การประยุกต์ใช้หลักการแพทย์วิถีธรรมร่วมกับหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน สาหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง จังหวัดกาฬสินธุ์
เอม จันทร์แสน
วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์
คณะกรรมการบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
พ.ศ. 2561
ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
- ชื่อสารนิพนธ์ : การประยุกต์ใช้หลักการแพทย์วิถีธรรมร่วมกับหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน สำหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง จังหวัดกาฬสินธุ์
- ผู้วิจัย : เอม จันทร์แสน
- สาขาวิชา : สาธารณสุขศาสตร์ คณะกรรมการบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
- อาจารย์ที่ปรึกษา : อาจารย์ ดร.สุธีรา อินทเจริญศานต์ และอาจารย์ ดร.รัสรินทร์ ฉัตรทองพิศุทธิ์
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Analytic Studies) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการตนเองภาวะสุขภาพและค่า eGFR ของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง จากการประยุกต์ใช้หลักการแพทย์วิถีร่วมกับหลักการแพทย์แผนปัจจุบันสาหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ที่มารับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล (รพ.สต.) ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ช่วงเดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2560 จานวน 4 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล จานวน 76 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเข้าศึกษาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม (1) กลุ่มที่ใช้แนวทางร่วมคัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กาหนด 5 ข้อ จานวน 38 คน แล้วเลือกกลุ่มที่ใช้แนวทางเดียวกันด้วยการจับคู่ (Match Pair) อีก 38 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเอง แบบสอบถามภาวะสุขภาพด้านกายและสังคม ส่วนภาวะสุขภาพด้านจิตใจใช้ของกรมสุขภาพจิต (2558) วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนา และเปรียบเทียบด้วยสถิติ Independent Sample t-test
ผลการวิจัย พบว่า
ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองของกลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์วิถีธรรมสูงกว่ากลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สาหรับภาวะสุขภาพพบว่ากลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์วิถีธรรม มีภาวะสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูงกว่ากลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียว อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ ค่า eGFR ก่อนทาการศึกษาทั้งสองกลุ่มมีค่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 หลังทาการศึกษากลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์วิถีธรรมมีค่า eGFR สูงกว่ากลุ่มที่รักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสรุป การประยุกต์ใช้หลักการแพทย์วิถีธรรมร่วมกับหลักการแพทย์แผนปัจจุบันในการดูแลรักษาผู้ป่วย โรคไตเรื้อรัง ช่วยให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมการจัดการตนเองและมีภาวะสุขภาพดีกว่าการรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียว ควรนาแนวทางการดูแลสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมไปประยุกต์ใช้ร่วมกับแนวทางของแพทย์แผนปัจจุบันในการส่งเสริมสุขภาพและดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะยาวต่อไป
THE APPLICATION OF BUDDHIST MEDICINE WITH CONVENTIONAL MEDICINE FOR CHRONIC KIDNEY DISEASE TREATMEN , KALASIN PROVINCE.
AEM JANSAEN
- Researcher : AEM JANSAEN
- Degree : MASTER OF SCIENCE PROGRAM IN PLUBLIC HEALTH. SURINDRA RAJABHAT UNIVERSITY. ACADEMIC YEAR 2017
- Thematic Paper Supervisory : DR.SUTHEERA INTAJARURNSAN AND DR.RASSARIN CHATTHONGPISUT
- Thematic Paper Title : THE APPLICATION OF BUDDHIST MEDICINE WITH CONVENTIONAL MEDICINE FOR CHRONIC KIDNEY DISEASE TREATMEN , KALASIN PROVINCE.
- Date of Completion : July 21, 2023
ABSTRACT
This study was survey research which aimed to compare self-management behaviors and estimated glomerular filtration rate (eGFR), between patients with chronic kidney disease CKD) who received conventional medicine group and conventional medicine cooperated with Buddhist medicine group. This study conducted in 4 Health Promoting Hospital, Kalasin Province since January 2017 to November 2017. The samples consisted of 76 patients by purposive sampling according to inclusion criteria. They were assigned into an experimental group and compared group by using match pair, 38 patients pereach group. The research instruments were rating-scale questionnaires. Descriptive statistics and independent sample t-test were used to analyze the data
Research results was found that:
The results of the study found that the mean scores of self-management behavior and health status, among the Buddhist medicine cooperated with conventional medicine group, were higher than the conventional medicine group (p<.001). In addition, the eGFR levels of both groups before implementation were not significant differences at 0.05. However, after implementation there were significant differences at 0.05. In conclusion, the application of Buddhist Medicine with Conventional Medicine could improve the self-management behaviors and health status among CKD patients, which are better than the treatment by Conventional Medicine only. Thus, the principles of health care according to Buddhist Medicine should be applied to health care promotion and prolonged care for CKD patients.
วิธีใช้ Embed PDF
- กรุณากดลูกศร ซ้าย-ขวา ในการเปลี่ยนหน้า
- ถ้าหากตัวอักษรเล็ก-ใหญ่เกินไป กรุณากดเครื่องหมาย บวก-ลบ เพื่อปรับขยาย-ลดตัวอักษร
ประวัติผู้วิจัย
| ชื่อ –สกุล | เอม จันทร์แสน |
| วัน เดือน ปี เกิด | 30 มกราคม 2524 |
| ที่อยู่ปัจจุบัน | บ้านเลขที่ 75 หมู่ 12 ตำบลหล่มเก่า อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ 67120 |
| ประสบการณ์การทำงาน | |
| พ.ศ. 2546 | โครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย (Biodiversity Research and Training Program-BRT) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) กรุงเทพมหานคร ตำแหน่ง ผู้ช่วยนักวิจัย |
| พ.ศ. 2547 | สถานีวิจัยต้นนาป่าสัก อาเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตำแหน่ง ผู้ช่วยนักวิจัย |
| พ.ศ. 2548 | ฝ่ายวิชาการ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ตำแหน่ง ผู้ช่วยนักวิจัย |
| พ.ศ. 2549 2551 | Primates Behavior Ecology and Conservation Project, Phukhieo Wildlife Sanctuary in Northern Thailand Collaboration with Göttingen University Germany. Researcher (Botanist) |
| พ.ศ. 2552 ปัจจุบัน | เป็นจิตอาสา มูลนิธิแพทย์วิธีธรรมแห่งประเทศไทย ตำบลดอนตาล อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดหาร 49120 |
| ประวัติการศึกษา | |
| พ.ศ. 2539 | มัธยมต้น โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม |
| พ.ศ. 2541 | มัธยมปลาย โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม |
| พ.ศ. 2543 | วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ |


