สำรวจความต้องการ 1. เครื่องตัดหญ้าไฟฟ้า กดที่นี่  2. ชุดไฟแดด กดที่นี่

1. บันทึกการสัมภาษณ์กรณีศึกษากลุ่มตัวอย่างจาก ผู้ใช้การแพทย์วิถีพุทธสำหรับผู้ที่มาเข้าอบรมค่ายสุขภาพ แพทย์วิถีพุทธ 5-7 วัน

ณ ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ 1 อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร และเครือข่ายแพทย์วิถีพุทธทั่วโลก

ระหว่างปี พ.ศ. 2552 – 2558

(ประเภทข้อมูลที่ 7 การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้แพทย์วิถีพุทธ ผ่านสื่อออนไลน์ยูทูบประเภทข้อมูลที่ 9 แบบบันทึกสัมภาษณ์แลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้แพทย์วิถีพุทธ และ ประเภทข้อมูลที่ 12 แบบสอบถามประสบการณ์การใช้แพทย์วิถีพุทธ เทคนิค 9 ข้อ)

ภาคผนวก ก ของวิทยานิพนธ์การศึกษาตามหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค (สาธารณสุขชุมชน)

ของ นายใจเพชร กล้าจน

กรณีศึกษาที่1.64
ชื่อคุณกระเทียม (นามสมมติ)
เพศหญิง
อายุ45 ปี
โรคสามีเป็นโรคมะเร็ง
วันสัมภาษณ์พฤศจิกายน 2557

ครอบครัวข้าพเจ้ามีด้วยกัน 4 ชีวิต คือ สามีของข้าพเจ้ามีอาชีพรับราชการครู เป็นคนที่ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ไม่เที่ยวกลางคืนไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับอบายมุขทั้งสิ้นและไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่แต่สามีข้าพเจ้าไม่ค่อยชอบทำบุญด้วยไม่ศรัทธากับพระที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ข้าพเจ้าประกอบอาชีพตัวแทนประกันชีวิต และทำงานประจำตำแหน่งหัวหน้าแผนก ข้าพเจ้าและสามีมีบุตรด้วยกัน 2 คน คนแรกเป็นหญิงอายุ 8 ขวบ คนที่ 2 เป็นชาย เพิ่งคลอดเมื่อกุมภาพันธ์ 2557 ครอบครัวข้าพเจ้านับถือพุทธและตัวข้าพเจ้าจะเป็นคนที่ชอบทำบุญชอบช่วยเหลือคนอื่น มีจิตใจเป็นกุศลถือศีล 5 ไม่ฆ่าสัตว์สวดมนต์ชีวิตครอบครัว ถือได้ว่ามั่นคงมีความสุขรักใคร่ปองดองกันดี

ชีวิตครอบครัวเริ่มไม่มีความสุขเมื่อเดือนเมษายน 2557 สามีข้าพเจ้าเริ่มเป็นหวัดบ่อย ข้าพเจ้าจึงให้ไปตรวจแต่เขาก็ไม่ยอมไป จนข้าพเจ้าพูดกับแม่เขาว่า ถ้าแม่ไม่สามารถให้ลูกแม่ไปโรงพยาบาลได้หนูรับรองไม่เกินปีแม่จะไม่มีลูกคนนี้อยู่บนโลกใบนี้และเชื่อว่าโรคที่เขาเป็นมันต้องไม่ธรรมดา เพราะหนูได้กลิ่นเหม็นเน่าจากลมหายใจของเขาจริง ๆ แล้วข้าพเจ้าสังเกตุเห็นถึงความผิดปกติของสามีมาได้ 3 ปีแล้ว เพราะปกติสามีไม่เคยป่วยเป็นคนแข็งแรงมากแต่ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสังเกตุเห็นถึงความเหนื่อยง่ายและปากมีกลิ่นเหม็น ไปทำฟันก็ไม่หาย ประกอบกับที่ฝ่ามือสามีจะมีเหงื่อออกอยู่ตลอดจึงมีความคิดว่าเขาน่าจะมีอะไรที่ปอด แต่ตอนนั้นไปตรวจ หมอวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคจึงไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรและรักษาหาย (แต่มาทราบภายหลังว่าหมอวินิจฉัยผิด จริง ๆ สามีข้าพเจ้าเป็นมะเร็งที่ทราบดูจากผล LAB โดยคุณหมอที่จุฬาลงกรณ์ท่านบอกและมาทราบจากสามีภายหลังว่าแพทย์ฝึกหัดบอกเป็นมะเร็งแต่อาจารย์หมอบอกเป็นวัณโรค)

หมอนัดสามีไม่ไปตามนัดด้วยความดื้อเฉพาะตัวและเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดีทำดี คิดดี โรคร้ายคงไม่มาเกิดจึงไม่ไปพบหมอเดือนพฤษภาคม 2557 ข้าพเจ้าได้กลิ่นลมหายใจสามีเหม็นเน่าก็บอกให้ไปหาหมอแต่ก็ไม่ยอมไป ข้าพเจ้าจึงบอกแม่สามี พอแม่ได้ยินที่ข้าพเจ้าพูดจึงไปขอร้องสามีให้ไปตรวจ ๆ ก็พบว่ามีก้อนเนื้อในปอด 2.5 เซ็นติเมตร ข้าพเจ้าใจกระตุกทันทีแต่ก็คิดว่าไม่น่าใช่เนื้อร้ายพอรู้ดังนั้นก็คิดว่าจะทำอย่างไรก็เริ่มศึกษาและเอาข้อมูลให้กับสามีเลยคิดว่าใช่แน่แล้ว (ตอนนั้นหมอยังไม่บอกว่าเป็นมะเร็ง) แต่ก็ไม่มั่นใจเลยบอกสามีว่า เธออย่ารอหมอเลยมันช้า ระหว่างนี้เราไปล้างพิษตับกันเถอะเช็คข้อมูลแล้วที่สัตหีบใกล้บ้านเรามันมีและถ้าเป็นอย่างที่แม่คิด พ่อจ๋าจะถ่ายออกมากลิ่นเหมือนซากศพ สามีก็ไป (ก่อนที่จะบอกสามีได้ซื้อหนังสือของคุณปานเทพมาอ่าน) และก็เป็นอย่างนั้นข้าพเจ้าจึงศึกษาเรื่องธรรมชาติบำบัด และรักษาแพทย์แผนปัจจุบันและเอาข้อมูลที่ได้บอกสามีถึงข้อดี และข้อเสียของการรักษาทั้ง 2 อย่างสามีเลือกแพทย์แผนปัจจุบันแต่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่ามันเสี่ยงเกินไปเหมือนเราเป็นหนูทดลองยาถ้ายาถูกกับเราก็จะดีขึ้นแต่ถ้าไม่ร่างกายจะทรุดอย่างรวดเร็วซึ่งมันเสี่ยงเกินไปแต่ชีวิตเขาเราก็ต้องให้เขาตัดสินใจเขาตัดสินใจรับคีโม

