิวาทกาย กายก็จะวิวาทใจ ยิ่งคุณไปยึดเป็นอันเดียวกัน แต่คุณก็วิวาทกันอยู่อย่างนั้น ใจคุณก็ทำร้ายกาย กายก็ทำร้ายใจอยู่อย่างนั้น จริง ๆ แล้วกายก็ทำร้ายใจไม่ได้หรอก เขาเป็นลูกน้อง มีแต่คุณทำร้ายเขาได้ จำไว้นะ คุณทำร้ายเขาได้ แล้วคุณก็สร้างให้เขาแข็งแรงได้ คุณทำร้ายเขาได้ คุณทำให้เขาดีก็ได้ ทำให้เขาทรมานก็ได้ ทำให้เขาพ้นทรมานก็ได้ คุณทำได้ คุณจะทำดีกับเขาก็ได้ คุณจะทำร้ายเขาก็ได้ เพราะคุณเป็นประธาน เป็นหัวหน้า เป็นใหญ่ คุณใหญ่ 

จำไว้นะจิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง คุณใหญ่ ประธานทำอะไรได้หมด ที่เหลือสู้คุณไม่ได้หรอก แต่คุณทำร้ายเขาเท่านั้นเอง เลิกซะทีสิ เลิกทำบาปซะที รู้ไหมมันบาป รู้ไหมทำร้ายร่างกายน่ะบาป รู้ไหม ผลของบาปคืออะไร ทุกข์ ทุกข์ เป็นโรคเป็นภัย เลิกทำร้ายเขาสักที  เป็นมิตรกันซะทีคนเราอยู่ด้วยกัน จิตกับกายอยู่ด้วยกัน เลิกใจดำสักที ใจดีไม่ได้หรืออย่างไร ทำใจให้เป็นสุข ทำกายให้ดี ไม่ได้หรืออย่างไร ใจเป็นสุขกายเขาก็ดีตามด้วยแล้ว เจ้านายเป็นสุข เราก็ดีไปด้วย วันไหนเจ้านายเครียดเป็นอย่างไร  ลูกน้องไม่รู้จะไปอยู่ไหน วันไหนประธานดุเป็นอย่างไร ไปอยู่ตรงไหนของศูนย์ละ ตัวใครตัวมัน หลบใครหลบมัน ทุกข์ไม่มีที่อยู่ วันไหนประธานใจดีเป็นอย่างไร สบายใจ ลูกน้องก็สบาย ใจก็เหมือนกันนั่นแหละ วันไหนใจดี กายเขาก็ดีตามไปด้วย วันไหนใจไม่ดี กายเขาก็ไม่ดีด้วย ก็ทรมานตามไป นี่วิชาแยกกายแยกจิตเป็นอย่างนี้

ทีนี้อาจารย์จะเจาะลึกตรงนี้ว่า มันต่างกันอย่างไร ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป ระหว่างเคหสิตะ กับเนกขัมมะ  หรือระหว่างกิเลส กับพุทธะ มันมีความต่าง มันไม่ได้เหมือน มันมีนัยที่ต่างกัน  มันมีนัยสำคัญ อาจารย์แยกความต่าง ตอนนี้มี 4 ประเด็น ความต่างระหว่างทุกข์ที่ดับชั่วคราว กับทุกข์ที่ดับยั่งยืน มีความต่างกันอย่างไร ทุกข์ที่ดับชั่วคราวก็คือ ทุกข์จากกิเลส ได้สมใจดับชั่วคราว แล้วก็มาใหม่ ส่วนทุกข์ที่ดับยั่งยืนคือ ทุกข์ของพุทธะ ทุกข์จากวิธีของพุทธะนี้ดับไปยั่งยืน ต่างกันอย่างไร ต่างกันตรงนี้นะ 

  • ข้อที่ 1 ต่างกันตรงยั่งยืนกับชั่วคราว ทุกข์จากกิเลสดับชั่วคราวแล้วก็มาใหม่เรื่อย ๆ โตขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนทุกข์ด้วยวิธีพุทธะ ทุกข์ของพุทธะนั้นเป็นอย่างไร ดับยั่งยืน ทุกข์ของกิเลสดับชั่วคราว ทุกข์ของพุทธะดับยั่งยืน ข้อแรกที่ต่างกัน  แค่นี้ก็ควรจะเอาอะไรดี เอาอะไรดี เอาพุทธะดีกว่า เอาพุทธะดีกว่า 
  • ข้อที่ 2 พลังงาน ข้อที่ 2 ต่างกันตรงพลังงาน ทุกข์ที่ดับชั่วคราว จะมีพลังทุกข์แทรกตลอด แทรกตลอดเลย ส่วนทุกข์ที่ดับยั่งยืน ไม่มีพลังงานทุกข์แทรก และพลังงานทุกข์ ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานไม่ทุกข์ ทุกข์ที่ดับยั่งยืน พลังงานทุกข์ เปลี่ยนเป็นพลังงานไม่ทุกข์ จึงได้พลังงานสร้างสรรค์เต็ม ส่วนดับทุกข์ชั่วคราวมีพลังงานสร้างสรรค์ไม่เต็ม เพราะมีพลังงานทำลาย คือพลังงานทุกข์แทรก  

ค่อย ๆ ฟังสภาวะนะ อันนี้อาจารย์ก็เขียนมาอย่างนี้เท่าที่คิดออก เรื่องของพลังงาน ทุกข์ดับชั่วคราวมีพลังงานทุกข์แทรกตลอด มันแทรกตลอดอย่างไร มันมีพลังงานกลัว พลังงานกลัวแทรกตลอดเลย แม้ขนาดว่าดับทุกข์ลงไปได้ยังกลัวจะหมดไป   ได้ก็กลัวจะหมดไป ยังไม่ได้กลัวจะไม่ได้มา  ได้มากลัวจะหมดไป มีทุกข์แทรกตลอด มันเสียพลังงานไปกลัว กังวล หวั่นไหว แทรกตลอดเลย ขนาดได้ดั่งใจนะ ได้ดั่งใจแล้วยังกลัวจะหมดไปอีก ดูซิมันยังมีทุกข์แทรกตลอด

ส่วนไม่ได้ดั่งใจเป็นอย่างไร มันทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจ มันก็มีความทุกข์ของมันอยู่แล้ว มันยังมีความกลัวแทรกเข้ามาอีก ทุกข์จากความกลัวแทรกเข้ามาว่ากลัวจะไม่หมดไป กลัวจะไม่หมดไป แล้วกลัวจะกลับมา ยังมีความกลัวกังวลหวั่นไหวแทรกอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าทุกข์ที่ดับไปชั่วคราวนั้นจะมีพลังงานทุกข์แทรกอยู่ตลอดเวลาเลย ต้องเสียไป พลังงานทุกข์แทรกตลอดเวลา 

