ุ630511_ธรรมะพาพ้นทุกข์

630511_ธรรมะพาพ้นทุกข์
ดร.ใจเพชร กล้าจน
11 พฤษภาคม 2563
อาคารดอยฟ้า พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ
13.00-15.00 น.

ธรรมะไม่ยากเกินที่จะพากเพียรได้

สถานการณ์โควิดติดเชื้อ สหรัฐอเมริกา ติดเชื้ออันดับหนึ่ง
กลายเป็นประเทศที่ด้อยในการพัฒนาปัญหาโควิด
ถ้าเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนาแถบประเทศอัฟริกา ที่โควิดระบาด
เขาก็จะพูดไปแบบนั้น ว่าแถบประเทศอัฟริกาติดเชื้อโควิดระบาด เป็นเมือง สกปรก เขาก็ไม่แปลกใจเลย ปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น
แสดงว่า เชื้อโควิดระบาดที่ไหน ที่นั้นเป็นที่สกปรก
เพราะเชื้อแอลกอฮอล์ไปราด ที่ไหน เชื้อตายเลย
เขาใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาด แสดงที่ไหนเชื้อโควิดระบาด มีความสกปรกมาก
นี้คือ ความสกปรกทางจิตวิญญาณ จากนามธรรมสู่รูปธรรม
จากรูปธรรม สู่นามธรรม

กลับหัว จากที่ประเทศที่เจริญที่สุด กลายเป็นประเทศที่สกปรกที่สุด เชื้อระบาดที่สุด แอลกอฮอล์เช็ดไม่ทัน สกปรกทางจิตวิญญาณ ออกมาเป็นรูปธรรม
เพราะเป็นประเทศที่เบียดเบียนเยอะ สร้างมลพิษมาก เขาไม่สนที่จะกำจัดมลพิษ
สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ไม่เซ็นสนธิสัญญาในการร่วมกำจัดมลพิษ อเมริกาไม่สน
ฉะนั้น เป็นประเทศที่มีอบายมุขเจริญ
บริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เยอะ รสหวานมันเค็มเยอะ อาหารปรุงแต่ง
เอาเปรียบเบียดเบียนเยอะ ทำให้มีวิบากซัดแรง
ประเทศที่มีประวัติที่มีเชื้อระบาดรุนแรง ก็คือ ประเทศที่ล่าอาณานิคมมาก
เป็นประเทศที่มีการเบียดเบียนเยอะ ตามจูฬกัมมวิภังคสูตร
ประเทศที่มีการระบาดน้อย เป็นประเทศที่มีการให้ความร่วมมือเยอะ
อเมริกา เป็นผู้นำในการล้มละลายทางทุนนิยม
ตอนนี้เศรษฐกิจเละกินไม่ได้เลย

ตอนนี้บริษัทพังยับ
ธุรกิจน้ำมัน สายการบิน พังยับ
ขนาดเศรษฐีโลก วอเรนต์ บัฟเฟห์ ต้องเทขายหุ้นทิ้งเลย
นี้ธุรกิจจอดไม่ต้องแจว
มีแต่หาทางทำอย่างไรที่ชีวิตจะไม่ตาย
คนจะไม่แย่งอาหารการกิน
ไม่ต้องคิดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นอย่างไร

คนประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ขอกลับประเทศเขาเลย
แต่คนประเทศไทย ขอกลับประเทศไทย
อเมริกา จะหนักอีกหลายเรื่อง เศรษฐกิจพลังหมด

ประเทศไหนจะอยู่รอด อยู่ที่การมีอยู่มีกิน

ตอนนี้เข้ามาสู่ในสถานการณ์ที่มีเงินก็ซื้อไม่ได้
ประเทศส่วนใหญ่ตอนนี้ก็หาเงินไม่ค่อยคล่อง

การเลี้ยงสัตว์ หยุดไปเลย เพราะ
๑. โควิด เลยหยุดไปเลย
๒. การเลี้ยงสัตว์ ต้องไปหาพืชมาเลี้ยงสัตว์
ตอนนี้ คนต้องทำอาหารเลี้ยงคน เพราะไม่งั้นคนจะตายอยู่แล้ว พอไปทำอาหารเลี้ยงคน ก็ไม่มีเวลาไปทำอาหารเลี้ยงสัตว์
การเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงพืช อันไหนง่ายกว่า
เลี้ยงพืช พืชมีให้กินก็กิน ไม่มีให้กิน ก็ไม่อดโอย ก็แค่เหงาๆ ตายไป
เลี้ยงพืช ง่ายกว่ากันเยอะ

วันนี้ พืชมงคล พี่น้องเคยได้ยินว่า วันสัตว์มงคล ไหม
ไม่มีแสดงว่า พืชกับสัตว์ อะไรดีกว่า
ประเทศไทย เอาพืชเป็นมงคล แสดงว่า มีปัญญารู้ว่าสามารถสร้างปัจจัย ๔ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ได้
ฉะนั้น มีพืช ชีวิตอยู่ได้ ไม่มีพืช มีแต่สัตว์อยู่ไม่ได้
พืชยังเป็นบุญกุศล นำไปแบ่งปันกันต่อได้

อาจารย์ยังไม่เคยเห็นวันสัตว์มงคล มีแต่พืชมงคล
นี้แหละพืชจะทำให้เป็นมงคลในชีวิต
เป็นบุญกุศลต่อชีวิต
จะไม่เบียดเบียน
เป็นประโยชน์ต่อชีวิต ต่อตนเอง และผู้อื่น
สัตว์ไม่เป็นมงคล ยังเป็นภาระ เป็นอัปมงคลด้วย
นำอัปมงคลมาสู่ชีวิต
เช่น เป็นโรคจากการติดต่อจากสัตว์
โควิด ว่าติดจากสัตว์ จากตัวนิ่ม
เป็นจุดเริ่มต้นของการติดเชื้อโรคจากสัตว์มาที่คน
เคยได้ยินไหม ว่ามีเชื้อพืชมาติดที่คน ไม่เคยได้ยิน
และส่วนใหญ่ ก็จะเห็นว่า ที่เอามาทำเป็นยา มากกว่า คือ เอามาจากพืช มากกว่าสัตว์
พืชเป็นอาหาร เป็นยา เป็นเครื่องนุ่งห่ม ที่ดีกว่าสัตว์
พืชไม่ติดเชื้อได้ ไม่เป็นภาระ
๒๕/๓๐ วิบากไล่ล่าเลย การเลี้ยงสัตว์
และในจุลศีล การเลี้ยงสัตว์เป็นบาป
ฉะนั้นให้ลดละเลิกการเลี้ยงสัตว์
มาปลูกพืชดีกว่า

พูดถึงอายุยืน
การเกิดง่ายเลี้ยงง่าย

จะดูว่าอะไรมีคุณภาพอะไรกว่ากัน
ในอากาศร้อน อากาศแล้ง พืชกับสัตว์ อะไรจะตายก่อน
สัตว์ตายก่อน
เวลาเย็นมากๆ พืชหรือสัตว์ อะไรตายก่อน
สัตว์ตายก่อน
แสดงว่าพืชแข็งแรงกว่า

ถ้าเอาพืชใส่กระถาง กับสัตว์ใส่กรง ไปตากแดด ใครตายก่อน
สัตว์ ตายก่อน
เอาถ้าเอาพืชใส่กระถาง กับสัตว์ใส่กรง ไปตากฝน ใครตายก่อน
สัตว์ ตายก่อน

ใครกินพืช จะแข็งแรง ทนทานกว่า

เปรียบเทียบตนเอง ตอนกินสัตว์ แล้วมากินพืช อะไรแข็งแรง ป่วยน้อยกว่า ทนทานกว่า
ปรากฏว่า ตอนกินพืช แข็งแรงกว่า ป่วยน้อย ทนทานกว่า

นี้คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสใน จูฬกัมมวิภังคสูตร
นี้ไง คือ การไม่เบียดเบียน สัตว์ ทำให้อายุยืน การเบียดเบียนสัตว์ ทำให้อายุสั้น