เมื่อถึงวันที่หมอนัดไปฟังผลอยากบอกว่าทั้ง ๆ ที่ก็แน่ใจว่า เขาเป็นโรคอะไรก็ไม่จิตตกอะไรมากมายเชื่อว่าต้องมีทางออก แต่พอฟังหมอพูดเหมือนฆ่ากันทั้งเป็นไม่มีการให้กำลังใจพูดโดยไม่คิดถึงจิตใจของผู้ป่วยว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรเสียใจด้วย อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน มันเกิดที่ต่อมไธมัส แล้วลามมาที่ปอด ลามที่เนื้อเยื่อปอดด้านซ้าย รักษาไม่หายอยู่ได้ไม่เกินนี้ พูดออกมาได้อย่างไร จริยธรรมความเมตตาของแพทย์คนนี้ไม่มีเลยเหรอ เหมือนสายฟ้าฟาด มันช๊อคนะทำใจไม่ได้ ก็เลยบอกสามีว่า พุทธคุณจะช่วยได้ ขอเพียงพ่อจ๋าสวดมนต์ปล่อยวางยอมรับในสัจธรรมของชีวิต แต่สามีไม่ยอมสวดมนต์ไม่เชื่อไม่ศรัทธา เลยคิดว่า แย่แล้วหากสามีไม่เชื่อมันต้องเป็นอย่างที่หมอที่ไร้เมตตาคนนั้นพูดแน่ ๆ จิตข้าพเจ้าขาดสะบั้นกับสามีข้าพเจ้า ไม่มีน้ำตาสักหยด แต่พอพ้นจากหน้าสามีมันเหมือนชีวิตหมดสิ้นแล้วคิดลบตลอดร้องให้ตลอดเวลาขณะที่นั่งรถรับส่งไปทำงาน และเดินทางกลับน้ำตามันไหลออกมาเองมันเศร้าจากข้างใน

ข้าพเจ้าเริ่มศึกษาพระธรรมตั้งแต่อายุ 15 ปี ไม่เคยเบียดเบียนใครสัตว์ก็ไม่เคยฆ่า เว้นยุงที่มันมากัดลูกเราแม้แต่ไปร้านอาหารยังไม่สั่งเลย เพราะรู้ว่าถ้าเราสั่งเขาต้องไปเอาสัตว์ที่อยู่ในตู้ที่เขาขังไว้มาทำแน่ ๆ ทำไมเรื่องแบบนี้จึงมาเกิดขึ้นกับเรา คิดไปเรื่อยจิตตกสุด ๆ แต่อยู่กับครอบครัวไม่มีน้ำตาสักหยดมันตกใน น้ำหนักลดลงต่อเนื่อง 6 กิโลกรัม ในเวลา 1 อาทิตย์ นี่ขนาดข้าพเจ้าปฏิบัติเจริญสติสวดมนต์ภาวนาไม่ขาด จิตยังตกขนาดนี้จึงนึกถึงสามีเขาจะหมดอาลัยตายอยากในชีวิตขนาดไหนครอบครัวจะพังชีวิตต้องดับดิ้นเพียง เพราะคำพูดของหมอที่ไม่มีเมตตาธรรมเพียงคนเดียวหรือ จึงคิดถึงคุณความดี คิดถึงหลวงพ่อจรัญครูบาอาจารย์ที่เราเคารพบูชา จึงทำให้มีสติคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้ ไม่ดีแน่ลูกจะพึ่งใคร สามีจะหากำลังใจจากไหนและตัวเองคงไม่มีความสุขชีวิตสูญสิ้นเพราะสิ่งที่ประสบมา

ข้าพเจ้าเริ่มมองเห็นสัจธรรมในชีวิตเกิด แก่ เจ็บ ตายมันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพบต้องเจอข้าพเจ้าเริ่มมองเห็นคนที่เป็นมะเร็งบางครอบครัว ต้องเดือดร้อนเพราะค่ารักษาพยาบาล ต้องเดือดร้อนจากรายรับและค่าใช้จ่ายที่มีในครอบครัวแต่ครอบครัวข้าพเจ้าไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเหล่านั้นยังมีคนที่เขาทุกข์กว่าเรามากมายแล้วทำไมเมื่อเราเจอเราจึงจะไม่สู้ต้องสู้ถอยไม่ได้ เพราะลูก 2 คนเขาต้องมีเรามีที่เรียนและต้องอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นต้องเติบโตต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี ข้าพเจ้าต้องฝึกตัวเองให้เป็นทั้งพ่อและแม่ในขณะที่สามียังอยู่กับข้าพเจ้า เมื่อมองเห็นข้าพเจ้าก็คิดว่าหากแม้นมันถึงคราวสิ้นอายุขัยก็จะยอมรับแต่ในเมื่อวันนี้มันยังมีลมหายใจสามียังอยู่กับข้าพเจ้า ไม่ได้ล้มหายไปไหนข้าพเจ้าก็จะทำให้เต็มที่ให้ดีที่สุดทำหน้าที่ของแม่ทำหน้าที่ของเมีย ทำตามสัญญาที่เคยให้แก่กันไว้ว่า “ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นเราจะดูแลกันไม่ทอดทิ้งกันและจะสู้ไปด้วยกัน” พุทธองค์กล่าวว่าให้ปล่อยวาง และความคิดให้อยู่กับปัจจุบันทุกสิ่งที่เกิดทุกสิ่งที่เจอ ล้วนเกิดมาจากการกระทำของเราทั้งสิ้น ล้วนเป็นอนิจจังพอมีสติใจมันเปิดมันเริ่มเห็นแสงสว่างเริ่มมีกำลังใจ จึงบอกสามีว่าเธอไม่สวดมนต์ ไม่ปฏิบัติไม่เป็นไรเราจะทำให้เธอดูเราจะทำให้เธอเห็นว่า ความรักที่เรามีให้เธอกับลูกนั้นมันยิ่งใหญ่แค่ไหน แล้วข้าพเจ้าก็ทำ เขานอนอยู่ตรงไหน ข้าพเจ้าก็จะไปเดินจงกรม สวดมนต์อยู่ตรงนั้นทำอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ เขาก็ทำตาม 