ส่วนทุกข์ที่ดับแบบยั่งยืน ด้วยปัญญาอันยิ่ง ของพุทธะที่อธิบายไปนั้น ไม่มีพลังงานทุกข์แทรกเลย ไม่มีทุกข์แทรกเลย ดับทุกข์ไปนี่ เราทิ้งสุขที่มีทุกข์โทษภัย ทิ้งทุกข์ที่มีทุกข์โทษภัย ทิ้งไปหมดเลย มีทุกข์อะไรไหม ไม่มีทุกข์แทรกเลย พลังงานทุกข์แปรเป็นสุขทั้งหมดเลย แปรเป็นพลังงานไม่มีทุกข์ ที่ไม่มีทุกข์แทรกเลย ไม่มีเงื่อนไขที่ทำให้ใจเป็นทุกข์เลย   ได้หรือไม่ได้ดั่งใจจะทุกข์ไหม ไม่มีทุกข์เลย เพราะเราสุขที่ไม่ได้ดั่งใจได้แล้ว สุขที่ไม่มีทุกข์ เพราะมันไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ มันจะมีกลัว กังวล ระแวง หวั่นไหวอะไรแทรกไหม มันไม่มีเลย ได้หรือไม่ได้ดั่งใจมันก็ไม่มีอะไรทุกข์ เพราะมันเป็นสภาพจิตที่ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขที่ได้ดั่งใจ ไม่มีทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจ มันสลายไปหมดเลย เพราะฉะนั้นความทุกข์อันเกิดจากสุขที่ได้ดั่งใจ อันเกิดจากทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจมันสลายไปหมดเลย ไปดูได้เลย มันไม่มีเงื่อนไขที่ทำให้ใจเป็นทุกข์ จะทำให้ใจเป็นทุกข์ตรงไหน เราสุขใจที่ไม่ได้ดั่งใจได้ มีอะไรเราก็สุขใจที่ไม่ได้ดั่งใจได้ จะทุกข์ตรงไหน มันไม่มีช่องทุกข์เลยใช่ไหม ไม่มีช่องทุกข์เลย ไม่มีเงื่อนไขที่ทำให้ใจเป็นทุกข์เลย 

นี่คือความต่าง ไม่มีเงื่อนไขที่ทำให้ใจเป็นทุกข์เลย แล้วพลังงานนั้นเป็นอย่างไร พลังงานทุกข์จากกิเลสนั้น เปลี่ยนเป็นพลังงานสุข พลังงานทำลายเปลี่ยนเป็นพลังงานสร้างสรรค์ พลังไม่ได้สูญไปไหน แต่เปลี่ยนเป็นพลังงานสุข พลังงานสร้างสรรค์แทน พลังงานไม่มีทุกข์ ก็คือสุข ไม่มีทุกข์ก็คือสุขนั่นแหละ อันเดียวกัน มันเป็นพลังงานสร้างสรรค์ นี่ก็คือความต่าง

เพราะฉะนั้น จึงได้พลังงานสร้างสรรค์เต็ม พลังงานทุกข์ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานไม่ทุกข์ เรียกอย่างไร ก็คือสุขนั่นแหละ ยินดี เราก็ยินดีได้ที่มันไม่ทุกข์ มันก็สุข ที่มันไม่ทุกข์ได้ ยินดีได้จึงได้พลังงานสร้างสรรค์เต็ม ไม่รั่วไปเลย ไม่รั่วไปทุกข์เลย ส่วนการดับทุกข์ชั่วคราวแม้คุณจะมีสุขแวบหนึ่ง มีพลังงานสร้างสรรค์ไม่เต็ม ได้ดั่งใจมันก็สุขเหมือนกันนะสุข ๆ ๆ สุข ๆ ทำดีทำชั่วก็แล้วแต่ ได้ดั่งหวังก็สุขเหมือนกัน แต่พลังงานสร้างสรรค์มันไม่เต็ม เพราะมีพลังงานทุกข์เป็นพลังงานทำลายที่แทรกตลอดเวลา เห็นไหมมันต่างกันอยู่ตรงนี้

  • ข้อที่ 3 การยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ วสวัตตี การดับทุกข์ยั่งยืนทำได้ แต่การดับทุกข์ชั่วคราวทำไม่ได้ ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจทำไม่ได้ ของแบบชั่วคราวทำไม่ได้ ของแบบยั่งยืนทำได้ เพราะอะไรแบบยั่งยืนจึงทำได้ การยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ พระพุทธเจ้าตรัสอันนี้ ถ้าพุทธะยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้

ทำได้เพราะไม่มีทุกข์แทรก แต่การดับทุกข์ชั่วคราวทำไม่ได้ เพราะมีทุกข์แทรกจากการไม่ได้ดั่งใจ ทุกข์จากอะไร การดับทุกชั่วคราวจะมีทุกข์จากการที่ไม่ได้ดั่งใจ มันก็ทุกข์อยู่แล้ว และการกลัว 

อธิบายไปแล้ว จะอธิบายซ้ำอีก การกลัวไม่ได้ดั่งใจแทรก มันจะมีการกลัวที่จะไม่ได้ดั่งใจแทรกอยู่ตลอด มันมีทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจกับความกลัวที่ไม่ได้ดั่งใจแทรกตลอด  จริง ๆ แล้วมันก็ทุกข์ทั้งสองนั่นแหละ  แต่มันทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจ ก็เป็นอีกอันหนึ่ง  แล้วมันสร้างความกลัวเข้ามาซ้อนอีก มันเก่ง ดับเบิ้ลทุกข์  ให้เรารุ่มร้อนใจแล้วก็ยังกลัว กังวล หวั่นไหว พอเข้าใจไหม เวลาไม่ได้ดั่งใจแล้วเรารู้สึกทุกข์ เราคิดไม่ออกว่ามันทุกข์อะไร เสร็จแล้วก็บวกความกลัว กังวล หวั่นไหว พอเข้าใจไหม ลองไม่ได้ดั่งใจดูแล้วจะรู้ว่ามันเป็นอย่างไร แล้วมันก็จะบวกความกลัวที่ไม่ได้ดั่งใจเข้าไปอีก จริง ๆ แล้วมันคอยแทรกตลอดเวลาเลยนะ

อาจารย์ซาบซึ้งมันจริง ๆ เลย อาจารย์ยังคุยกับพี่น้องเราอยู่เลยว่า ดูซิขนาดมาปฏิบัติธรรมแบบนี้เป็นอย่างไร มารยังพยายามเข้าไปถึงที่ประทับอยู่ในใจนั่นนะ เหตุการณ์ต่าง ๆ นี่มันเก่ง หาเรื่องแทรก หาเรื่องแทรก หาเรื่องแทรก ขนาดเราลดกิเลสมาขนาดนี้ มันยังหาเรื่องแทรก เหลี่ยมนั้น มุมนี้ แล้วพวกที่ไม่ลดเลยเป็นอย่างไร มันหาเรื่องแทรกได้ง่ายไหม ง่ายมากเลย อยากได้ดั่งใจกลัวจะไม่ได้ดั่งใจ มากมายเลย แล้วมันเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ มันสยองได้ง่าย มันจึงรักษาโรคยาก คนถึงได้อายุสั้น คนที่อายุสั้นเพราะว่าไปพอกกิเลสไว้มาก กลัวจะไม่ได้ดั่งใจ เวลาไม่ได้ดั่งใจมันก็ทุกข์แรง แล้วบวกกลัวไม่ได้ดั่งใจสารพัดเรื่องอีก  จากคน 80,000 ปี ถึงสั้นลง สั้นลง 70,000 ไล่มาเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ 80 ปีตาย เหลือ 10 ปีตาย ที่พระพุทธเจ้าว่า เพราะกิเลส ท่านว่าอย่างนั้น เพราะมันสุขที่อยากได้ดั่งใจนี่แหละ มันทำให้คนอายุสั้นได้มากเพราะมันมีฤทธิ์แรงเท่ากับดินทั้งแผ่นดิน มันมีฤทธิ์แรงเท่ากับดินทั้งแผ่นดิน มันจึงทำให้คนอายุสั้นได้มาก