กินพืช ทนทาน พังยาก อายุยาว มีโรคน้อย ทนทาน
กินสัตว์ ไม่ทนทาน พังง่าย อายุสั้น มีโรคมาก ไม่ทนไม่ทาน

อย่างชาวเอสกิโม อยู่ขั้วโลก กินสัตว์ อายุเฉลี่ย ๒๗ ปีครึ่ง
แต่ชาวเขาเผ่าฮันซา อยู่บนเขา กินพืช อายุเฉลี่ย ๑๑๐ ปี

มากินพืช จะทำให้ปัญญาดี
มีศีลจะทำให้ปัญญาดี
มีปัญญาดีจะทำให้มีศีล

พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ผู้ใดมีศีล ผู้นั้นมีปัญญา ผู้ใดมีปัญญา ผู้นั้นมีศีล
ไอสไตน์ ยอดอัจฉริยะโลก ยังกินมังสวิรัติ เลย
กินพืชจะแล่นดี และทนทานดี

วันนี้ วันพืชมงคล
จึงเป็นความชาญฉลาดของคนไทย เลยว่า
ที่เอา พืช เป็นมงคล เป็นวันมงคลของไทย

อาหารที่ดีที่สุดในโลก ต้องเป็นอาหารไม่เบียดเบียนต่อตนเองและผู้อื่น
พพจ.ตรัสว่า อาหารเป็นหนึ่งในโลก

พพจ. มีบอกไหมว่า อย่าเด็ดพืช อย่ากินพืช
มีไหม ว่าอย่ากินสัตว์ที่เขาจงใจฆ่า พระพุทธเจ้ามีคำสอน
ว่าอย่ากินสัตว์แบบนั้น แบบนี้
พพจ.ไม่ได้ตรัสว่า เธอจงอย่ากินพืช แต่มีตรัสว่าเธอจงอย่ากินสัตว์
๒๗/ [๓๔๒] บุคคลผู้ไม่สำรวม ประหารสัตว์ เบียดเบียน และฆ่าสัตว์ ให้ทานแก่
สมณะใด สมณะนั้น บริโภคภัตเช่นนี้ ย่อมเข้าไปติดบาปด้วย.
มีไหมที่ พพจ.ตรัสว่า เด็ดพืชมาทำกับข้าวมา ถวายสมณะ ผู้นั้นติดบาปมีไหม
ไม่มี
แสดงว่ากินพืชหรือ กินสัตว์อะไรเป็นบาป
กินสัตว์เป็นอัปมงคล
กินพืชเป็นมงคล
ประเทศไทย จึงมีวันพืชมงคล

เท่าที่รู้ ไม่มีประเทศไหน ให้มีวันสัตว์มงคล

เห็นความสำคัญ เรื่องพืช
พระพุทธเจ้า ท่านก็เห็นความสำคัญ

เรื่องสัตว์ ท่านตรัสว่า ไม่ให้เลี้ยง ไม่ให้ไปกิน
ถ้าจะกิน ก็ให้กินเดนมัน
มีไหม ที่ พพจ.ตรัสว่า ให้ไปกินเดนพืช
ไม่มี ท่านบอกว่า ถ้าจะกินสัตว์ ให้กินเดนสัตว์ ที่มันตายเอง

ไปขังสัตว์ ให้มันตายเอง แล้วค่อยไปกิน อย่างนี้ก็ไม่ได้ เป็นบาป

วันนี้ วันพืชมงคล จึงเป็นการที่ไม่เบียดเบียน ทำให้อายุยาว เบียดเบียน อายุสั้น
ฉะนั้น การมาปลูกพืช ปลูกผัก นี้ถูกต้องแล้ว

กินพืช กับกินสัตว์ อะไรเปลืองกว่า ประหยัดกว่า
กินพืช ประหยัดกว่า

ถ้าฉลาด จะทำอาหาร ควรจะทำอาหารที่สร้างง่าย หรือสร้างยากกว่า

ปลูกผักบุ้ง โตๆ
เลี้ยงสัตว์ แล้วฆ่าสัตว์ พอกินหมดแล้วหมดเลยนะ
แต่เลี้ยงผักบุ้ง เก็บมาแล้ว หมดเลยไหม
ผักบุ้ง นี้กินแล้ว กินอีก

มีคำถาม
ปุจฉา อะไรเอ่ย กินแล้ว หมดแล้วหมดเลย
สัตว์
อะไร กินแล้วไม่หมด ยิ่งกินยิ่งแตก
พืช

จับอะไรง่ายกว่า จับอะไรยากกว่า
สัตว์ จับยากกว่า พืชจับง่ายกว่า

สัตว์ จับมายังต้องชำแหละอีก
พืช จับมาล้างกินง่ายกว่า

พพจ.
ยกย่องว่า ข้าวเปลือกเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
อาหารเป็นหนึ่งในโลก

วันพืชมงคลมี
ไม่มีวันสัตว์มงคล
หาประโยชน์จากพืช

ประเทศไทยมาถูกทางแล้ว
มีวันพืชมงคล
มีคนที่กินพืช ไม่กินเนื้อสัตว์
อายุยาว ทนทาน
มีชุมชนที่เมื่อก่อน กินเนื้อสัตว์ แล้วเป็นโรคมาก พอมากินพืชแล้วแข็งแรง

เวลาแดดร้อนมากๆ
ไปหลบใต้ต้นไม้ หรือใต้สัตว์ อะไรเย็นกว่า
หลบใต้ต้นไม้ เย็นกว่า

พพจ.ให้เอาพืชเป็นมงคล จะเป็นมงคล ต่อชีวิต เป็นประโยชน์
โดยเฉพาะ โควิดระบาด นี้ เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงยาก ทำให้ลำบาก ต้องหยุดเลย ติดขัดเยอะ ลดละเลิกไป กินสัตว์ ก็มีวิบากร้ายด้วย

การจะอยู่รอดแบบมีความมั่นคง ในสถานการณ์โควิด จึงควรเลี้ยงพืช กินพืช

จะเห็นว่าชีวิตคนกินพืช ไม่ค่อยเดือนร้อน
เลี้ยงพืช ต้นทุนต่ำกว่า คนกินพืชจะอารมณ์เย็น

การเลี้ยงสัตว์ เจ็งง่าย มีวิบากร้าย เป็นโรค ทำให้อายุสั้น
ฉะนั้น ให้มาเลี้ยงพืช มีวิบากดี โรคน้อย ทำให้อายุยาว

พพจ.ตรัสเลยว่า การไม่เบียดเบียน จะนำสุขมาให้ นำโภคทรัพย์มาให้ ศีลจะนำนิพพานมาให้
นี้เป็นความฉลาดของคนไทยที่ มีวันพืชมงคล

กสิกร แข็งขัน เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ไทยจะเรืองอำนาจเพราะเป็นชาติกสิกรรม
มุ่งแต่งาน เป็นชีวิตและจิตใจ
อาชีพสำคัญ คู่ไทยวิไลศรี ไทยจะเข้มแข็ง
๙/๒๕๕ จุลศีล

จุลศีล
ดูกรผู้มีอายุ อย่างไรภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล?
๑. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ
วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่
ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

คนกินสัตว์หรือไม่กินสัตว์ อะไรเป็นประโยชน์ต่อคนต่อสัตว์
คนไม่กินสัตว์ เป็นประโยชน์ต่อสัตว์
คนกินพืช เป็นประโยชน์ต่อคน

การไม่เบียดเบียนสัตว์ มีแต่วิบากดี คือ ใจไร้ทุกข์
ประเทศไทย เอาแต่ศีลข้อ ๑ มาปฏิบัติก็พอแล้วแหละ