ข้าพเจ้าเลยบอกว่าเธอสวดมนต์ไม่ได้ จะสวดอิติปิโสบทเดียววนไปวนมาก็ได้ เดินไม่ไหว นั่งไม่ทน จะนอนทำก็ได้ หรือหากสวดออกเสียงแล้วไอ สวดในใจก็ได้ ขอเพียงจิตอยู่กับปัจจุบัน ไม่ฟุ้งซ่านเป็นพอ ข้าพเจ้าสังเกตความท้อแท้ในแววตาเขา จึงบอกกับเขาว่าพ่อจ๋าทำให้มันรู้ว่ามันมาเกิดผิดที่มัน เกิดผิดคนไม่มีอะไร ที่เราจะฟันฝ่าไปด้วยกันไม่ได้ หากใจเรามั่นคง พ่อจ๋าอย่าให้คำพูดของคนเพียงคนเดียวมาชี้เป็นชี้ตายเรา ตัวเขายังไม่รู้วันตายเขาเลยแล้วเขาจะมากำหนดชะตาชีวิตใครได้ทุกสิ่งที่เจอมันเป็นวิบากกรรมพ่อจ๋าไม่ต้องมีคำถามว่าทำไม อะไรจงน้อมรับและฝึกจิตให้ปล่อยวาง

ไม่ต้องวิตกกังวลอะไรไม่ต้องห่วงอะไร แม่จัดการได้หน้าที่พ่อจ๋าแค่ทำอย่างที่แม่บอก ปล่อยวาง ไม่ห่วง ไม่กังวล จำไว้พ่อจ๋าคือจิตวิญญาณของแม่พ่อพาแม่มาอยู่ด้วยพ่อจะมาปล่อยมือง่าย ๆ จากแม่อย่างนี้ไม่ได้มันไม่ยุติธรรมต่อแม่ ต่อเด็ก 2 คนที่เราร่วมกันสร้างมา อย่าคิดว่าแม่จะลำบากพ่อจ๋าจะเป็นภาระ ไม่ใช่เลยรู้มั๊ย แม่เหนื่อยกลับมาเห็นพ่อจ๋ามีรอยยิ้มแข็งแรง กินอิ่มนอนหลับ นั่นคือ พ่อได้สร้างพลังชีวิตให้แม่แล้ว เพราะนั่นหมายถึงแม่ยังมีพ่อจ๋าให้แม่ได้ดูแลยังมีพ่อจ๋าอยู่ด้วยใครจะไปรู้ชะตะชีวิตมันไม่แน่วันนี้แม่ดูแลพ่อจ๋า วันหน้าพ่อจ๋าอาจต้องมาดูแลแม่มากกว่าที่แม่ทำกับพ่อจ๋าก็ได้ จำไว้นะชีวิตนี้แม่มีพ่อจ๋า และลูก เป็นลมหายใจเป็นจิตวิญญาณพ่อจ๋ าจำไว้นะ ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น พ่อกับแม่ของพ่อจ๋าเราจะดูแลทำหน้าที่แทนพ่อจ๋าเอง แต่พ่อจ๋า ต้องให้โอกาสตัวเอง พ่อจ๋าคิดตามแม่นะ ถ้าวันข้างหน้าเป็นลบ ผู้หญิงแก่ ๆ ในครัวเขาจะเป็นอย่างไร ในเมื่อพ่อจ๋าคือคนที่แกรักมากที่สุด แกคงตรอมใจและอยู่ได้อีกไม่นาน เด็กเล็ก ๆ ในห้องนั้นจะเป็นยังไง จะมีพ่อคนไหนรักเขาเท่ากับพ่อจ๋า แม่เชื่อว่าไม่มีเหมือนแน่ ๆ ไม่มีใครสามารถแทนที่พ่อจ๋าให้กับเด็ก 2 คนนั้นได้ พ่อว่าจริงมั๊ย

พ่อแม่ไม่ได้ต่างอะไรกับพ่อที่สอนลูกศิษย์ ๆ จะรับไม่รับ ไม่สามารถบังคับได้ หากใครรับก็ถือเป็นบุญกับครอบครัวเขาแต่หากใครไม่รับ ก็ถือเป็นกรรม เช่นเดียวกันกับแม่ในเวลานี้ เอาความรู้เอาสิ่งที่คิดว่าดี เอาแสงสว่างมาให้แต่ถ้าพ่อจ๋าไม่รับ
ไม่หยิบเอาไม่ใส่ใจ ไม่คิดแม้จะลองฝึก ลองเปิดใจ ลองปฏิบัติมันก็ไม่ต่างอะไรกันเลยหากแม้นพ่อจ๋ารักแม่ไม่มากพอ ก็ขอให้เห็นแก่ผู้หญิงแก่และเด็ก 2 คนนั้น แม่จะไม่ไปไหน จะอยู่กับพ่อจ๋า จะเคียงข้างไปอย่างนี้ ถึงแม้ว่าแม่จะทุกข์ทรมานขนาดไหน ที่เห็นสามีของตัวเองไม่สู้ท้อแท้อย่างนี้ แม่ก็จะไม่ไปไหน ไม่มีหมอคนไหนหรือใครช่วยพ่อจ๋าได้ หากพ่อจ๋าไม่เปิดใจและปฏิบัติอย่างจริงจัง พ่อจ๋าต้องหยิบเอา ต้องทำเอา ต้องสังเกตเอา เพราะแม่ยังต้องทำงาน ลาออกไม่ได้ บอกแม่มาจะให้เดินทางนี้ต่อหรือไม่ หากไม่ แม่จะวางไม่รบกวนพ่อจ๋าอีกเลย แต่หากพ่อจ๋าเชื่ออย่างที่แม่เชื่อ แม่จะทำให้สุดกำลังที่แม่มี จะสู้ให้สุดกำลัง