อ้าว! มาต่อ  อันนี้แวะไป ตกลงว่ามันจะไม่สามารถยังจิตให้เป็นในอำนาจได้ เพราะมันมีทุกข์แทรก ทุกข์เด่น ๆ ที่มันแทรก  คือทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจและการกลัวจะไม่ได้ดั่งใจแทรก จึงไม่สามารถเอาประโยชน์ในสิ่งที่ดีหรือไม่ดีที่มาสัมผัสได้ สิ่งดีหรือสิ่งที่ไม่ดีที่มาสัมผัส มันจะเอาประโยชน์ไม่ได้ แต่ในขณะที่พุทธะทำได้ เดี๋ยวอาจารย์จะเล่าให้ฟัง เดี๋ยวเอาหัวข้อนี้ไปก่อน จึงไม่สามารถเอาประโยชน์ในสิ่งดีหรือไม่ดีที่มาสัมผัสได้ ไม่สามารถจะเห็นโทษในสิ่งที่ดีหรือไม่ดีที่มาสัมผัส แล้วตัดไปเมื่ออยู่ในสถานการณ์ หรือองค์ประกอบที่ไม่สามารถตัดได้ ไม่สามารถจะวางเฉยในสิ่งที่ดีหรือไม่ดี เมื่อควบคุมจัดการอะไรไม่ได้ การทำด้วยความยินดี สุขใจไม่สามารถทำได้เต็ม เพราะมีทุกข์จากการไม่ได้ดั่งใจ จากความยินร้ายและความกลัวไม่ได้ดั่งใจแทรกตลอด ซึ่งความยินดีสุขใจด้วยเหตุผลต่าง ๆ ไม่สามารถลบสภาวะทุกข์ได้ ไม่สามารถกลบหรือลบสภาวะทุกข์ได้ เมื่อถึงที่สุดแล้วมันจะลบไม่ได้ โดยเฉพาะทุกข์ที่แรง  มันจะเป็นอย่างนี้  ส่วนการดับทุกข์ถาวรทำได้พอเราดับทุกข์ถาวรได้ มันไม่มีทุกข์แทรกเลย  ไม่มีทุกข์ใจแทรกเลย ไม่มีทุกข์ใจแทรกมันจะเป็นสภาพนี้ พอไม่มีทุกข์ใจแทรก สามารถที่จะเอาประโยชน์ในสิ่งดีหรือไม่ดีที่สัมผัสได้ เราจะเอาได้ 

ในอินทริยภาวนาสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้เราจะกำหนดเอาประโยชน์ในสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็ได้ ถ้าเราต้องรับสิ่งที่ดีหรือไม่ดีนั้น เช่น ถ้าสิ่งที่ดีนั้น เราต้องได้รับ ก็ยินดีรับ ยินดีให้ได้อาศัยก่อนที่ทุกอย่างจะดับไป แต่ถ้าสิ่งไม่ดีนั้นเราต้องได้รับ เราแก้เต็มที่แล้วมันไม่ได้ แต่มันต้องได้รับ เราก็เอาประโยชน์ได้ มันเป็นวิบากร้ายที่ต้องรับ รับเท่าไรหมดเท่านั้น เราก็กล้ารับ ยินดีรับ รับเท่าไรหมดเท่านั้น ดียิ่งออกฤทธิ์ได้มาก เราก็สดชื่นได้ มีความสุขได้ มีความยินดีได้ เราจะมีความยินดีได้ มีความสุขได้ เพราะมันไม่มีทุกข์แทรก มันไม่มีความกลัวที่จะไม่ได้ดั่งใจมาแทรก มันไม่ได้มีทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจมาแทรก มันไม่ได้มีความกลัวที่ไม่ได้ดั่งใจมาแทรก มันไม่ได้มีความยินร้ายมาแทรก

มันไม่ได้มีความยินร้ายมาแทรก เข้าใจไหมเราทำได้ มันไม่มีทุกข์ใด ๆ  มาแทรก มันเหมือนกันกับคนที่ยังไม่ทุกข์อะไร บางทีเหมือนกับมีธรรมะเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเลย ตอนญาติเราไม่เสียชีวิตแล้วเราไปเยี่ยมคนอื่น เราไม่ได้ทุกข์อะไรเราสบายใจดี ยังไม่มีทุกข์อะไรตอนนั้น ไปสอนเขาทุกอย่างเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เป็นธรรมดาของโลก ทำใจนะ ให้กำลังใจนะ เราก็ไม่ทุกข์อะไร เหมือนรู้ธรรมะเลย เราก็สบายเวลามันไม่ทุกข์ มันได้ดั่งใจ แล้วมันไม่มีอะไรทุกข์เป็นอย่างนั้น 

มันเหมือนวางได้หมดทุกอย่างในโลก กินไปเถอะอยากกินอะไรก็กินไปเถอะสุดท้ายมันก็ดับไปนั่นแหละไม่มีอะไรเป็นตัวเราของเรา อยากกินอะไรก็กินไป อยากทำอะไรก็ทำไป เหมือนไม่ยึดมั่นถือมั่นเลย ยิ่งรู้ภาษาธรรมะมากมันทำตามใจตัวเองทุกอย่างคนเรา ใช่ไหม นี้พวกช่องกิเลสทั้งหลายมันไปช่องนี้ มันก็ทำตามใจตัวเองทุกอย่าง สบายอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเลยชีวิตก็แค่ตาย อยากทำอะไรทำไปเถอะ อย่าไปเครียดเลย อย่าไปกดดันตัวเองเลย อยากอะไรก็ทำไป มีไหมคนคิดอย่างนี้มีไหม นั่นเเหละ แต่มันจริงไหม 

แต่เวลาร้ายเข้ามาเป็นอย่างไร  ญาติตัวเองเสียชีวิต สิ่งที่ตัวเองรักที่สุดเสียชีวิต ที่ไปปลอบคนอื่น เป็นอย่างไร มาปลอบตัวเองได้ไหม ไม่ได้เลยทุกข์ปางตายเลย เพราะอะไร เพราะจริง ๆ มันก็ยังอยาก อยากได้ดั่งใจ อยากให้ญาติอยู่อยากให้สิ่งดี ๆ นั้นอยู่ ทำได้ไหม ทำไม่ได้   มันทุกข์ อาการมันมีจริงใช่ไหม แต่ตอนที่มันยังไม่ได้กระทบอันนั้น มันเหมือนไม่มีใช่ไหม 

พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีผัสสะจึงมีเวทนา ถ้ามันยังไม่ได้ผัสสะยังไม่ได้กระทบเรา มันยังไม่ออกอาการหรอกท่านว่ามันยังไม่ออกอาการทุกข์หรอก ยิ่งรู้ภาษาธรรมะยิ่งเอาภาษาธรรมะไปกลบเพื่อที่จะเอาภาษาธรรมะ ไปทำชั่วได้เลย ตอนที่มันยังไม่ทุกข์ จะบอกให้มันเป็นอย่างนั้นเลย ตอนที่มันอยากกินของอร่อยป่วยก็รักษาไม่ยากหรอก ไม่ป่วยง่าย ๆ หรอก ป่วยก็ค่อยรักษาไป ป่วยก็ไม่เป็นไรรักษาก็รักษาไป กินอะไรอร่อยก็กินไปเถอะ มันไม่กลัวนะ กินอร่อยไปมันไม่เห็นเจ็บไม่เห็นปวดอะไรเลย ก็กินไปกินไป อยากกินของมีพิษอะไรก็กินไป มันไม่กลัวอะไรตอนที่มันไม่เจ็บไม่ป่วยอะไร แปลกใจแต่คนอื่นทำไมเจ็บป่วยร่างกายอ่อนแอเหลือเกิน 