วันพืชมงคล เป็นวันมงคลของประเทศไทย
เอาเป็นวันเริ่มปฏิบัติ ทำศีลข้อ ๑ ให้สมบูรณ์เลย
จะเกิดปาฏิหาริย์สำหรับประเทศไทย
เหมือนกลุ่ม พวธ. ไม่กินเนื้อสัตว์
ก็อยู่เย็นเป็นสุขดี ใจก็เบา ชีวิตก็ไม่วุ่นวาย ลดความโกรธ ไม่ต้องไปสมโลก ไม่ได้ไปอยากได้ ก็ไม่ต้องไปโกรธ ก็ลดความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ ก็จะมีโรคมีภัย เป็นวิบากร้ายด้วย
ความโลภโกรธหลง ก็เบาบาง ความแข็งแรงอายุยืนก็มากขึ้น มีสิ่งดีๆ เข้ามามากขึ้น
ยิ่งใครทำบุญกับพืชไร้สารพิษ ในวันพืชมงคล
ใช้พืชสมดุลร้อนเย็น ลดรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส
ตัดสิ่งที่เป็นโทษ ด้วยใจที่เป็นสุข
มากินสิ่งที่เป็นประโยชน์

ไม่กินสัตว์ มากินพืช เป็นพืชมงคล
และทำไปจนละเอียด คือ อาศัยพืชที่ไม่ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มากินประโยชน์ แล้วมาแบ่งปัน เกื้อกูลกัน
เหลือก็แบ่งปันกัน ขายก็ขายราคาถูก

การอยู่รอด อยู่ที่การแบ่งปันกัน
การมีคุณค่า มีความขยัน แบ่งปันกัน นี้คือ ความเป็นมงคล
เป็นการมาทำวันพืชมงคลให้แข็งแรง

การทำเข้าส่วนกลาง การกินน้อยใช้น้อยที่สุด ที่เหลือก็แบ่งปันออกไป
นี้จะเป็นวิบากที่ดีที่สุด
การช่วยเหลือที่ดีที่สุด คือ การให้ธรรมะ แบ่งปันไปด้วย

กสิกรรมไร้สารพิษ คือ ศีลสมาธิปัญญา
ศีลจากการไม่เบียดเบียน ปฏิบัติอย่างตั้งมั่น ตัดสิ่งที่เกินความจำเป็นที่เป็นโทษออกไป รู้ประโยชน์ของกสิกรรมไร้สารพิษ ก็อาศัยประโยชน์ต่างๆ จากกสิกรรมไร้สารพิษ นี้คือ ปัญญา


อยากได้ไม่ได้ อยากได้ ไม่ได้ ๆๆๆ อยาก หิวโหย
คนเราเอาความคิดมาทรมานตนเอง นี้ไปเชื่อมาร หลอกไปเรื่อย นี้โง่ขนาดนั้น
อยาก ก็มาระงับชั่วคราว อยากอีก ก็ดับอีก ระงับชั่วคราว
อยากอีก สร้างความอยาก โยนเป้าหมายที่ตัวเองจะถึง ไปข้างหน้าอีก
สร้างเป้าหมาย อยากอีก แล้วก็ว่าตัวเองฉลาด
ไปให้ถึงเป้าหมาย จะได้จบๆ ไปให้ถึงเป้าหมาย อยากอีก โยนเป้าหมาย
สร้างความพร่องความขลาดขึ้นมาอีก โยนเป้าหมายไปข้างหน้าอีก ตอนยังไม่ได้
ตอนยังไม่ได้ อยากได้ ๆ (อภิชฌปา)

อยากได้แบบนั้นไปเรื่อย มันปรุงไปเรื่อย อาสวะ มันแตกตัว
อยากได้หลายอัน มันก็หมดแรง เสียพลังไปสร้างความทุกข์ เสียพลังไปสนองความทุกข์
หมดเข้าๆ ก็หมดโรค เป็นโรคได้ทุกโรค
แรงก็แรง ทุกข์ก็ทุกข์ เครียดก็เครียด ไม่รู้จบ
เป็นโรคเป็นภัย ชีวิตไม่มีพลังขับพิษออกไม่ได้ เซลล์ก็เสื่อม ขับพิษตลอดเวลา ดันไม่ออก ก็เสื่อมเร็ว
ใครอยากรู้วิธีเสื่อมเร็วๆ ให้อยากมากๆ อยากได้อันนั้นอันนี้ นี้จะเสื่อมเร็ว
อยากได้สิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นพิษ
อยากได้ จะปรุงแต่งไปเรื่อยๆ แต่งไปอีก ตราบใดที่ไม่ฆ่ามัน มันจะแตกตัวไปเรื่อย
ไม่มีที่อยู่เลยนะ
ความอยากได้ไม่พอ
สิ่งต่างๆ ในโลก ไม่พอ เพราะความอยากได้ของคนเพียงคนเดียว

ใครติดกิเลส สุขปลอม ทุกข์จริง มันจะอยากไปเรื่อยๆๆ มันอยาก กินแรงไปเรื่อย ไม่สิ้นสุด
นี้นรกกี่ขุม
ความอยาก คือ ขุมนรก
ใครขุดนรกให้ ขุดเอง
เอาเข้าไป ทุกข์เอง
เดี๋ยวก็ทุกข์กาย เดี๋ยวก็ทุกข์ใจ
เสียเวลาไปทำชั่วได้ทุกเรื่อง
เหนี่ยวนำคนอื่นได้ด้วย
เหนี่ยวนำคนอื่นต่อๆ มารก็หลอกลวงต่อ ใครไปเชื่อมารก็เป็นแบบนี้ มารผู้มีบาป
กิเลสเติมเต็มทั้งหมด ของคนในโลก
ได้สุขใจ ไม่ได้ทุกข์ใจ
กิเลสทุกตัว ก็อันเดียวกัน เติมกันไปหมด
คลื่นอันเดียวกัน เติมกันไปหมดเลย
คลื่นเดียวกัน เติมกันได้เลย
วอเดียวกัน เติมกัน
ใครเติมคลื่นกิเลส ตัวใครตัวมัน มันแตกตัวก็เสริมอยู่อย่างนี้
ใครทำอะไร ทำชั่วได้ทุกเรื่อง
ใครยังเติมกิเลสอยู่ ยังอยู่ในหุ้นบริษัทมาร
ตราบใดที่ยังมีกิเลส ต้องรับส่วนแบ่งด้วย
รับกองทุกข์ทั้งมวลด้วย
เสพกิเลสแต่ละครั้ง เท่ากับคุณเชื่อมกิเลสในโลก
มันคลื่นเดียวกัน มันเติมเต็มให้กันและกัน

พพจ.จึงตรัสว่า อวิชชา นำกองทุกข์ทั้งมวลมาให้
ในโลก มีแต่ทุกข์
เรื่องร้ายเข้ามาในชีวิต มีแต่ทุกข์ ทุกข์ที่สุด

ใครไม่ลดกิเลส มันจะหนักไปเรื่อยๆๆ
ใครไม่ลดกิเลส ตัวใครตัวมัน
พพจ. จึงบอกว่า ให้รับกำจัดมันๆๆ เป็นวิบากร้ายอยู่นั้น
เติมเข้าไปทั้งต้นทั้งดอก
ใครฟังไม่เข้าใจไม่รู้ว่าไงแล้ว
ถ้าใครฟังแล้วเข้าใจ ถอนหุ้นจากบริษัทมารเลย
มารผู้มีบาป ฉันรู้จักเธอแล้ว ถอนออกเลย เซ็นต์เดียวก็ไม่ให้เหลือ
ให้ถอนออกให้หมด มาสู่พุทธะบริษัทดีกว่า อันนี้ดีกว่า
สัจจะเป็นอย่างนี้