หากท้ายที่สุดมันเป็นลบก็จะยอมรับ เพราะเราได้ทำอย่างที่สุดแล้ว ชีวิตนี้ไม่มีอะไรมาก ช้าหรือเร็วทุกคนล้วนต้องเจอจะคิดอะไรมาก ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง เราเป็นชาวพุทธกุศลผลบุญบาปมีจริง ไม่จริงไม่รู้ รู้แต่ว่าเมื่อทำดีแล้วใจเป็นสุข มันก็ดีแล้วไม่ใช่ หรืออย่ารอให้ถึงวันสุดท้ายของชีวิต แล้วจะมานึกเสียดายว่าทำไมไม่ทำ อย่างน้อย ๆ เราก็ยังไม่หมดโอกาสได้สร้างบุญกุศลร่วมกันไม่ใช่หรือพ่อจ๋า สามีกอดข้าพเจ้าแน่นแล้วบอกว่า จ้ะแม่ พ่อจะสู้ไปกับแม่ พอข้าพเจ้าคิดบวก จิตข้าพเจ้าก็เข้มแข็งขึ้น มันแปลกมากที่ข้าพเจ้าไม่ร้องให้เลย ในขณะที่คุยกับสามี มันมีพลังอย่างมาก อาจเพราะทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดมันออกมาจากจิตใจ พูดอย่างมีสติหลังจากวันนั้นมาข้าพเจ้าก็พยายามศึกษาคำสอนของพุทธองค์มากขึ้น แล้วพยายามนำมาพูดให้สามีฟังในแบบของเรา ข้าพเจ้าไม่เคยทิ้งเขาเลยพอเขาสวดมนต์เสร็จก็ลงมานอน ข้าพเจ้าจะนวดขา นวดเท้าให้เขา สวดมนต์ให้ฟังและพยายามพูดถึงสัจธรรมในชีวิตเป็นอย่างนี้ทุกวัน

หลังจากนั้นก็ให้คีโมหมอไม่บอกอะไรตามเคยข้าพเจ้าก็ศึกษาว่ายาที่หมอให้มีผลข้างเคียงอย่างไร จะเป็นอย่างไร ส่งผลอะไร ตามมาศึกษาและเตรียมตัวก่อนให้คีโม สามีข้าพเจ้าแทบไม่มีอาการแพ้คีโมอะไรเลย นอกจากอาเจียนวันแรกเล็กน้อยชาปลายมือปลายเท้า สรุปแล้วคีโม 4 เข็มแรกไม่ตอบสนอง ก้อนเนื้อโตขึ้นเป็น 4 เซ็นติเมตร แต่ยังไม่กระจายไปไหน ซึ่งข้าพเจ้าใช้วิธีคุณหมอเขียวมาปฏิบัติกับสามีพยายามศึกษาใน Net ซื้อหนังสือ มาเป็นหมอดูแลตัวเองกันเถอะ แล้วพยายามทำตามศึกษาวิธีการดีท็อกซ์สามีงดเนื้อสัตว์ อาหารปรุงแต่งกินรสจืดเท่าที่กินได้แต่กินปลาบ้างอาทิตย์ประมาณ 2 ครั้ง ไม่ใช้น้ำมัน แต่ใส่ซีอิ้วขาว ไม่กินของหมักดอง ชา กาแฟ งดหมดทุกอย่าง มากินผักผลไม้ แต่สามีไม่ยอมกินธัญพืช หมอเปลี่ยนยาซึ่งข้าพเจ้าทราบว่ายาตัวนี้มันกดไขกระดูกไม่ให้สร้างเม็ดเลือด ข้าพเจ้าคิดมันเอามาฆ่าผู้ป่วยชัด ๆ

ก็บอกสามีว่าไม่อยากให้คีโมเลยสามีบอกว่า แม่ พ่อไม่เป็นไรหรอก เข็ม 2 เริ่มสังเกตเห็นความซีดอ่อนเพลียเวียนศีรษะ เข็ม 3 มีอาการกระตุกอ่อนเพลียมากขึ้น โงศีรษะไม่ขึ้น หมอให้เลือด 2 กระปุก น้ำหนักตัวจากเดิม 80 กิโลกรัม ลดลงมาเหลือ 58 กิโลกรัม ข้าพเจ้าทรมานใจมาก สงสารสามีเป็นที่สุด จากคนตัวอ้วน ๆ กลายมาเป็นเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เวรกรรมแท้ ๆ เลยเข็ม 4 ซีดมากขึ้น อ่อนเพลียมากขึ้นอาการน่าเป็นห่วงมากให้เลือด 2 กระปุก ข้าพเจ้าบอกสามีว่าแม่ไม่ยอมแล้วให้อีกตายแน่ ๆ เพราะมันมีผลกับหัวใจด้วย เดือนถัดมาหมอนัดหมอสั่งหยุดยา มันมีผลกับหัวใจและนัดมาดูอาการใหม่ ให้เลือดอีก 2 กระปุกปาก เริ่มเป็นแผลกินไม่ได้ สามีแลบลิ้นให้ดูข้าพเจ้าบอกสามีว่า หัวใจพ่อร้อนมาก เพราะปลายลิ้นมีสีแดง พ่อต้องกินย่านางจริง ๆ จัง ๆ ก่อนอาหาร 3 มื้อระหว่างวันก็ต้องกินผสมน้ำ

ทำไมต้องกินย่านางล่ะแม่ ข้าพเจ้าบอกว่าจำได้มั๊ย ก่อนแม่ตั้งท้องปูลม แม่สุขภาพแย่มาก ๆ แล้วแม่ไปซื้ออัลฟัลฟ่ามากิน (เป็นคลอโรฟิลล์ เม็ดเหมือนน้ำมันตับปลาแต่มีน้ำสีเขียวอยู่ข้างใน) แล้วแม่แข็งแรงขึ้น และที่ต้องเป็นย่านางแม่เปิด Net สรรพคุณย่านาง และข้อมูลคุณหมอเขียวมันน่าสนใจ มันเป็นคลอโรฟิลล์ที่ราคาไม่แพง หรือพ่อไม่กินก็ไม่เป็นไรนะ แต่ถ้าเป็นแม่แม่จะลอง เพราะมันไม่ได้เสียหายอะไร คีโมก็ลองมาแล้วจากนี้ไปไม่มีอะไรน่ากลัวกว่านี้อีกแล้ว พ่อคอยดู ถ้าพ่อจ๋าให้ความร่วมมือกับแม่อย่างเปิดใจ วิธีพื้น ๆ ธรรมดา ๆ นี่แหละมันจะช่วยเราได้ ขอเพียงพ่อจ๋าเชื่อและศรัทธา แม่ไม่ได้ให้พ่อกินคนเดียวนะแม่จะกินด้วย เพราะถ้ามันไม่ดีแม่จะกินกับพ่อจ๋าทำไม จะทำทุกอย่างกับพ่อจ๋าทำไม ไม่มีใครมาบังคับให้แม่ต้องกินจืด ต้องกินฉี่ต้องกัวซา สวดมนต์ แม่จะทำทำไม เขาเริ่มเปิดใจมากขึ้น เพราะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวข้าพเจ้า ทั้งในเรื่องของอารมณ์ และการแสดงออกทั้งร่างกาย แววตา และคำพูด