ฉันไม่เป็นอะไรภูมิต้านทานฉันดีไม่มีปัญหาหรอก ฉันดีท็อกซ์เอาก็ได้ กัวซาก็ได้ อะไรก็ได้ ฉันไม่เป็นอะไรไม่มีปัญหาเลย กินไปอยากกินอะไรกินไป อร่อยดี อะไรอร่อยกินไปเถอะชีวิตแค่ตาย ป่วยตายเร็วก็ดีเหมือนกันไม่เป็นภาระใคร ปล่อยวางได้หมด มันอยากกิน แล้วมันก็ไม่ทุกข์จริง ๆ ตอนนั้น 

อาจารย์อธิบายสภาวะที่ยังไม่มีอะไรทุกข์ มันจะแกล้วกล้าอาจหาญกล้าทุกอย่างเลย มันกล้าทุกอย่างเลยเวลามันมั่นใจว่าจะไม่มีร้ายอะไรทำร้ายมันได้ มันจะแกล้วกล้าอาจหาญและปล่อยวางได้ทุกอย่าง แต่จริง ๆ มันไม่เป็นจริง เพราะว่ามันยังไม่มีผัสสะมากระทบเฉย ๆ   

แต่พอมีเหตุการณ์มีผัสสะมากระทบแล้วมันไม่ได้ล้างจริง ไม่ได้ล้างสุขใจที่ได้ดั่งใจจริง พอไม่ได้มันจะออกอาการตอนนั้น จะไปทุกข์ตอนนั้น เพราะฉะนั้นเทวดาติดสวรรค์ได้ดั่งใจไปเรื่อย ๆ  จึงสอนธรรมะไม่ได้ คนที่ได้ดั่งใจไปตลอดติดสุขตลอดสอนไม่ได้ ตอนนั้นพระพุทธเจ้าบอกขณะ สมัยประพฤติพรหมจรรย์จะพาพ้นทุกข์ไม่ได้ พวกเทวดาติดสวรรค์พวกนี้จะพาพ้นทุกข์ไม่ได้ เพราะมันได้สุขสมใจมันแล้ว จนกว่ามันจะทุกข์นั่นแหละ

เพราะฉะนั้นอย่าไปชวนคนเขารู้สึกสุขอยู่มาปฏิบัติธรรม เขาไม่เอาหรอก รู้สึกสุขสมใจที่ได้นั่นนี่ดั่งใจหมาย เขาไม่มาปฏิบัติธรรมหรอก ไม่มา มันไม่ทุกข์ นี่คือสัจจะเป็นอย่างนี้ 

มันเป็นสภาวะเดียวกันกับคนที่ล้างทุกข์ได้หมด สภาวะเดียวกันแต่คนละอัน ล้างความอยากได้สุขสมใจได้คือคนที่สามารถสุขใจที่ไม่ได้ดั่งใจได้ คนที่สุขใจที่ไม่ได้ดั่งใจได้นี่ เขามีความสุขใจที่ไม่ได้ดั่งใจได้แล้ว เพราะว่าล้างสุขที่มีภัยและทุกข์ที่มีภัยได้ นี่เป็นพุทธะแท้ สุขใจที่ไม่ได้ดั่งใจเพราะไม่มีภัยใด ๆ  เป็นประโยชน์ต่อทุกชีวิต ได้ อันนี้เขาไม่มีทุกข์ไม่มีภัยใด ๆ เลย สบายใจไร้กังวลเลยเพราะกำหนดจิตได้หมด เขาจะอย่างไร ก็ได้หมด เขาจะกินหรือไม่กินก็ได้ จะทำหรือไม่ทำอย่างไรได้หมด อันนี้เขาได้หมด ได้จริง ๆ  เพราะแม้ไม่ได้ดั่งใจเขาก็สุขใจได้ตลอด เขาไม่มีปัญหาอะไร คนเหล่านี้เขาไม่มีปัญหาอะไรจริง ๆ  

มันเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน คนหนึ่งมันของปลอมเข้าใจไหม จริง ๆ ตัวเองยังอยากได้ดั่งใจอยู่ ยังสุขที่ได้ดั่งใจยังทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจอยู่แค่มั่นใจว่าจะได้ตลอดเฉย ๆ  มันเป็นสภาพสบายใจแบบนั้นเฉย ๆ  มันเลยเหมือนปล่อยวางได้ แต่อีกคนหนึ่งคนละเรื่องเลยอันนี้เขาล้างทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจได้หมด ล้างสุขใจที่ได้ดั่งใจได้ ทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจได้ ล้างทุกข์ล้างไปได้หมด จิตของเขา  เขาจึงสุขใจแม้ไม่ได้ดั่งใจ จะได้หรือไม่ได้ดั่งใจเขาก็สุขใจได้ เพราะฉะนั้นเขาจะเอาประโยชน์ได้ทุกเรื่อง เขาไม่มีทุกข์อะไรเขาเอาประโยชน์ได้ทุกเรื่องมันต่างกัน นี่อาจารย์อธิบายสภาวะที่ต่าง 

อย่างพวกปากดีทั้งหลาย กินไปเถอะตายก็ไม่ได้กิน สุขไปเลยอยู่ให้เป็นสุข เวลาป่วยมาจริง ๆ ไม่อยากตายแล้วนะ เชื่อไหม ทุกข์ทรมาน ยังยึดมั่นถือมั่นอยู่ ได้เป็นสุขไม่ได้เป็นทุกข์มันมีจริงอาการพวกนั้นวางไม่ได้เวลาพบโรคพบเรื่องร้ายพวกนั้นจะวางไม่ได้จริง มันต่างกัน เห็นไหมนี่คือความต่าง เขาไม่สามารถยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้เพราะเขายังมีทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจแท้จริงอยู่ เขายังมีสุขใจที่ได้ดั่งใจ ทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจแท้จริงอยู่ ยังมีความกลัวจะไม่ได้ดั่งใจอยู่เพราะในสภาพที่มันไม่ได้ทุกข์สติแตกเลย แล้วเขาจะไม่สามารถ ไปเอาประโยชน์ได้ ท่องได้ ก็เอาไม่ได้ ท่องได้เวลาเจ็บป่วยเวลามีเรื่องร้าย รับเท่าไรหมดเท่านั้น 

แต่ในใจลึก ๆ มันอยากได้ อยากได้ดั่งใจ ถ้ามันหายวันนี้ หายโรคหายเรื่องร้ายวันนี้สุข อยากหายเร็ว ๆ  อยากหายเร็ว ๆ ถ้าหายเป็นสุขไม่หายเป็นทุกข์ ลึก ๆ กลัวจะไม่หาย อยากได้กลัวจะไม่ได้ ได้ก็กลัวจะหมดไป สภาพดี ๆ สภาพแข็งแรง สภาพหายโรค สภาพดี ๆ สภาพร้ายหาย ลึก ๆ ในใจมันก็ยังอยากได้ดั่งใจ ทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจ กลัว กังวล หวั่นไหวอยู่ เพราะฉะนั้นแม้แต่เหตุผลว่า รับเท่าไรหมดเท่านั้น ยิ่งรับยิ่งหมด ยินดีตัวนั้นมันแรงพอที่จะมาสลายหรือมากลบทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจนี้ไหม ติดมาก ๆ มันจะกลบไหวไหม ไม่ไหว 