พยายามขยายให้ละเอียดลออ ว่าวิบากร้ายไปอย่างไร
จะเชื่อและชัด จะไม่เอาเลยวิบากร้าย
จะเอาสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ไม่มีโรคไม่มีภัย มันคุ้มๆ
ถ้าใครไปเชื่อมาร ไปเสพ ก็มีแต่ทุกข์
ไปคิดว่ามันอยากได้เพิ่มแบบนี้ อยากได้อันเก่า อยากได้ไม่รู้จบ ก็ตะเกียกตะกายไป หาดิ้นรนไป
โยนความหวังไปไม่รู้จบ นี้มันแตกตัว อาสวะ แตกตัวไม่รู้จบ
อันนี้ อาสวะ ที่พระพุทธเจ้า ตรัสว่า มันน่ากลัว พิจารณาให้มากๆ มันไปเหนี่ยวนำ นี้ตายเลย
ใครมีกิเลสไปคบคนชั่ว สุดท้ายมันแตกตัว มันกินตนเอง และกินผู้อื่น มันสนิทาน น่ากลัว
พพจ.จึงว่า นี้เองเป็นทุกข์ เป็นทุกข์ๆๆๆ ไม่ใช่สุข มาร เรารู้ตัวแล้ว ว่ามันเป็นทุกข์ๆๆ
ไม่เป็นสุข เธอมาหลอกคนฉลาดอย่างเราไม่ได้หรอก เธอหลอกได้แต่เมื่อตอนเราโง่เท่านั้น
ให้รู้เท่าทันมารให้ได้ เราจะไปสนับสนุนสิ่งเลวร้ายในโลกทำไม ต้องลาออก ไม่ไปส่งเสริมสิ่งเลวร้ายในโลก ทำทำไม
ใครล้างกิเลส เหลือนิดเดียว มันยังร้ายมาก เรื่องดี ที่อยากให้เกิดก็ไม่เกิด เรื่องร้ายที่ไม่ให้เกิด มันก็เกิดมาก
แต่ถ้าผู้ใด กำจัดกิเลสได้ถูก กำจัดกิเลส เรื่องดีๆ วิบากดีก็เกิดได้มาก วิบากร้ายก็ไม่เกิดไม่ได้
ใครปฏิบัติดีๆ จะเห็นเลย จะมีมาตาลีญาณในตัว
ใครปฏิบัติศีลได้ดี จะเห็นหมดเลย ยิ่งตอนฝัน ก็จะเห็นเลยว่า มีวิบากดี
แต่ถ้าไม่ปฏิบัติศีล ฝันร้าย มันเหมือนจริง ทุกอย่าง ทุกข์ทรมานจริงๆ

พพจ. พระโพธิสัตว์ ผ่านพวกนี้มาหมดแล้ว ฉะนั้น ให้หมั่นพิจารณาซ้ำๆๆ ด้วยความยินดี ด้วยฉันทะ
ข้าจะมีความสุขจากการพิจาณาโทษแก ข้ารู้จักแกแล้ว
มารผู้มีบาป ข้ารู้จักเธอแล้ว พิจารณาลงไปให้มากๆ ให้เห็นมันว่าเป็นทุกข์มากๆ

มันแตกตัวไปเรื่อยๆๆ แตกไปไม่มีวันสิ้นสุด
มันแตกตัว นี้คือ เป็นของมีปัจจัยปรุงแต่ง
คือ ถ้าไม่ปรุงแต่ง สุขไม่ได้
ต้องปรุงต้องแต่ง ถ้าไม่ปรุง ไม่เป็นสุข
ปรุงไปในกายวาจาใจ ต้องปรุงไป มันถึงจะสงบได้
แต่พุทธะไม่ต้องปรุงแต่ง ก็สุขสงบสบายใจดี

ตอนเราติดอาหารรสจัดนี้ ต้องปรุงไหม ต้องปรุงถึงจะอร่อย
พออยากกินอาหารอร่อยครั้งต่อไปอีก ก็ไปทำอาหารรสจืด มันจะอร่อยไหม ถ้าไม่ปรุง
ไม่อร่อย มันต้องปรุงแต่งเข้าไป มันถึงอร่อย
มันต้องปรุงแต่งเข้าไป มันเมื่อย

ชุดแต่งตัว นี้แค่มีเสื้อผ้า กันร้อนกันหนาว กันอุจจาด กันสัตว์เลื้อยคลานเท่านั้น
แต่ไปดูว่าคนในโลก ต้องไปปรุงแต่งชุดแบบไหน
แค่เขาคิดว่า เขาปรุงแต่งแบบนี้จะเป็นสุข นี้มันเปลืองพลัง เลิกปรุงนี้มันโล่งหัวเลย
เราไม่ปรุงไม่ติดไม่ยึดอะไร หายปวดหัวเลย

ของเล่น เขาก็ปรุงแต่งแบบใหม่ไปเรื่อย
แล้วยิ่งเรื่องเพศ นี้มันยิ่งหนักไปเรื่อย
ที่ครูไปข่มขืนเด็กนักเรียน นี้มันไม่พอ
ไปหลงว่า การได้เสพนักเรียนจะเป็นสุข นี้ปรุงไม่รู้จบ
ยาก ปรุงไปไม่รู้จบ
นี้ถ้าไม่เรียนธรรมะให้เข้าใจไม่รู้จบ
เสพคนไม่พอก็ไปเสพสัตว์ นี้คิดมากไปเรื่อย จะมีวิบากเท่าไร
อยากได้มากๆ ก็ทำชั่วได้ทุกเรื่อง
อยากได้ก็แย่งชิง เข่นฆ่าทำร้ายกัน
ไปแย่งชิงสิ่งที่อยากได้มาตรงๆ นี้สังคมจะสงบสุขไหม นี้มันไม่สงบสุขหรอก โทษภัยมันจะเยอะ ปรุงไม่รู้จบ อันเก่าอยากแล้วอยากอีก อยากไม่รู้จบ อยากแค่บางคราว แล้วก็อยากอีก ได้สมใจก็พัก เดี๋ยวก็อยากอีก อันใหม่ก็ปรุงเพิ่ม ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ว่าด้วยการปรุงแต่งเพิ่ม ใจมันจะเป็นทุกข์ได้ขนาดไหน มันเหนี่ยวนำต่อ มันจะปรุงได้มากอีกขนาดไหน
สิ่งที่คนอยากได้อยากเป็นอยากมีอะไรจะเยอะกว่า
มันมีจริงนะ มันปรุงไปเรื่อย
คิดว่าปรุงแค่นี้ มันจะหยุดไหม

คนปรุงแต่งไปเรื่อยๆ ไปสวนสนุก มันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
เพราะมันปรุงแต่งมาก จึงเปลืองทรัพยากรมาก
ปรุงไปเรื่อยๆๆ ไปเสพสิ่งที่เป็นพิษ มันจึงเปลืองพลังมาก สุดท้ายเป็นโรคได้ทุกโรค
แล้วยังไปเหนี่ยวนำเขาได้ทุกเรื่อง มันแตกตัวได้ มันเป็นคลื่นเดียวกัน
กระแสเดียวกัน ความคิดเดียวกัน มันน่ากลัว
พพจ.จึงตรัสว่า เป็นพลังสนิทาน มันน่ากลัวขนาดไหน

ใครฟังแล้วละหน่ายคลาย จากความจำเป็นชีวิต คลายไปๆๆ คลายไปอย่างไม่ได้กดข่ม เรายินดีในการพิจารณาโทษของมัน มันคลายออกไปเลย
มารจะหลอกว่า ทำแบบเธอจะทุกข์มาก แต่จริงๆ ทำแบบเธอจะเป็นทุกข์
จริงๆ เธอไม่ใช่สุข เธอเป็นทุกข์
นี้มารเถียงไม่ได้เลย ใครสอนมา
นี้มารหลอกไม่ได้ มารส่ายหน้าหลีกไปเลย สลายอันตธานหายไปเลย
เต็มใจให้หายเลย
เรียกมาไม่กลับเลย

ใครฟังดีๆ จะพ้นทุกข์เร็ว
ถ้าใครไม่เข้าใจ มันจะซัดเรา

๑๖ /๓๕๕
๒. สนิทานสูตร
[๓๕๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย … แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย กามวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้นมิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น พยาบาทวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น
มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้นวิหิงสาวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น ฯ
[๓๕๖] ก็กามวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น พยาบาทวิตกย่อมมี
เหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น วิหิงสาวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้นมิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น
อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหมายรู้ในกามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามธาตุ ความดำริในกาม
บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความหมายรู้ในกามความพอใจในกามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริใน
กาม ความเร่าร้อนเพราะกามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพอใจในกาม การแสวงหากามบังเกิดขึ้น
เพราะอาศัยความเร่าร้อนเพราะกาม ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อแสวงหากาม ย่อมปฏิบัติผิดโดยฐานะ ๓
คือ กาย วาจา ใจ ความหมายรู้ในพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะพยาปาทธาตุ ความดำริในพยาบาท
บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความหมายรู้ในพยาบาท ความพอใจในพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความ
ดำริในพยาบาท ความเร่าร้อนเพราะพยาบาทบังเกิดขึ้น เพราะอาศัยความพอใจในพยาบาท การ
แสวงหาพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความเร่าร้อนเพราะพยาบาท ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อแสวง
หาพยาบาทย่อมปฏิบัติผิดโดยฐานะ ๓ คือ กาย วาจา ใจ ความหมายรู้ในวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยวิหิงสาธาตุ ความดำริในวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความหมายรู้ในวิหิงสา ความพอใจใน
วิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริในวิหิงสา ความเร่าร้อนเพราะวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ความพอใจในวิหิงสา การแสวงหาวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความเร่าร้อนเพราะวิหิงสา ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อแสวงหาวิหิงสา ย่อมปฏิบัติผิดโดยฐานะ ๓ คือกาย
วาจา ใจ ฯ