จากนั้นข้าพเจ้าศึกษาคุณหมอเขียวมากขึ้นแล้วถามตัวเองว่ามีด้วยหรือคนที่มีแต่ให้ไม่หวังสิ่งตอบแทน เพราะที่ข้าพเจ้าเพียรหามาตลอดที่สามีข้าพเจ้าป่วย 10 เดือน พอข้าพเจ้าไปสัมผัส มันเป็นธุรกิจหมด เพราะฉะนั้นอะไรที่เป็นธุรกิจจิต มันจะไม่บริสุทธิ์มันไม่เกิดความขลังความศรัทธา มันทำให้เกิดความโลภเกิดกิเลส เพราะฉะนั้นหมอต้องกั๊ก ไม่สอนให้เรียนรู้ ไม่สอนให้ทำหมด ต้องไปซื้อ ต้องไปหาเขาตลอด มันไม่ได้เกิดจากจิตวิญญาณ เกิดจากความศรัทธาที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง พอเจอข้อมูลคุณหมอมีมากมายใน Net จึงเกิดความสนใจ เพราะถ้าไม่จริง คนป่วยคงไม่แชร์ประสบการณ์กันมากมายจริง ๆ ตั้งใจมานานแล้วแต่ เพราะใจสามียังไม่เปิด ถ้าข้าพเจ้าไปเข้าค่ายเขาก็จะไม่สบายใจ

พอใจเขาเปิด ข้าพเจ้าก็เลยคิดว่าต้องไป ๆ เรียนรู้ ให้มันรู้ให้มันเห็นและทำจริง ๆ หากเป็นจริง ก็จะอนุโมทนากับคุณหมอตั้งใจไว้ว่ามาอยู่ 5 วัน ถึงแม้คุณหมอไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายอะไรแต่เราก็ต้องให้ ไม่ใช่มาเอาอย่างเดียวตั้งใจไว้ว่าเมื่อถึงจะช่วยงานทุกอย่างที่ทำได้ เพราะเมื่อคุณหมอสอนเราต้องเรียน เปิด Net เขาบอกว่า เปิดค่ายที่ดอนตาล 21-25 เมษายน 2557 ข้าพเจ้าติดต่อป้าปาน ๆ บอกว่าคุณหมอจะมาสอนด้วยตัวเองพอได้ยิน มันมีความตั้งใจอย่างแรงกล้า ต้องไปให้ได้ เลยปรึกษากับหัวหน้าขอลางาน 5 วันหัวหน้าอนุญาตแล้ว บอกสามีว่าจะไปดอนตาล 5 วัน ขอให้แม่ได้ทำ ไม่เช่นนั้นมันจะรู้สึกคาใจ รู้สึกว่าเราไม่เต็มที่ ไม่ขวนขวาย สามีบอกว่าพ่อก็อยากรู้เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ยังแปลกใจ ทำไมยอมง่ายจัง ปกติไม่มีทาง ถ้าเขาไม่ได้ไปด้วยไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาไกลขนาดนี้ มาถึงมุกดาหารหรือฟ้าจะกำหนด ถึงเวลาต้องมา เลยมีเหตุให้ต้องมาให้เราต้องเดินทางไกล มาเรียนรู้เพื่อที่จะได้ช่วยผู้อื่น รวมถึงดูแลคนในครอบครัว

วันที่ 19 นั่งรถจากสัตหีบ ไปหมอชิต รถออกจากหมอชิต 18.30 น. มาลงหน้าค่าย 06.00 น. ของวันที่ 20 เม.ย. 2557 โอ้โฮสุดยอดชนบทชัด ๆ เลย ตื่นเต้นมากอีกนิดเดียวถึงริมโขง เดินเข้ามาเหมือนบ้านตัวเองมาก ไม่มีใครเลยแต่เดินเข้ามาไม่ต้องรอให้เจ้าของบ้านเชิญ เดินมาจนสุดก็เจอพี่หลิน ๆ ก็แนะนำสถานที่ ก็เอาของไปเก็บและรีบมาช่วยพี่ ๆ ในครัว ไม่ได้พักเลยง่วงนอนมาก เพราะกลางคืนไม่ค่อยได้หลับ รถที่นั่งมามันนั่งไม่ค่อยสบายตัวก็ได้รู้จักกับพี่ ๆ ในครัว พี่ทำอะไรก็ช่วยพี่ ๆ ไป ตามแต่พี่ ๆ จะบอกให้ทำ เพราะตั้งใจไว้แล้วว่า จะไม่มาเป็นผู้รับอย่างเดียว ตกเย็นก็ช่วยพี่หลินลงทะเบียนช่วยทำน้ำยาอเนกประสงค์ ช่วยทุกอย่างที่พี่บอก จนถึง 12.00 น. ก็ไม่ได้ช่วยแล้วต้องเรียนรู้กับคุณหมอ ก็ตั้งใจมากจะพยายามนั่งหน้า ๆ จะได้เห็นชัด ๆ ได้ยินชัด ๆ พอเห็นคุณหมอรู้สึกประทับใจมาก โห คุณหมอไม่มีมาดเลยเป็นกันเองมาก ติดดินมาก ตลอด 5 วันที่อยู่ในค่าย มันเกิดความศรัทธาในตัวคุณหมอมากขึ้นเรื่อย ๆ มันสัมผัสได้ถึงความมีเมตตา มันสัมผัสได้ถึงพลังแห่งการเป็นผู้ให้ สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณที่คุณหมอตั้งใจสอน คนอะไรสอนพระไตรปิฎกได้แจ่มแจ้งมาก เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ งถ้าไม่รู้จริง ไม่มีทางสอนได้ขนาดนี้แน่ ๆ ศรัทธาและชื่นชมมาก เชื่อว่าท่านต้องเคยทำเอาไว้ชาตินี้ จึงเกิดมาและมีพลังจิตวิญญาณของความเป็นผู้ให้อย่างแรงกล้าเช่นนี้ มันเป็นบารมีที่ไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ หากการให้นั้นไม่ได้เกิดจากใจที่บริสุทธิ์จริง ๆ 