จำเอาไว้นะคุณจะมีความรู้แค่ไหน คุณจะมีภาษาแค่ไหน หรือแม้แต่คุณรู้สภาวะเลยว่ารับเท่าไรหมดเท่านั้น แต่มันจะมีพลังมากลบทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจนี้ไหม มันกลบไม่ไหว ฟังชัดไหม ลบก็ไม่ไหว กลบก็ไม่ไหว มันทุกข์มันแรงจริง ๆ  ภาษาอะไรก็ลบไม่ไหว กลบไม่ไหว มันทุกข์ มันอยากได้มาก แล้วมันก็พอกไปเรื่อย ๆ แล้วมันอยู่กับที่ไหม มันไม่ได้อยู่กับที่ มันโตไปเรื่อย ๆ นะความอยาก กลบไม่ไหว ทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจมันจะแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ  เพราะฉะนั้นแม้แต่ความรู้เรื่องกรรมว่ารับเท่าไรหมดเท่านั้น จะกลบไม่ไหวเพราะลึก ๆ ถ้ามันหมดจะสุขใจชอบใจถ้าไม่หมดจะทุกข์ใจไม่ชอบใจ แล้วตอนนั้นทุกข์มันหมดไหม โรค เรื่องร้ายมันหมดไหม มันไม่หมด แล้วภาษาที่คุณท่องได้เผลอ ๆ คุณไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าจะหมดจริงหรือเปล่า ยังไม่เชื่อเรื่องกรรมนี้ยิ่งแล้วใหญ่เลย ต่อให้เชื่อเรื่องกรรมถ้าคุณอยากได้แรง ๆ  ยังเอาไม่อยู่ใช่ไหม เชื่อเรื่องกรรมระดับนี้ 

คุณไม่เชื่อเรื่องกรรมระดับไตรลักษณ์จนสลายทุกข์ได้จริงจนสลายทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจได้จริง กลายเป็นสุขใจที่ไม่ได้ดั่งใจได้ คุณเชื่อเรื่องกรรมแค่ระดับนั้นยังไม่ใช่ระดับสูงสุดแบบพุทธะนี้ เอาไม่อยู่จริง ๆ  รู้ว่ารับแล้วหมดไป แต่อยากไหม อยากให้หมดไหม อยากแล้วมันยังไม่หมดแล้วมันทุกข์ไหม เห็นไหม อย่างมากคุณก็ได้สุขกับทุกข์ปนกัน ถ้าคุณสามารถสร้างสุขได้มากพอสมควร สุขกับทุกข์ก็ปนกัน คุณเอาไหม ปนกัน มันก็ไม่เอา ไม่อยากเอา แต่มันก็ดีกว่าไม่มีสุขเลย แต่ถ้าทุกข์มันแรง ๆ สุขนั้นมันจะเอาอยู่ไหม    

ทุกข์ใจแรง ๆ เอาอยู่ไหม ทุกข์ใจแรง ๆ ไม่แตะเลย กลบไม่ได้เลย นี่คือนัยลึก  เห็นโทษในสิ่งที่ไม่ดี ในสิ่งที่ดีหรือไม่ดีแล้วตัดไปเมื่ออยู่ใน องค์ประกอบหรือสถานการณ์ที่สามารถตัดได้  ตัวที่ไม่ดีก่อน คุณจะเห็นโทษในสิ่งที่ไม่ดี คุณเห็นโทษในสิ่งที่ไม่ดีเมื่ออยู่ในองค์ประกอบที่สามารถตัดได้ และสามารถตัดได้ด้วยใจที่เป็นสุขไหม ถ้าคุณติดมันอยู่  ถ้าตัดแล้วก็ยังทุกข์ใจใช่ไหม  ถ้าเสพยัง เป็นสุขอยู่  ถ้าไม่ได้เสพเป็นทุกข์เพราะฉะนั้นตัดแบบยินดีได้ไหมไม่ได้มันยังทุกข์อยู่ที่ไม่ได้ดั่งใจ  แต่ถ้าเราเป็นพุทธะไม่ได้ติดสิ่งนั้นติดสุขสมใจนั้นเราเห็นโทษแล้วตัดสิ่งไม่ได้สุขสมใจได้เลยเห็นไหมมันต่างกัน หรือแม้ประโยชน์ที่เกิดไม่ได้        

สิ่งดีที่เกิดไม่ได้แต่คุณอยากได้ ได้แล้วเป็นสุขไม่ได้เป็นทุกข์ คุณจะตัดสิ่งที่เป็นโทษด้วยใจที่เป็นสุขได้ไหม ไม่ได้ใช่ไหม ในเมื่อองค์ประกอบต้องตัดที่มันไม่ได้ด้วยใจที่เป็นสุขไม่ได้   แต่ถ้าไม่ได้ติดสุขสมใจจะตัดดีนั้นได้ เพราะรู้ว่าดี  ไม่ใช่ดีที่เป็นไปได้ของเรา ดีที่ไม่ใช่กุศลของเราถ้าไปอยากได้ก็ไปขโมย  ดีที่เราไปขโมย ดีที่ไม่ใช่สมบัติของเรา  ไปอยากได้สิ่งที่ไม่ใช่สมบัติของเราเป็นโทษไหม  เป็นโทษ เป็นทุกข์ ก็เห็นดี เป็นโทษเป็นทุกข์ ไม่ใช่ของเราตัดไปเลย  สบายตัดด้วยใจที่เป็นสุขได้ สามารถตัดได้ หรือจำเป็นต้องตัด ที่อธิบายให้เห็นเป็นประเด็นที่สามอยู่   

หรือจะวางเฉยในสิ่งที่ดีหรือไม่ดี  เมื่อควบคุมจัดการอะไรไม่ได้ ถ้ายังติดอยู่จะทำได้ไหม   ได้ดั่งใจสุขใจชอบใจ  ไม่ได้ดั่งใจทุกข์ใจไม่ชอบใจ มีทุกข์กวนอยู่จะวางเฉยได้ไหม ไม่ได้ ใช่ไหม  แต่ถ้าไม่มีทุกข์กวนแล้วเราก็เข้าไปควบคุมอะไรไม่ได้  และเราก็ไม่อยากได้สิ่งนั้นอยู่แล้ว เราวางเฉยได้เลย สุขใจที่ได้ดั่งใจ ทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจ ในสถานการณ์ที่เราควบคุมอะไรไม่ได้  วางไป  ยินดีวางไป นี่คือยังจิตลงไปในอำนาจได้ ถ้าเราสามารถสร้างสุขใจที่ไม่ได้ดั่งใจได้ สร้างสุขใจที่ไม่มีทุกข์โทษภัยใด ๆ สร้างสุขใจที่ไม่ได้ดั่งใจให้ได้ 