เสพกิเลส ร่วมหุ้นบริษัทมาร
ธรรมทั้งหลายไหลไปสู่ธรรมทั้งหลาย
เราไม่อยากเจออะไร แต่เราเป็นเหตุเหนี่ยวนำให้เกิดสิ่งนั้น เราต้องรับผิดชอบ นี้คือ ทุกข์ทุกรูปแบบ นี้คือ การปฏิบัติผิดด้วยกายวาจาใจ
มันมีความชิงชังรังเกียจ เหนี่ยวนำให้คนอื่นเป็นตาม
วิหิงสา คือ การเบียดเบียนทุกรูปแบบ
ใครที่หลงว่าการเบียดเบียนนั้นเป็นความสุข ไปหมายให้คนอื่นรู้ตาม นี้ก็จะเกิดทำกันไป

[๓๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษวางคบหญ้าที่ไฟติดแล้วในป่าหญ้าแห้ง ถ้าหากเขาไม่รีบ
ดับด้วยมือและเท้าไซร้ ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ สัตว์มีชีวิตทั้งหลายบรรดาที่อาศัยหญ้าและไม้อยู่ พึงถึง
ความพินาศฉิบหาย แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลายสมณะหรือพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ก็ฉันนั้น
เหมือนกัน ไม่รีบละ ไม่รีบบรรเทาไม่รีบทำให้สิ้นสุด ไม่รีบทำให้ไม่มีซึ่งอกุศลสัญญาที่ก่อกวน
อันบังเกิดขึ้นแล้วสมณะหรือพราหมณ์นั้น ย่อมอยู่เป็นทุกข์ มีความอึดอัด คับแค้น เร่าร้อน
ในปัจจุบัน เบื้องหน้าแต่มรณะ เพราะกายแตก พึงหวังทุคติได้ ฯ

ใครอยากรู้ว่า บุรุษวางคบหญ้าที่ไฟติดแล้วในป่าหญ้าแห้ง ก็มาที่ภูผาตอนหน้าร้อน เขามาวางเพลิงเลย
ไม่รีบละ ไม่รีบบรรเทาไม่รีบทำให้สิ้นสุด ไม่รีบทำให้ไม่มีซึ่งอกุศลสัญญาที่ก่อกวน
แค่คิดไปในทางกามพยาบาท ที่มันเป็นตักกะวิตักกะ เป็นความคิด ที่มันยังไม่ได้ออกมาทางกายวาจาเลย นี้มันเป็นวิบากร้าย มันเป็นทุกข์ แม้แค่คิด มันก็ทุจริต มันก็เป็นวิบากร้าย
คิดแล้วไม่กำจัดออก สมณะนั้นย่อมอยู่เป็นทุกข์ มันอยากได้ แล้วไม่ได้ ไม่กำจัดมัน มันก็เป็นทุกข์ มันก็อึดอัด อยากได้แล้วไม่กำจัดมัน มันก็เบียดเบียน ไปชัง มันก็เป็นวิบากร้ายอีก เป็นทุกข์
ความคิดทางกิเลสมันลามๆๆ ปรุงแต่งไป มันน่ากลัว
ทุกข์อื่นยิ่งกว่านี้ไม่มี มันเป็นกามไปหมดแล้ว
นี้ถ้าไม่สำนึกไม่แก้ไข มันก็จะยิ่งหนักไปเรื่อย
มันจึงจะละหน่ายคลาย
มารจึงเป็นผู้มีบาปจริง ไม่เชื่อมาร มีความผ่องใสผาสุก
ความดำริในเนกขัมมะ
เราจะพอใจในเนกขัมมะ ต้อขยันคิด คิดให้มากๆๆๆ
เพราะเวลากิเลสมันสอนเรา มันก็สอนเรามากๆๆๆ จะกลับมาคราวเดียวถึงหรือไง ไม่
ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นพุทธะกลับมาทีละส่วน

[๓๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เนกขัมมวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น
อัพยาปาทวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น อวิหิงสาวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น
มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น ฯ
[๓๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เนกขัมมวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น
อัพยาปาทวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้นอวิหิงสาวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น
มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น อย่างไร ภิกษุทั้งหลายความหมายรู้ในเนกขัมมะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
เนกขัมมธาตุ ความดำริในเนกขัมมะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความหมายรู้ในเนกขัมมะ ความพอใจ
ในเนกขัมมะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริในเนกขัมมะ ความเร่าร้อนเพราะเนกขัมมะบังเกิดขึ้น
เพราะอาศัยความพอใจในเนกขัมมะ การแสวงหาในเนกขัมมะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความเร่าร้อน
เพราะเนกขัมมะ อริยสาวกผู้ได้สดับ เมื่อแสวงหาเนกขัมมะ ย่อมปฏิบัติชอบโดยฐานะ ๓ คือ
กาย วาจา ใจ ความหมายรู้ในอัพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยอัพยาปาทธาตุ ความดำริในอัพยาบาท
บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความหมายรู้ในอัพยาบาท ความพอใจในอัพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ความดำริในอัพยาบาท ความเร่าร้อนเพราะอัพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพอใจในอัพยาบาท
การแสวงหาในอัพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความเร่าร้อนเพราะอัพยาบาท อริยสาวกผู้ได้สดับ
เมื่อแสวงหาอัพยาบาท ย่อมปฏิบัติชอบโดยฐานะ ๓ คือ กาย วาจา ใจ ความหมายรู้ในอวิหิงสา
บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยอวิหิงสาธาตุ ความดำริในอวิหิงสาเกิดขึ้นเพราะอาศัยความหมายรู้ใน
อวิหิงสา ความพอใจในอวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริในอวิหิงสา ความเร่าร้อนเพราะ
อวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพอใจในอวิหิงสา การแสวงหาในอวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยความเร่าร้อนเพราะอวิหิงสา ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ เมื่อแสวงหา
อวิหิงสา ย่อมปฏิบัติชอบโดยฐานะ ๓ คือ กาย วาจา ใจ ฯ

สภาพความไม่เบียดเบียน คือ
๑.ไม่ทำร้ายใคร
๒. เข้าใจผู้อื่น

เราไม่ต้องทำบาปแล้ว เราไม่ต้องเบียดเบียนแล้ว เราไม่ต้องร่วมหุ้นร่วมบริษัทมารด้วย
มารสลายตายไปแล้ว ตัวเศร้าหมองไปหมด ไปแล้ว เปลี่ยนมาเป็นพลังพุทธะ อยู่เป็นสุข
ตายไปสู่ความผาสุก สู่สุขสู่ดี
เรื่องพลังสนิทานฟังให้เข้าใจ
อย่าไปเชื่อมาร คนที่มีกิเลส
แสดงท่าทีลีลาว่าสิ่งไหนที่ได้เสพ ทุกข์มากๆๆ ดูไว้ๆ อย่าไปเชื่อมัน มารผู้มีบาป สุขมากๆ ชี้แจงเข้าไป รับรอง
มารสังยุกต์
๑๕/๔๕๘
มานสสูตรที่ ๕
[๔๕๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิก
เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ
[๔๕๙] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้
กล่าวกะพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
บ่วงใดมีใจไปได้ในอากาศ กำลังเที่ยวไป ข้าพระองค์จักคล้องพระองค์
ไว้ด้วยบ่วงนั้น สมณะ ท่านไม่พ้นเรา ฯ
[๔๖๐] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
เราหมดความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นของ
รื่นรมย์ใจแล้ว แน่ะมาร เรากำจัดท่านได้แล้ว ฯ
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรง
รู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นนั่นเอง ฯ