ข้าพเจ้าอนุโมทนาบุญกับคุณหมอทุกวัน ในวันจะกลับ ตั้งใจไว้ว่า หากจัดการกับครอบครัวตัวเองได้เรียบร้อย ก็จะกลับมาหาคุณหมออีกครั้ง พี่จิตอาสาในค่ายถามว่ามาครั้งแรกจริง ๆ เหรอ เขาบอกว่าดูเหมือนคุ้นเคยกับค่ายมาก นั่นสิมันไม่รู้สึกว่ามาต่างถิ่นเลยแปลกเหมือนกัน คุ้นเคยมาก ๆ และวันที่ 25 เม.ย. 57 ก็เดินทางกลับ ๆ ถึงสัตหีบ 10 โมงเช้า วันที่ 26 เม.ย. 57 เป็นการเดินทางที่ประทับใจมาก ๆ มันทำให้มีพลังในการดำเนินชีวิตมากขึ้นไปอีก เพราะมันมีศรัทธาเข้ามาเกี่ยวข้อง ดีใจที่การดำเนินชีวิตของเราเดินมาถูกทาง อย่างที่คุณหมอท่านสอนในพระไตรปิฎก ถึงแม้จะยังไม่สมบูรณ์ ก็ทำให้ข้าพเจ้าได้เข้าใจแก่นสาร เข้าใจว่าในสิ่งที่เราเข้าใจ เราได้มาถูกทาง ไม่ได้บ้าคิดอะไรแผลง ๆ คิดในสิ่งที่คนส่วนใหญ่เขาไม่คิด และไม่ทำกันเข้าใจสัจธรรม ของโลกสัจธรรมของธรรมชาติมากขึ้นไปอีก ไม่เคยคิดเลยว่าทุกชีวิตถูกลิขิตไว้แล้วตั้งแต่เกิด ถูกลิขิตด้วยการกระทำของตน ที่ได้กระทำมาในทุกชาติภพ ที่เรียกว่ากรรมจริง ๆ ก็เข้าใจว่าทุกสิ่งที่เราเจอ ล้วนเกิดจากการกระทำของเรา แต่ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะละเอียด ลึกซึ้งแยบคายได้ขนาดนี้ กำหนดขนาด เกิดราศีนี้จะเป็นโรคอะไร จะพบเจอกับอะไรบ้างในชีวิต แต่ทุกสิ่งอย่างก็ขึ้นอยู่กับความหนักเบา และเจตนาของการกระทำ ที่ได้เคยกระทำเอาไว้ มหัศจรรย์กลไกของร่างกายมนุษย์ กลไกของธรรมชาติ กลไกของจักรวาล
มันสุดยอด และที่สำคัญแสดงว่าข้าพเจ้าเข้าใจถูก เพราะข้าพเจ้าบอกกับสามีว่า ที่พ่อจ๋าเป็น ไม่ได้เกิดจากการกระทำในชาตินี้หรอก มันเกิดจากกรรมเก่าที่ติดตัวมา ที่ข้าพเจ้าพูดแบบนั้น เพราะทราบภายหลังว่าสามีข้าพเจ้าเป็นน้ำเหลืองเสีย ตั้งแต่เกิดอาการมันจะผุดขึ้นมาเป็นตุ่มน้ำเหลือง และก็แตก เพิ่งจะมาหายไปตอนเขาอายุ 18 นี่เอง แสดงว่ามันเกิดมาพร้อมกับชีวิตเขา เพราะฉะนั้นถ้าจะหาย ก็ต้องเกิดจากกลไกในร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาและทำหน้าที่ตามกลไกร่างกายตามธรรมชาติ พอคุณหมอพูดมันเลยยิ่งเชื่อมั่นเข้าไปอีกว่าเรามาถูกทาง พอกลับถึงบ้านก็พูดให้สามีฟัง โดยเอาความเข้าใจของเราในการพูดให้สามีฟัง แต่คนเรามันมีศรัทธา ดังนั้นการสื่อสารคำพูด ที่พูดออกไป มันมีพลัง สามีบอกว่า แม่ดูแม่มีความสุขมากเลยนะ เวลาที่แม่พูด พ่อสัมผัสได้ถึงความเป็นไปได้ในการดูแลตัวเองตามแนวทางของคุณหมอ

ข้าพเจ้าบอกถึงกลไกร่างกาย กลไกของการเกิดหลักธรรมชาติอย่างที่คุณหมอสอน เพราะก่อนจะไปข้าพเจ้าได้ศึกษาในเรื่องกลไกธรรมชาติมาบ้างแล้ว คือกลไกการเกิดโรคและการบำบัด รักษาโรคภายในร่างกายของตัวเองแต่มันยังไม่ชัดเจนเท่านั้นเอง พอคุณหมอสอนมันจึงโดนใจทุกคำ ตลอดระยะเวลา 5 วันจากวันที่ 26 จนถึงวันนี้ข้าพเจ้าก็ใช่วิธีของคุณหมอปัจจุบัน ร่างกายสามีเริ่มมีสีเลือดขึ้น มีกำลังขึ้นแต่ยังไม่แข็งแรงเต็ม 100ไอบ้าง พอไอก็ให้สามีดื่มน้ำปัสสาวะก็ไม่ไอปัจจุบันใน1 วัน สามีข้าพเจ้าจะปฏิบัติตัวดังนี้

06.20 น. ตื่นนอนดื่มน้ำยานาง

06.30 น. ใส่บาตร

06.40 น. ดื่มน้ำผัก ผลไม้ปั่น

07.00 น. กดจุดทำโยคะดูแผ่นคุณหมอแล้วทำตาม

08.00 น. กินข้าวกล้องต้ม + ผักผัดน้ำ

08.20 น. ดื่มน้ำลูกเดือยหรือน้ำถั่วฤทธิ์เย็น (ถั่วขาว, ถั่วเขียว)

08.30 น. – 9.20 น. พักผ่อน ตามใจเขา

09.30 น. สวดมนต์ และนอนหลับ

11.30 น. ดื่มน้ำย่านาง กินอาหารตามลำดับและพักผ่อนช่วงบ่าย

16.00 น. ดีท็อกซ์น้ำย่านาง แช่มือ แช่เท้า

  • ทานอาหารมื้อเย็นตามลำดับก่อน 18.00 น.
  • ออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขน
  • การกัวซาจะทำวันเสาร์หรืออาทิตย์ ๆ ละ อย่างน้อย 1 ครั้ง
  • และทุกวันอาทิตย์ จะไปปล่อยปลา เว้นแต่วันนั้นร่างกายไม่ค่อยดีก็จะไม่ได้ไปปล่อย