เราจะยังจิตให้ไปในอำนาจได้หมดเลย ทุกอย่างแม้แต่มีสิ่งดี สิ่งร้ายปนกันเราจะยึดจะเห็นว่าสิ่งนี้ก็ดี มีข้อเสียอยู่ตรงนี้ ปนกัน จะเห็นเป็นประโยชน์ก็ได้ มันก็มีข้อดีแต่มีข้อเสียอยู่ตรงนี้ ถ้าเราต้องอาศัย ต้องรับหรืออาศัยตรงนั้น ก็ดีกว่าไม่มีข้อดีเลย  ทำใจได้ไหม  ได้เพราะเรา ไม่อยากได้อะไรมาเสพแล้วใช่ไหม  ขนาดว่าร้ายมาก ๆ  แล้วมีดีเล็กน้อยก็ดีกว่าไม่ได้อะไร ทำใจได้ขนาดนั้น ยังจิตเป็นอำนาจได้ขนาดนั้น ถ้าเราจะต้องรับถ้าเราจะต้องตัดจะดีจะมากแค่ไหนก็ตาม ก็ต้องตัด  สมมุติ มีดีมีร้าย ถ้าร้ายมากกว่า  แม้จะมีดีก็เสียมากกว่าก็ตัดไปได้  ไม่เอา เสียมากกว่าได้อย่างนี้เป็นต้น  หรือมีดีมากมีเสียเล็กน้อยแต่เราเห็นว่าไม่ควรเอาก็ยังได้เลย   อย่าเลยอย่าเอามาให้เสียก็ยังได้เลย 

เรายังมีตัวอื่นอาศัยอยู่ก็ยังได้เลย  เอาให้มันสมบูรณ์ก่อนก็ยังได้  หรือจะเอามาอาศัยก็ได้  ได้หมด  หรือสิ่งไหนมีดีร้ายปน เราจะเฉย ๆ ก็ยังได้  ถ้าเราควบคุมไม่ได้เราก็ปล่อยไป  มันทำได้หมด  สามารถคิดที่ยึดจะวางได้หมด ยังจิตให้เป็นในอำนาจได้ยิ่งสิ่งนั้นมันมีดีมากกว่าเสีย ก็เอาสิ ก็ยึดไป หรือบางทีมีเสียมากกว่าดีด้วยซ้ำ แต่มันต้องอาศัยตอนนั้นดีกว่าไม่ได้อะไร ขนาดไม่ดีเลยต้องรับก็ใช้เวรใช้กรรม รับเท่าไรหมดเท่านั้น ก็สุขได้หมด มาอย่างไรก็ยินดีได้หมด  สุขได้หมด  มารจะมาแบบไหน เหตุการณ์จะมาแบบไหนยินดีได้หมด  ยินดีได้รอบด้านเลย สุดยอดในอินทริยภาวนาสูตร  พระพุทธเจ้าตรัส  สุขได้ทั้งหมดเพราะมันไม่มีทุกข์ใด ๆ มากวนและไม่มีความยึดมั่นถือมั่นมากวน มันยึดได้วางได้หมดทุกเหลี่ยมทุกมุม จะยึดก็ได้จะวางก็ได้  มีสิทธิ์ที่จะยึดจะวาง ยังจิตให้เป็นในอำนาจได้ 

  • ข้อที่4  การดับทุกข์ชั่วคราวทุกข์จะแรงไปเรื่อย ๆ เพราะกิเลสโต ขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วยังเหนี่ยวนำให้คนอื่นเป็นตามด้วยเป็นวิบากร้าย เมื่อบาปออกฤทธิ์ ความกลัว  กังวลหวั่นไหวออกฤทธิ์  วิบากร้ายออกฤทธิ์ก็จะเกิด ทุกข์ที่มาก ทุกข์ใจก็มาก ที่วิบากร้ายออกฤทธิ์  ทำกุศลได้น้อย เพราะฉะนั้นการกินกุศลเก่า กุศลก็จะหมดไปเรื่อย ๆ ยิ่งวิบากร้ายออกฤทธิ์ได้มากก็ทุกข์ใจมากเพราะยึดมาก ได้ดั่งใจ สุขใจชอบใจมาก ไม่ได้ดั่งใจ ไม่ชอบใจทุกข์ใจมาก ทุกข์แรง สุดท้ายก็ทำอะไรแทบไม่ได้เลย พอทำอะไรไม่ได้ก็กินกุศลเก่าไปเรื่อย ๆ กุศลก็หมดไปเรื่อย ๆ แต่ใจตัวเองก็สร้างทุกข์ใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ทุกข์ก็แรงขึ้น ๆ  มันก็แย่ไปเรื่อย ๆ เป็นสภาพอย่างนี้ สรุปแล้วแย่ไปเรื่อย ๆ เพราะกิเลสมันโตไปเรื่อย ๆ ความไม่ได้ดั่งใจมันทุกข์มากไปเรื่อย ๆ ทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจจะแรงไปเรื่อย ๆ  วันที่วิบากแทรกจะทุกข์แรง แก้ยาก ทุกข์ใจแรง กุศลก็หมดไปเรื่อย ๆ แล้ว ทุกข์ใจแรงก็ทุกข์กายแรง  

คราวนี้ก็ทำอะไรไม่ได้กินกุศลเก่าไปเรื่อย ๆ กุศลก็หมดไปเรื่อย ๆ  กิเลส ก็กระหน่ำเลยกิเลส ทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจกระหน่ำเข้าไปอีก หนักเข้าไปใหญ่เลย  ส่วนการดับทุกข์ยั่งยืนตรงกันข้าม จึงยินดีเต็มร้อยได้ตลอดเวลาทุกสถานการณ์  เวลาได้ดั่งใจมาก ๆ สุขใจที่ได้ดั่งใจมาก ๆ มาก ๆ  ทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจก็มากนะ  ลืมบอก ผลเสีย ข้อต่าง คือจะโง่ ไปเรื่อย ๆ เพิ่มความโง่ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ฉลาดนะ  ยิ่งเวลาทุกข์ใจที่ไม่ได้ดั่งใจ จะเอ๋อ  เลย คิดไม่ออก โง่แบบสุด ๆ กิเลสมีหน้าที่ให้โง่สุด ๆ หลงผิดเลยนะ พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนั้น หลงทางเลย ท่านตรัสใน เทวธาวิตักกะ  มันจะปัญญาดับ มันจะโง่เลยที่ว่าฉลาด ๆ วิบากร้ายแทรก ทุกข์กายแทรก  มันไม่ได้ดั่งใจมาก ๆ ปัญญาดับเลย คิดอะไรไม่ออกเลย 

มีคนหนึ่งเขาฉลาดมาก ประสบความสำเร็จมาตลอด ตอนรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งคิดอะไรไม่ออกเลย เคยฉลาดมาเอ๋อเลยคิดอะไรไม่ออก ไม่ธรรมดาเวลาวิบากร้ายเข้ามาเอ๋อเลย  จริง ๆ ไม่ใช่คนหนึ่งหรอก หลาย ๆ คนเป็นเหมือนกันหมด อย่าว่าถึงขั้นมะเร็งเลย ไม่ได้ดั่งใจเรื่องนั้นเรื่องนี้  เอ๋อ  เมาหมัดเลย มันจะโง่ทำพฤติกรรมที่ไม่ดี นี่คือสัจจะ เพราะฉะนั้นทุกข์ชั่วคราวเป็นอย่างไร ทุกข์จะแรงไปเรื่อย ๆ ทุกข์ชั่วคราว  ทุกข์จะแรงไปเรื่อย ๆ เพราะกิเลสหนาไปเรื่อย ๆ แล้วยังโง่มากไปเรื่อย ๆ  นี่คือสิ่งที่จะเป็น จะโง่แรงขึ้นเรื่อย ๆ แล้วทุกข์ก็จะแรง และก็จะแก้ยากขึ้นไปเรื่อย ๆ จะเป็นอย่างนั้น กุศลก็จะหมดไปเรื่อย ๆ อกุศลก็จะเพิ่มขึ้นไป เวลาทำดีอะไรไม่ได้ นี่จะเป็นเช่นนั้น  ส่วนการดับทุกข์ยั่งยืนของพุทธะนั้นตรงกันข้ามเลยใช่ไหม 