มารเรารู้จักเธอแล้ว เราหมดความพอใจในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส แล้ว เพราะเราได้สุขที่ดีกว่าแล้ว ได้ใจไร้ทุกข์แล้ว ได้สิ่งที่ดีกว่าแล้ว มารมันเสียใจ ไม่มีแหล่งอาหารให้มันแล้ว มันเจออาวุธ เจอปัญญาพระพุทธเจ้า มันก็จะหายหมดสภาพไปเลย

ปัตตสูตรที่ ๖
[๔๖๑] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิก
เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ
ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมา ทาน ให้อาจหาญ
ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาเกี่ยวด้วยอุปาทานขันธ์ ๕ ก็ภิกษุ เหล่านั้นทำในใจให้สำเร็จประโยชน์
น้อมนึกมาด้วยความเต็มใจ เงี่ยโสตลงสดับธรรมอยู่ ฯ

นาคสูตรที่ ๒
[๔๑๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสรู้แล้วใหม่ๆ ประทับอยู่ที่ต้นไม้ อชปาลนิโครธ ใกล้ฝั่ง
แม่น้ำเนรัญชรา ณ อุรุเวลาประเทศ ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งในที่กลาง
แจ้ง ในราตรีอันมืดทึบ และฝนกำลังตก ประปรายอยู่ ฯ
[๔๒๐] ครั้งนั้นแล มารผู้บาปใคร่จะให้เกิดความกลัว ความครั่นคร้าม ขนลุกขน
พองแด่พระผู้มีพระภาค จึงเนรมิตเพศเป็นพระยาช้างใหญ่ เข้าไปใกล้ พระผู้มีพระภาคถึงที่
ประทับ พระยาช้างนั้นมีศีรษะเหมือนกับก้อนหินใหญ่สีดำงาทั้งสองของมันเหมือนเงินบริสุทธิ์
งวงเหมือนงอนไถใหญ่ ฯ
[๔๒๑] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป ดังนี้ แล้วได้ตรัสกะมาร
ผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า
ท่านจำแลงเพศทั้งที่งามและไม่งาม ท่องเที่ยวอยู่ตลอดกาลอันยืดยาว
นาน มารผู้มีบาปเอ๋ย ไม่พอที่ท่านจะทำการจำแลงเพศนั้นเลย ดูกรมาร
ผู้กระทำซึ่งที่สุด ตัวท่านเป็นผู้ที่เรากำจัดเสียได้แล้ว ฯ
ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรง
รู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ
สุภสูตรที่ ๓
[๔๒๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสรู้แล้วใหม่ๆ ประทับอยู่ที่ต้นไม้ อชปาลนิโครธ ใกล้
ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ อุรุเวลาประเทศ ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งในที่กลาง
แจ้งในราตรีอันมืดทึบ และฝนกำลังตก ประปรายอยู่ ฯ

มารผู้มีบาป มันไปอดไปทุกข์อยู่ได้ ถ้าเรามีปัญญาคมชัด เรารู้จักเธอแล้ว
เราก็ไม่ทุกข์
มารผู้มีบาปจะพยายามดึงเราไปเสพนั้นเสพนี้ คนจริงจะพ้นไม่ไปหรอก แต่คนไม่จริง จะไม่พ้น มารมันมีลีล่าท่าทางหลายรูปแบบ

[๔๒๓] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปใคร่จะให้เกิดความกลัว ความครั่นคร้าม ขนลุกขนพอง
แด่พระผู้มีพระภาค จึงเข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้ว แสดงเพศต่างๆ หลากหลาย
ทั้งที่งามทั้งที่ไม่งาม ในที่ไม่ไกลแต่พระผู้มีพระภาค ฯ
[๔๒๔] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป ดังนี้ จึงตรัสกะมารผู้มี
บาปด้วยพระคาถาทั้งหลายว่า
ท่านจำแลงเพศทั้งที่งามทั้งที่ไม่งาม ท่องเที่ยวอยู่ตลอดกาลอันยืดยาว
นาน มารผู้มีบาปเอ๋ย ไม่พอที่ท่านจะทำการจำแลงเพศนั้นเลย ดูกรมาร
ผู้กระทำซึ่งที่สุด ตัวท่านเป็นผู้ที่เรากำจัดเสียได้แล้ว ฯ
และชนเหล่าใดสำรวมดีแล้ว ด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ ชน
เหล่านั้น ย่อมไม่เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของมารชนเหล่านั้น ย่อมไม่
เป็นผู้เดินตามหลัง ฯ
ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาค ทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จัก
เรา จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ
ปฐมปาสสูตรที่ ๔
[๔๒๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี ณ ที่
นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯ
ภิกษุเหล่านั้นได้ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหลุดพ้นอย่างยอด เยี่ยมเราบรรลุแล้ว
ความหลุดพ้นอย่างยอดเยี่ยม เรากระทำให้แจ้งแล้ว เพราะ การกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย
เพราะการตั้งความเพียรไว้ชอบโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เธอทั้งหลายก็จงบรรลุซึ่งความ
หลุดพ้นอย่างยอดเยี่ยม จง กระทำให้แจ้งซึ่งความหลุดพ้นอย่างยอดเยี่ยม เพราะการกระทำไว้ในใจ
โดยแยบคายเพราะการตั้งความเพียรไว้ชอบโดยแยบคายเถิด ฯ

[๔๒๖] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วได้ทูลพระผู้
มีพระภาคด้วยคาถาว่า
ท่านเป็นผู้ที่ถูกเราผูกไว้แล้วด้วยบ่วงของมารทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่เป็น
ของมนุษย์ ท่านเป็นผู้ที่ถูกเราผูกไว้แล้วด้วยเครื่องผูกของมาร ดูกร
สมณะ ท่านจักไม่หลุดพ้นจากวิสัยของเราไปได้ ฯ
[๔๒๗] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป จึงได้ ตรัสกะมารผู้มี
บาปด้วยพระคาถาว่า
เราเป็นผู้พ้นแล้วจากบ่วงของมาร ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็น ของ
มนุษย์ เราเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูกของมาร ดูกรมาร ผู้กระทำซึ่ง
ความพินาศ ท่านเป็นผู้ที่เรากำจัดเสียได้แล้ว ฯ
ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้
จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ

มารผู้มีบาป คือ มารผู้มีทุกข์ทั้งปวง
ก็เข้าใจในเรื่องไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่ชอบไม่ชัง เราก็ยินดีแล้วในการไม่ชอบไม่ชัง ไม่สุขไม่ทุกข์
เราพ้นแล้ว
มารเป็นเจ้าของแห่งความทุกข์
เรากำจัดได้แล้ว มันจะมาลีลาไหน มันไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์

มารมันเสียใจ แสดงว่า ใจของมารมันเสียไป ทุกข์มันไม่เที่ยง ไม่ตั้งอยู่ ไม่สลาย
มันเสียใจว่า พพจ.รู้จักมันแล้ว
มารถ้ารู้ไม่ครบมันก็ย้อนกลับมา รู้บางคราวมันก็กดข่มอีกบางคราว แต่ถ้าใครรู้ครบๆ มันไม่มีทางกลับมาได้ ต่อให้เรื่องไร ไปเข้าบริษัทพุทธะ บริษัทพ้นทุกข์ดีกว่า