ข้าพเจ้ายังเป็นห่วงว่าเมื่อไรร่างกายจะมีกำลัง ข้าพเจ้าให้ธัญพืชสามีแบบนี้ถูกต้องแล้วใช่หรือ แต่ก็คิดว่าวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 จะพาไปตรวจเลือด สามีมีภาวะซีดมาก ๆ เวลายืนจะยังรู้สึกมีนศีรษะอยู่

ข้าพเจ้าเคยถามตัวเองข้าพเจ้ารักสามีขนาดนี้เลยหรือ คำตอบคือไม่ใช่ขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าไม่มีเขาแล้วเราอยู่ไม่ได้ เพียงแต่สงสารที่คนดี ๆ ทำดีมาตลอดชีวิตตัวเองในชาตินี้ ต้องมาเจอวิบากกรรม ที่แรงและเร็ว และยิ่งรู้ว่ามันเกิดมาพร้อมกับตัวเขา ยิ่งสงสารจับใจ เห็นใจแสดงว่ากรรมเขาแรงมาก รับกรรมจากน้ำเหลืองเสียมา 18 ปีเต็ม เขายังไม่ปล่อยเลยสงสารพ่อแม่เขา ลูกคนที่พึ่งได้ก็มาเจ็บป่วย เลี้ยงมากว่าจะโตมันทรมานใจคนเป็นพ่อแม่ เราเป็นภรรยายังรู้สึกขนาดนี้แล้วนั่นพ่อแม่เขาเลี้ยงกันมากมันจะเศร้าขนาดไหน เจ็บปวดขนาดไหนจากกันแบบนี้ มันทรมาน จากกันแบบเป็น ๆ มันยังดีกว่า ได้เห็นเขามีความสุขได้ดูแลพ่อแม่เขา เขาเพิ่งเริ่มจะได้ดูแลพ่อแม่ก็กลับต้องมาเจออะไรแบบนี้ยังบอกกับเขาเลยว่าถ้าพ่อจ๋าแข็งแรงขึ้น และการบวชเป็นทางเดียว ที่จะทำให้ชีวิตพ่อจ๋ายืดยาวขึ้นแม่ยินดี ขอเพียงให้พ่อจ๋าได้ครองตนอยู่ในร่มกาสาวพักตร์อย่างตั้งใจแท้จริง สร้างบุญกุศลให้มากเพื่อชาติต่อ ๆ ไป จะได้มีความสุขกับเขาอย่างแท้จริง

ต้องขอบคุณในทุกบุญกุศลที่หนุนนำให้มาเจอกับคุณหมอ ได้พบกับพี่ที่ค่ายพบกับกัลยาณมิตรใหม่ที่ดี พบทางออกให้กับชีวิต แม้ผลข้างหน้าจะตอบโจทย์หรือไม่ก็ตาม อย่างน้อย ๆ ในปัจจุบันไม่ต้องประสบกับภาวะของโรคที่ทรมาน ยังกินได้ นอนหลับ แข็งแรง ได้มีลมหายใจ ได้สร้างบุญกุศล ได้เรียนรู้ศึกษาพระธรรม ยังได้อยู่กระทำความดีสร้างทาน ด้วยการให้ความรู้กับผู้อื่น ก็ถือได้ว่าเจ้ากรรมนายเวร ท่านเมตตาที่สุดแล้ว หากแม้นท่านยังเห็นว่า คนคนนี้หากยังมีชีวิตอยู่ จะสามารถสร้างเยาวชนที่ดีให้กับประเทศชาติ สร้างคุณความดีประพฤติดีประพฤติชอบ ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา และได้อยู่เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ข้าพเจ้าก็เชื่อว่าท่านเจ้ากรรมนายเวรท่านคงจะละเว้น

ขออนุโมทนาบุญในทุก ๆ บุญกุศลที่พี่ ๆ ได้กระทำร่วมกับคุณหมอ เป็นกำลังอันสำคัญที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ให้รอดพ้นจากการเจ็บป่วยทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ ขออนุโมทนาบุญในทุกคุณความดีที่ทุกท่านได้กระทำด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

แบ่งปันประสบการณ์

การดูแลและเทคนิคที่ใช้

กรณีศึกษา 3.77 Ms. Gloria Canter

กรณีศึกษาที่3.77ชื่อMs. Gloria Canterเพศหญิงประเทศสหรัฐอเมริกา โรคหรืออาการ : โรคมะเร็งสมองขั้นสี่ ผ่าตัดและให้คีโมเป็นเวลาแปดเดือน มะเร็งลามไปที่กระดูกอ่อนที่หน้าอก กิน Hormone blocker เป็นเวลาสามเดือน ไม่มีวี่แววที่ค่ามะเร็งที่หน้าอกจะลด มีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ...

กรณีศึกษา 3.25 คุณน้อยหน่า (นามสมมุติ)

กรณีศึกษาที่3.25ชื่อน้อยหน่า (นามสมมุติ)เพศหญิงอายุ60 ปีจังหวัดอุบลราชธานี โรคหรืออาการ : เป็นมะเร็งที่ไทรอยด์ แพทย์ให้กินยาวันละ 1 เม็ดและผ่าตัดออก แล้วส่งไปฉายแสงที่ศูนย์มะเร็งอุบลราชธานี ซึ่งจะต้องถอนฟันออก 10 ซี่ แต่ผู้ป่วยปฏิเสธ การดูแลและแก้ไขอาการ :...

กรณีศึกษา 1.118 คุณปนิสา ชำนาญแก้ว

กรณีศึกษาที่1.118ชื่อปนิสา ชำนาญแก้วเพศหญิงจังหวัดสุราษฏร์ธานีโรคโรคมะเร็งที่ลำคอระยะที่ 3วันสัมภาษณ์17 พฤศจิกายน 2557 เคยเป็นมะเร็งโพรงจมูกแต่รักษาหาย 7 ปีแล้ว ต่อมาเป็นมะเร็งระยะที่ 3 ที่ลำคออีก พอผ่าตัดแล้ว หมอผ่าไปถูกเส้นประสาท ทำให้ปากเบี้ยว...

กรณีศึกษา 1.114 รตต. สุทนต์ สุรัตน์

กรณีศึกษาที่1.114ชื่อรตต. สุทนต์ สุรัตน์เพศชายจังหวัดบุรีรัมย์โรคโรคมะเร็งระยะที่ 3วันสัมภาษณ์1 เมษายน 2558 ต้นเดือนพฤษภาคม 2557 ขณะที่ รตต. สุทนต์ สุรัตน์ ข้าราชการบำนาญ ให้รถไปไถนาเพื่อหว่านข้าว วันเดียวกันนั้นฝนตกปรอย ๆ ทำให้เป็นไข้หวัด ไข้ขึ้นสูง...