ตกลงทุกข์ที่ดับได้นั้นจะแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ ๆ หรือจะเบาลงไปเรื่อย ๆ  เบาลงไปเรื่อย ๆ เลยใช่ไหม หรือหมดทุกข์แล้วเป็นอย่างไร ในชีวิตเรานี่ เห็นไหม ทุกข์นั้นมันก็หมดลงไปเลยมันไม่โตขึ้นอีกแล้วใช่ไหม  แล้วพลังทุกข์นั้นเป็นพลังสุขเลย ใช่ไหม แปรเป็นพลังสุขเลย โอ้โห! ทุกข์นั้นนอกจากมันจะหมดไปแล้วยังมาเป็นพลังของเราด้วย มาเพิ่มพลังให้เรา  แล้วพอมาเพิ่มพลังให้เราเป็นอย่างไร เหนี่ยวนำให้คนอื่นเป็นตามไหม เป็นตาม มีพลังกุศลเข้ามาอีกไหม เพราะฉะนั้นแรงแห่งสุขเพิ่มขึ้นไหม  เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ๆ ๆ  แรงแห่งสุขก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ  ประโยชน์สุขก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วเราก็ได้ไปช่วยคนอื่นให้ได้ความสุขอันนี้ด้วย ในความสุขต่าง ๆ ด้วยใช่ไหม ยิ่งเพิ่มกุศลขึ้นไปอีก 

ถ้าเรามีปัญญา มันจะมีปัญญาในการเอาประโยชน์ได้ทุกเรื่อง พอมีปัญญาเอาประโยชน์ได้ทุกเรื่องเป็นอย่างไร  ยิ่งสามารถที่จะยินดีได้ทุกเรื่อง ใช่ไหม  มันยินดีได้ทุกเรื่องเลย  สามารถสร้างความยินดีได้ตลอด ใจยินดีแรงก็ได้ ยินดีเบาก็ได้ ปานกลางก็ได้ แรงก็ได้ได้หมด  ปรับความยินดีได้หมดเลย ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4  ทั้งเผากิเลสทั้งสร้างความยินดี  ในสถานการณ์ได้หมดเลย สามารถทำความยินดีได้  ยินดีได้หมดเลย เพราะฉะนั้นจะมีความเบิกบานยินดีได้ตลอดเวลามีความสุขไหม มีความสุข  เรามีความยินดีเรามีความสุขได้ตลอดเวลาได้ทุกสถานการณ์ด้วย ทำได้หมด  

สามารถยินดีได้ในทุกสถานการณ์  มีความสุขได้ในทุกสถานการณ์  ไม่ว่าจะดีร้ายใด ๆ จะเกิดขึ้น  ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ มันต่างกับสุขชั่วคราวนะ สุขชั่วคราวนี่มันไม่สามารถยินดีได้ในทุกสถานการณ์ได้ แล้วเวลามันสุข มันสุขแว็บเดียว แล้วก็หมด  หมดแล้วมันก็ไปดึงความยินดีอะไรกลับมาไม่ได้อีกเลย ตั้งแต่เราได้อะไรมาทุกอย่างสุขสมใจ ลองดึงความยินดีกลับมาซิ  ได้ไหม  ไม่ได้เลยใช่ไหม  มันดึงมาไม่ได้เลยนะ แต่สุขใจที่ไม่ได้ดั่งใจนี่ เราตัดอันนี้ได้ เราสามารถยินดีที่ไม่มีภัยได้ตลอดเวลาไหม ได้ตลอดเลย ดึงความยินดีกลับมาได้ตลอด  นี่คือความต่าง  สุขใจที่ได้ดั่งใจชั่วคราว เป็นการดับทุกข์ใจชั่วคราว  แล้วก็ทุกข์ใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ ไม่สามารถดึงความยินดีกลับมาได้  

ความต่าง  มันไม่สามารถดึงความยินดีกลับมาได้ ไม่เชื่อคุณลอง  นี่เราเคยกินก๋วยเตี๋ยวอร่อย จริงหรือเปล่า มันดึงมาได้ไหม มันไม่ได้  สุขใจที่ได้ดั่งใจคุณยังดึงความยินดีนั้นกลับมาไม่ได้เลย  หายแล้วหายเลย  แต่คุณสามารถยินดีที่คุณไม่ติดเหล้าไม่ติดบุหรี่ ไม่ติดภัยใด ๆ ไม่อยากได้ดั่งใจในเรื่องนั้นในเรื่องนี้ ไม่อยากได้สุขที่ได้ดั่งใจเป็นสุขที่ไม่มี  ไม่อยากได้ ไม่ต้องมีทุกข์ที่ไม่ได้ดั่งใจ  และไม่มีทุกข์ทั้งหมดทั้งมวลตลอดกาล  ในเรื่องนั้นตัดไปได้  โอ้โห! สุขที่ไม่มีภัยเรื่องนั้น ๆ มันไม่มีภัยต่อใครเลย  มันเป็นประโยชน์ต่อทุกชีวิต ยินดีได้ตลอดเวลาไหม  ดึงความยินดีมาได้ตลอดเวลาเลย โอ้! เรามีพลัง เรามีพลังมาจริง ๆ นะ  พลังที่ไม่มีทุกข์โทษภัย

 เรายินดีได้ตลอดเวลาเลย เราอยากมีความยินดีมากเท่าไรเราก็ทำ  อยากยินดีมากก็ได้ กลางก็ได้ น้อยก็ได้ ยินดีได้ตลอดเวลาเลย  ที่ไม่มีทุกข์โทษภัยต่อใครมีประโยชน์แก่ทุกชีวิต  มันเหนี่ยวนำคนอื่นเป็นตามตลอดเวลาเลยนะนี่  ยินดีได้ตลอดเลย และสามารถยินดีในแต่ละสถานการณ์ใด ๆ ได้ตลอดเลยไหม ได้ด้วย ได้ 2 เลยใช่ไหม เราสามารถยินดีกับสภาพที่ไม่มีภัยนั้นได้ตลอดเวลาเลย  สภาพที่เปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุข  เปลี่ยนทำลายให้เป็นสร้างสรรค์  เปลี่ยนเลวร้ายให้เป็นดีงามได้ตลอดเลย  และสามารถที่จะเอาประโยชน์ได้ในทุกสถานการณ์ได้  สามารถยินดีได้ในทุกสถานการณ์ ได้ตลอดเลยได้ 2 เลย 

ในวิมุตนั้นเราก็ได้ ในความหลุดพ้นจากทุกข์นั้นเราสามารถยินดีได้ตลอดเวลา จะเอาดีเท่าไรแล้วแต่เราจะพอใจที่จะทำ ที่เหมาะควร แล้วก็ยังได้ความยินดีในทุกสถานการณ์แล้วเอาประโยชน์ได้หมดเลย  มีปัญญาปฏิภาณ จะมีปัญญา ท่านบอกปัญญาจะเกิด จะมีปัญญาเอาประโยชน์ได้หมดทุกสถานการณ์  เห็นไหม ดีไหม  ดี  ต่างกันไหม  ต่าง   พุทธะจึงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน  ไม่ใช่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบูด ไม่ใช่ ๆ  เป็นผู้เบิกบานได้ตลอดเลย  นี่คือความต่าง  แต่มองเผินเป็นอย่างไร มองเผินเหมือนว่า จริง ๆ ทุกข์ดับชั่วคราว มันก็สุขได้  ก็สุข พอทุกข์ลดดับไป ก็สุขได้ดั่งใจก็สุข  