นันทนสูตรที่ ๘
[๔๓๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิก
เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ
[๔๓๘] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วได้กล่าว
คาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
คนมีบุตร ย่อมเพลิดเพลินเพราะบุตร คนมีโคก็ย่อมเพลิดเพลินเพราะ
โค ฉันนั้นเหมือนกัน อุปธิทั้งหลายนั่นแลเป็นเครื่องเพลิดเพลินของ
นรชน เพราะคนที่ไม่มีอุปธิหาเพลิดเพลินไม่ ฯ
[๔๓๙] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป จึงได้ ตรัสกะมารผู้มี
บาปด้วยพระคาถาว่า
คนมีบุตร ย่อมเศร้าโศกเพราะบุตร คนมีโคก็ย่อมเศร้าโศกเพราะโค ฉัน
นั้นเหมือนกัน อุปธิทั้งหลายนั่นแล เป็นเหตุเศร้าโศกของนรชน เพราะ
คนที่ไม่มีอุปธิหาเศร้าโศกไม่ ฯ
ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาป เป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคต
ทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ

ถ้าใครไม่ได้ไปเสพกิเลส มันเป็นทุกข์ มันเศร้าหมอง ความคิดแบบนี้ มันเป็นบาป มารเป็นเจ้าของทุกข์ทั้งมวล ไม่เป็นสุข คนมีบุตรย่อมมีสุขเพราะบุตร คนมีโคย่อมเป็นสุขเพราะมีโค นี้เป็นความเศร้าโศกของนรชน
ถ้ารู้เท่าทันมาร มันจะสลายไปเลย ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน ก็ยังทุกข์อยู่

ปาสานสูตรที่ ๑
[๔๔๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏเขตกรุงราชคฤห์ ฯ
ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งในที่แจ้ง ในเวลากลางคืนอันมืด และฝนกำลัง
ตกประปรายอยู่ ฯ
[๔๔๗] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปต้องการจะยังความกลัว ความหวาดเสียวขนพอง
สยองเกล้า ให้เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาค จึงเข้าไป ณ ที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ครั้นแล้ว
กลิ้งศิลาก้อนใหญ่ๆ ไปใกล้พระผู้มีพระภาค ฯ
[๔๔๘] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป จึงตรัสสำทับกะมาร
ผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า
แม้ถึงว่าท่านจะพึงกลิ้งภูเขาคิชฌกูฏหมดทั้งสิ้น ความหวั่นไหวก็จะไม่มี
แก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้หลุดพ้นแล้วโดยชอบแน่แท้ ฯ
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรง
รู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นเอง ฯ

พพจ.ท่านรู้ว่า ถ้าวิบากดีมาถึง ก็รับ ถ้าวิบากร้ายมาถึง ก็ยินดีรับ รับแล้วหมดไป
ก็ไม่ได้ไปกลัวอะไร
ท่านรู้วิบากเดิมของท่าน สัญญาเดิมของท่านให้มาทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้น่ากลัว ท่านก็ไม่กลัว ตายก็ไปเกิดใหม่ อยู่ก็ทำดีต่อ
ไม่เครียด ใจก็ผ่องใสไร้กังวล

คนเราจะพ้นทุกข์ได้ อย่าเห็นว่ากิเลสเป็นสุขเด็ดขาด ต้องเห็นว่ากิเลสเป็นทุกข์เท่านั้น อย่าไปเชื่อเลย มันจะหลอกเหมือน
สาวกพระพุทธเจ้า ศิษย์พระพุทธเจ้าไม่พ้นเรา
เราก็จะบอกว่า มารผู้มีบาป เรารู้จักเธอแล้ว เธอมันเป็นสุขใหญ่ มันหลอกเรา เราบอกว่า มันไม่ใช่สุข มันทุกข์ใหญ่ ใครรู้นี้ ไม่เป็นทาสมาร ใครไม่รู้ ก็เป็นทาสมารต่อไป

มาดูรู้แจ้งความเป็นจริงของพุทธะ
๓๑/๗๓๑
รบอะไรก็ไม่สนุก เท่ากับรบกับมาร
เพราะมารมันหลอกเก่งจริงๆ
ถ้าเราไม่ทำตามสัตบุรุษ เราจะสลายความลวงไม่ได้ เมื่อเราสลายได้ ด้วยปัญญาอันยิ่ง เราได้พลังพุทธะ ได้กายแข็งแรง ได้วิบากดีเลย

ปัญญาวรรค วิปัสสนากถา

วิปัสสนา วิ คือ วิเศษ
นี้คือ เห็นอย่างจริงเห็นอย่างยิ่งเลย


สาวัตถีนิทานบริบูรณ์
[๗๓๑] ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นสังขาร (สุขปลอม)
ไรๆ โดยความเป็นของเที่ยงอยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ (อดทนที่จะปฏิบัติไปสู่พุทธะไม่ได้) ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ผู้ไม่ประกอบด้วย อนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม (ความพ้นทุกข์ สัมม สัมมา คือ ความถูกตรงแห่งความพ้นทุกข์ จะเข้าสู่ไม่ได้) ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตติยาม
จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ (มันไม่สามารถหลุดพ้นไปตามลำดับๆ ได้)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยงอยู่ จักเป็น
ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตต
นิยาม (คือ ประโยชน์ คือ ความพ้นทุกข์) ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล
อนาคามิผลหรืออรหัตผล ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ฯ (จะพ้นทุกข์ไปเป็นลำดับ)

[๗๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นสังขารไรๆโดยความเป็นสุข
จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ (จะอดทนต่อกิเลส มันอดทนไม่ได้ มันจะหมดแรงไปเรื่อยๆ ที่จะไม่ไปเสพกิเลส มันจะไปเสพกิเลส) ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จัก
ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ (ไม่ได้ประโยชน์จากความพ้นทุกข์หรอก เพราะไปเสพกิเลส) เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่ง
โสดาปัตติผล สกทาคามิผลอนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลายภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นสังขาร (ไม่ใช่แค่ร่างนะ มันคือ ความปรุงแต่ง) ทั้งปวงโดยความเป็นทุกข์อยู่ (มันต้องรู้ว่าเป็นทุกข์เรื่องอะไรบ้าง เสพกิเลสหนึ่งเรื่องมันต้องรับทุกข์ทุกเรื่องเลย เราไม่อยากเรื่องร้ายอันไหน มันจะมี เขาจะส่งถึงบ้านเลย ส่งถึงตัวเลย เขามีบริการ อยากได้ดีเรื่องไหน เขากั้นเลย เป็นอุปสรรคเลย เราก็พิจารณาให้ชัด มันทุกข์กาย ทุกข์ใจ) จักเป็นผู้ประกอบด้วย
อนุโลมขันติ (จะไม่อนุโลมตามที่มารสั่งเรา) ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม (มีพลังอดทนที่จะไม่ไปเสพตามมารสั่ง ได้ประโยชน์จากความพ้นทุกข์แล้ว) ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ฯ

น้ำหนาวถามว่า อาจารย์หมอทำไมชอบพูดคำว่า ฉิบหาย
มันเป็นคำหยาบไหม
อาจารย์ตอบให้ว่า
ด่ากิเลส ด่าเข้าไปเลย กิเลสมันร้าย กำจัดกิเลส ไม่เป็นคำหยาบ เป็นคำไพเราะ
คำใดส่งเสริมกิเลส โลภโกรธหลง นั้นเป็นคำหยาบ ต่อให้พูดเพราะๆ ก็เป็นคำหยาบ มันดื้อๆๆ จังเลย นี้เป็นคำหยาบ ไปกินอร่อยๆ กันเถอะ นี้เป็นคำหยาบ
แต่คำใดที่ไม่ส่งเสริมกิเลส กำจัดกิเลส นี้เป็นคำไพเราะ เป็นคำสุภาพ พูดแล้วกิเลสตาย นี้เป็นคำสุภาพ

ฉะนั้นต้องชัดให้ได้ว่ามันไม่เที่ยง เป็นสุขปลอม ทำจนไม่มีตัวเราของเรา

[๗๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นธรรมไรๆโดยความเป็นอัตตา
อยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ (มันจะไม่อดทน มันจะไปเสพกิเลส) ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติ
จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้ง
ซึ่งโสดาปัตติผลสกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นธรรมไรๆ โดยความเป็นอนัตตาอยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วย
อนุโลมขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติจักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้เป็น