กรณีศึกษา 1.92 คุณพัชรินทร์ ปทุมพร

กรณีศึกษาที่1.92ชื่อพัชรินทร์ ปทุมพรเพศหญิงอายุ68จังหวัดอุบลราชธานีอาการโรคมะเร็งกระดูกวันสัมภาษณ์18 เมษายน 2555 มาเข้าค่ายหมอเขียวได้ 4 วัน อาเจียนออกมาเป็นเลือด 3 หอบ คลำ ๆ ดูมีชิ้นเนื้ออยู่ด้วย คล้ายเสลดแต่ไม่ใช่ ไม่ได้ตกใจอะไร ลองบ้วนออกมาอีก 3 ครั้ง...

กรณีศึกษา 1.88 คุณปาริษา ชำนาญแก้ว

กรณีศึกษาที่1.88ชื่อปาริษา ชำนาญแก้วโรคโรคมะเร็งหลังโพรงจมูกวันสัมภาษณ์17 พฤศจิกายน 2557 ประวัติความเจ็บป่วยและการแก้ไข เป็นมะเร็งหลังโพรงจมูก โดยศูนย์มะเร็ง ได้ระบุว่าเป็นระยะที่ 3 และลุกลามไปที่ ต่อมน้ำเหลืองที่ข้างคอทั้งสองข้าง เครียด และมะเร็งลุกลามอยู่...

กรณีศึกษา 1.78 คุณวิสาข์ โหตระ

กรณีศึกษาที่1.78ชื่อวิสาข์ โหตระเพศหญิงอาชีพแม่บ้านประเทศอังกฤษโรคโรคเบาหวาน โรคมะเร็ง ปวดหัว โรคกระเพาะ ปวดประจำเดือนวันสัมภาษณ์30 มกราคม 2558 โรคเบาหวาน มะเร็ง ปวดหัว เป็นโรคกระเพาะ ปวดประจำเดือน ปฏิบัติตัวด้วยแพทย์วิถีธรรม : กินน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น (ผสมน้ำอุ่น)...

กรณีศึกษา 1.63 คุณกระทือ (นามสมมติ)

กรณีศึกษาที่1.63ชื่อคุณกระทือ (นามสมมติ)เพศหญิงอายุ45 ปีโรคโรคมะเร็งกระเพาะอาหารวันสัมภาษณ์6 พฤศจิกายน 2557 กระทือ: ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเมื่อ 23 ธันวาคม 2556 ณ โรงพยาบาลอุบล ผ่าตัด ๆ แล้วก็ยังออกไม่ได้ ก็ทำอะไรไม่ได้ก็เย็บติดแล้วก็นัด ๆ ไปศิริราช ก็ตัดสินใจไม่ไป...

กรณีศึกษา 1.56 ภิกษุสมบูรณ์ สมาจาโร

กรณีศึกษาที่1.56ชื่อภิกษุสมบูรณ์ สมาจาโรเพศชายอายุ44 ปีจังหวัดสมุทรปราการโรคโรคมะเร็งที่กระดูกเชิงกรานวันสัมภาษณ์9 มีนาคม 2558 ข้อมูลส่วนตัว เป็นพระภิกษุ อยู่วัดโยธินประดิษฐ์ตำบลสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ มาบวชในปี พ.ศ. 2554 ก่อนหน้านี้เป็นผู้รับเหมาเฟอร์นิเจอร์...

กรณีศึกษา 1.55 คุณกระเจี๊ยบ (นามสมมติ)

กรณีศึกษาที่ 1.55ชื่อกระเจี๊ยบ (นามสมมติ)เพศชายอายุ66 ปีโรคโรคมะเร็ง ปัจจุบันไม่ได้ทำงานมีภรรยาอยู่เคียงข้างตลอดเวลาไม่มีบุตร ภรรยาทำธุรกิจขายน้ำยาทำความสะอาดและรับเครื่องสำอางค์ จากเมืองนอกมาขายในประเทศไทย เกิดกรณีอุทกภัยรุนแรงเมื่อปี 2554...

กรณีศึกษาที่ 1.53 กระท้อน (นามสมมติ)

กรณีศึกษาที่1.53ชื่อกระท้อน (นามสมมติ)เพศหญิงอายุ55โรคโรคมะเร็ง ปัจจุบันเป็นแม่บ้านดูแลหลานพักอยู่กับสามี และบุตรสาวเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 ปัจจุบันมีอาการปวดกระดูกขา เท้าชาพบแพทย์ประจำอยู่เสมอ ในครอบครัวเคยมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้อยู่แต่เป็นระยะต้น ๆ...

กรณีศึกษาที่ 1.12 คุณอุทิศ บุญฟอง

กรณีศึกษาที่1.12ชื่ออุทิศ บุญฟองเพศชายจังหวัดแม่ฮ่องสอนโรคโรคมะเร็งที่ไต โรคไวรัสที่ตับบี โรคหวัด โรคไอกรน โรคความดันสูง โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคอาการหยุดหายใจเวลานอนหลับ โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด โรคริดสีดวงวันสัมภาษณ์20 สิงหาคม 2555 ผมชื่อ นายอุทิศ บุญฟอง อายุ 68 ปี...

กรณีศึกษาที่ 1.11 คุณเตือนใจ ศรีรัตนากร

กรณีศึกษาที่1.11ชื่อเตือนใจ ศรีรัตนากรเพศหญิงประเทศรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกาอาชีพทำธุรกิจส่วนตัวโรคโรคมะเร็ง โรคไตวาย โรคเอสแอลอี (SLE) โรคเจ็บหลังวันสัมภาษณ์29 มกราคม 2556 เมื่อครั้งที่ไปเที่ยวฮาวาย สามีซึ่งเป็นแพทย์แผนปัจจุบันมีอาการขาบวมจะเดินไม่ได้...

คุณต้นหลิว (มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก) คุณแม่คุณต้นหลิว (ติดเชื้อในกระแสเลือด)

แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตจิตอาสาคุณต้นหลิว (มะเร็งมดลูก)คุณแม่คุณต้นหลิว (ติดเชื้อในกระแสเลือด)โดย จิตอาสา ค่ายสุขภาพและพระไตรปิฏก สวนป่านาบุญ1 อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ครอบครัวแพทย์วิถีธรรม คุณต้นหลิว (มะเร็งมดลูก) คุณแม่คุณต้นหลิว (ติดเชื้อในกระแสเลือด) หมอบอกว่าโอกาสรอด...