ถ้าอย่างนั้นเอาอย่างนี้ดีกว่า ก็เราดับทุกข์ถาวรไปเลยเราก็สุขใจดีใจแว็บหนึ่งมันก็นิ่งก็สุข เราก็นึกว่ามันเป็น ไม่นะ ไม่เหมือนนะ  แค่นี้ก็ไม่เหมือนแล้ว สุขใจที่ได้ดั่งใจนี้แว็บเดียวหมด แล้วก็นิ่งไปเลย ดึงมาไม่ได้อีก ยินดีนั้นดึงมาไม่ได้อีกเลย  หายไปแล้วหายเลย  แต่สุขใจเพราะเรากำจัดกิเลสได้นี่นะ เพราะเราดับทุกข์ในเรื่องนั้นได้นี่ สุขใจที่ไม่มีทุกข์โทษภัยเลย สุขใจที่ไม่ได้ดั่งใจนี่แหละเป็นสุขใจที่ไม่มีทุกข์โทษภัยเลย สามารถยินดีในความยินดีได้ตลอด  เพราะมันไม่มีภัยต่อใครเลย ด้วยปัญญาอันยิ่ง โอ้! ไม่มีภัยใด ๆ ต่อใครเลย 

นี่เป็นประโยชน์ต่อทุกชีวิตและเหนี่ยวนำให้คนอื่นเป็นตามด้วย อยู่เฉย ๆก็ได้ประโยชน์ อยู่เฉย ๆ ก็ยังได้วิบากดี  ดี ๆ ๆ สบายแล้วเรา  จบกิจแล้วเรา  ยิ่งไปช่วยคนยิ่งได้ประโยชน์เข้าไปอีก  ยิ่งไปช่วยคนโดยตรงเลยให้เขาได้สุขอันนี้ ได้ประโยชน์ในแง่นั้นเชิงนี้ยิ่งดีเข้าไปอีก เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไร ๆเข้ามาอีกแล้วเป็นอย่างไร เกิดเหตุขึ้นมาแล้วเราไปช่วยคน ยิ่งได้วิบากมีเพิ่ม ใช่ไหม  ดึงสิ่งดีเข้ามาดันสิ่งร้ายออกไป เกิดเหตุการณ์อะไรเข้ามาก็เอาประโยชน์ได้หมดเลย  จะติดอะไรก็เอาประโยชน์ได้ จะตัดอะไรก็เอาประโยชน์ได้ ยินดีที่จะติดอันนี้ ยินดีที่จะตัดอันนั้น ยินดีได้หมด ยินดีที่จะเฉย ๆ กับอันนี้ เหมือนที่อธิบายไปแล้ว เกิดเหตุการณ์ใด ๆ สามารถเลือกติดเลือกตัดเลือกเฉยได้  ด้วยความยินดี พอใจ เต็มใจ สุขใจ   เพราะเอาประโยชน์ได้หมดเลย อย่างนี้เป็นต้น

 เพราะฉะนั้น สามารถยินดีได้ตลอดเวลา  นี่จึงเป็นผู้ที่มีความสุขได้ทุกเวลา นี่คือความต่าง  มีความต่างอยู่ 4 อย่าง  นี่มันต่างกันมากเลย ในสภาวะ  หรือจะเป็นอย่างที่ 5 ก็ได้  

  • ข้อที่ 5 การดับทุกข์ชั่วคราวทำลายสุขภาพ ทำให้อายุสั้น ทำให้เป็นโรคมากและอายุสั้น  การดับทุกข์ยั่งยืนทำให้แข็งแรงอายุยืน เอาอย่างที่ 5 ก็ได้มันคนละอย่างกัน  การดับทุกข์ชั่วคราวทำให้มีโรคมากอายุสั้น เพราะมันมีความกลัว กังวล หวั่นไหว สารพัดเรื่องต่อไปนั้น  กลัวจะไม่ได้ดั่งใจน่ะ มันกินชีวิตมากเลย ไม่ได้ดั่งใจก็ทุกข์แรงเลย  มันจะทำให้มีโรคมากอายุสั้น นี่แหละดับทุกข์ชั่วคราว ด้วยการได้ดั่งใจนี่แหละ สุขใจที่ได้ดั่งใจแล้วดับทุกข์ชั่วคราวนี่ แล้วสุขใจที่ได้ดั่งใจนี่ มันจะทำให้มีโรคมากและอายุสั้น 

แต่การดับทุกข์ยั่งยืนนี่ มันทำให้แข็งแรงอายุยืน มีโรคน้อย  ตัวของมันเองก็คือไม่มีโรคหรอก ตัวเขาเองทำให้แข็งแรงอายุยืน แล้วไปลดโรคเก่าให้เบาไปได้ด้วย  เห็นไหมข้อที่ 5  อันนี้ก็เป็นความต่าง จะว่าไปข้อที่ 6 ใกล้จะเปรียบเทียบก็ จะรวมเป็นข้อที่ 6 เป็นข้อที่ 6 ก็ได้  

  • ข้อที่ 6 ก็คือ ข้อสุดท้ายสำหรับวันนี้ คือ การดับทุกข์ชั่วคราว  มันจะเพิ่มทุกข์ขึ้นไปเรื่อย ๆ ๆ ๆ โดยภาพรวมทุก ๆ อย่างจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่การดับทุกข์ยั่งยืนมันจะเพิ่มประโยชน์สุขเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ๆ  ไม่มีวันสิ้นสุดตราบปรินิพพาน  มันไปคนละด้าน โดยภาพรวม  ความต่างโดยรวม 6 ข้อ  ตรงกันข้ามเลย มันจะตรงกันข้ามเลย อย่างนี้เป็นต้น  

เพราะฉะนั้นก็เลือกเอาว่าชีวิตจะเอาทางไหน  วันนี้เลยได้พระไตรปิฎกเรื่อง หมาจิ้งจอก  สุนัขจิ้งจอก  แล้วก็ได้ สภาวธรรมนะ ที่อาจารย์ขยายอันนี้ เป็นอย่างไรละเอียดไหม  ละเอียด  ได้เพิ่มไหม  ได้เพิ่มนะ อาจารย์ว่ามีความละเอียดได้เพิ่ม เลือกเอาจะไปทางไหน  จะไปทางกิเลสหรือจะไปทางพุทธะ เลือกเอา 

หมดเวลาวันนี้ขอให้พี่น้องเลือกเอาสิ่งที่ถูกต้องก็แล้วกัน ทางไหนก็เลือกเอา ส่วนอาจารย์นั้นเลือกเอาสุขใจ สุขใจที่ไม่ได้ดั่งใจ สุขใจที่ไม่มีภัยใด ๆ  และแม้ว่าจะได้หรือไม่ได้ดั่งใจก็สุขใจได้  ก็ขอให้พี่น้องได้อันนี้มาเป็นลำดับ  ๆ ก็แล้วกัน เป็นสุขแท้ที่น่าได้ น่าเป็น น่ามี ที่สุดในโลก  สาธุ  

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ทิ้งสุขที่ได้ดั่งใจ มาเอาสุขที่ไม่ได้ดั่งใจ

ทิ้งสุขที่ได้ดั่งใจ มาเอาสุขที่ไม่ได้ดั่งใจ

https://youtu.be/VEdGDffwsGI อาจารย์ประทับใจพระพุทธเจ้า ชอบใจมากเลยธรรมะของพระองค์ท่านเนี่ยนะ ท่านตรัสไว้ ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ ข้อที่...