กิเลสจริงๆแล้ว มันเป็นอธรรม มันหลอกเรา มันไม่ใช่สุข มันเป็นทุกข์
เราพิจารณาว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ จนมันสลายหายไปเลย ได้ความผ่องใส จากการไม่สลายหายไป เราจะอดทนจากการไม่เสพกิเลส ฐานะที่มีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล (ดับทุกข์ได้ ๒๕%) สกทาคามิผล (ดับทุกข์ได้ ๕๐%) อนาคามิผล (ดับทุกข์ได้ ๗๕%) หรือ อรหัตผล (ดับทุกข์ได้ ๑๐๐%) ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ฯ

[๗๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นนิพพานโดยความเป็นทุกข์อยู่
จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จัก
ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่ง
โสดาปัตติผล สกทาคามิผลอนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นนิพพานโดยความเป็นสุขอยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลม
ขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยามข้อนี้เป็นฐานะ
ที่มีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลสกทาคามิผล อนาคามิผล หรือ
อรหัตผล ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ฯ

ใครรู้สึกว่า นิพพานเป็นทุกข์ ไม่สดชื่น เศร้าหมอง นี้คือ ความไม่อดทนต่อการสู้กิเลสได้
ใครพิจารณาจนเป็นสุขได้ และไม่เสพกิเลสเลย เห็นสภาวะที่มันสลายได้ เป็นสภาวะที่ผ่องใส เป็นประโยชน์ต่อเองและผู้อื่นเท่านั้น เห็นเลยว่ามันเป็นสุข จะไม่ไปทำตามกิเลสแล้ว จะอนุโลมขันติ ลงสู่สัมมัตตนิยาม

ถ้าคิดว่าการเสพกิเลสนี้เป็นสุขมากๆ การไม่เสพกิเลสนี้เป็นทุกข์มากๆ เลย
นี้มันจะพ้นทุกข์ไหม
ถ้าไม่เห็นแบบนี้ จะกี่ปีมันก็หนักมันเดิม คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน เป็นภาระตนเอง เป็นภาระผู้อื่น มันทำชั่วทุกเรื่องเป็นภาระทุกเรื่อง

แต่ถ้าเราชัดเจนว่า การไม่เสพกิเลสนั้นเป็นสุข การเสพกิเลสนั้นเป็นทุกข์ นั้นจะออกจากทุกข์ได้ ด้วยเราพิจารณาหลายเหลี่ยมหลายมุม ซ้ำๆๆๆ เข้าไปหลายที เพราะกิเลสมันสอนเราหลายที เพราะพระพุทธเจ้าสอนให้ว่ากิเลสมันก็หลอกเราหลายเหลี่ยมหลายมุม เราจึงต้องพิจารณาซ้ำๆๆๆก็ต้องฟังซ้ำๆๆๆ พิจารณาซ้ำๆๆ ให้มันตายเลย

อาจารย์รู้สึกว่า ใครได้ฟังวันนี้ พ้นทุกข์เลย
เป็นบุญของหู ถ้าไม่เข้าใจนี้ตบหูเลย

รางวัลสำหรับนักบำเพ็ญ รางวัลสำหรับลูกหลานพระพุทธเจ้า
ฟังดังนี้ พ้นทุกข์เลย ดูถูกเขาไม่ได้เลย
ฟังไปพ้นทุกข์บ้างหรือเปล่า ทำท่าพ้นทุกข์

ตปุสสสูตร
๒๕ [๒๔๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชนชาวมัลละ ชื่ออุรุเวลกัปปะ
ในแคว้นมัลละ ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวร
เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังอุรุเวลกัปปนิคม ครั้นแล้วเสด็จกลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัต ตรัส
เรียกท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์เธอจงอยู่ในที่นี้ก่อน จนกว่าเราจะไปถึงป่ามหาวันเพื่อผัก
ผ่อนในกลางวัน ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จถึง
ป่ามหาวันประทับพักผ่อนกลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ฯ
ครั้งนั้นแล ตปุสสคฤหบดี (เป็นผู้บริหารของเมืองนั้นๆ) เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ อภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าเป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม เพลิดเพลินยินดีหมกมุ่นอยู่ในกาม เนกขัมมะไม่ปรากฏแก่ข้าพเจ้า เหล่านั้นเหมือนดังเหว
(ตกเหว ไม่พ้นสู่ความเจริญเลย)
ข้าแต่ท่านผู้เจริญข้าพเจ้าทั้งหลายได้สดับมาดังนี้ว่า จิตของภิกษุหนุ่มๆ
ในธรรมวินัยนี้ ย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ ย่อมหลุดพ้นในเพราะเนกขัมมะ
เมื่อเธอเหล่านั้นพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ล้วนแต่เป็น
วิสภาคกับชนเป็นอันมาก นั้นก็ คือ เนกขัมมะ ฯ (คือ การไม่เสพกิเลส)
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรคฤหบดี เหตุแห่งถ้อยคำนี้มีอยู่มาเราไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
กันเถิด เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วจักกราบทูลเนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาค
จักทรงพยากรณ์แก่เราอย่างไร เราจักกระทำอย่างนั้น ตปุสสคฤหบดีรับคำท่านพระอานนท์แล้ว
ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์พร้อมด้วยตปุสสคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย
บังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตปุสสคฤหบดีกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ พวกข้าพเจ้า
เป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม เพลิดเพลินยินดีหมกมุ่นอยู่ในกามเนกขัมมะไม่ปรากฏแก่ข้าพเจ้า
เหล่านั้นเหมือนดังเหว ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายได้สดับมาดังนี้ว่า จิตของพวกภิกษุ
หนุ่มๆ ในธรรมวินัยนี้ย่อมแล่นไปเลื่อมใส ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ หลุดพ้นในเพราะเนกขัมมะ
เมื่อเธอเหล่านั้นพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ล้วนแต่เป็น
วิสภาคกับชนเป็นอันมาก นั่นก็ คือ เนกขัมมะ ดังนี้ พระเจ้าข้า ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ข้อนี้เป็นอย่างนั้น อานนท์ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น อานนท์ ดูกร
อานนท์ แม้เมื่อเราเองก่อนแต่การตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความคิดอย่างนี้
ว่า เนกขัมมะเป็นความดี วิเวกเป็นความดี จิตของเรานั้นยังไม่แล่นไป ยังไม่เลื่อมใส ยังไม่
ตั้งมั่นในเนกขัมมะ ยังไม่หลุดพ้นใน เพราะเนกขัมมะ เพราะเราพิจารณาเห็นว่า นี้สงบ เรานั้น
ได้มีความคิดว่าอะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิตของเรา ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส
ไม่ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ ไม่หลุดพ้น ใน เพราะเนกขัมมะ เพราะเราเห็นว่า นั่นสงบ (รู้ว่าสงบมันดี แต่เรายังไม่ได้ เพราะอะไร)
เรานั้น จึงคิดต่อไปว่าโทษในกามทั้งหลายที่เรายังไม่เห็น และไม่ได้กระทำให้มากอานิสงส์ในเนกขัมมะ เรายังไม่ได้บรรลุ และไม่ได้เสพโดยมาก (จึงยังไม่บรรลุ บรรลุน้อย) เพราะฉะนั้นจิตของเราจึงไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ ไม่หลุดพ้นในเพราะเนกขัมมะ (ไม่หลุดพ้น มันจึงไม่ตั้งมั่น) เพราะเราพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าว่าเราเห็นโทษในกามทั้งหลายแล้ว (เอาให้มันชัดๆ ให้มันครบ) พึงกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ใน
เนกขัมมะแล้วพึงเสพอานิสงส์นั้นโดยมาก (ให้ตั้งศีลขึ้นมาแล้วพิจารณาให้มากๆ จนบรรลุเลย เพราะพิจารณาหนึ่งครั้งมันได้หนึ่งหน่วย พิจารณาเรื่อยๆ ๆ จนให้กิเลสมันยอม) ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเราจะพึง
แล่นไปพึงเลื่อมใส พึงตั้งอยู่ในเนกขัมมะ พึงหลุดพ้นในเพราะเนกขัมมะ (เอาให้มากเลย พิจารณาว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อย่างไร พิจารณามาก ให้เห็นเลยว่ามันสลายไปต่อหน้าต่อตา เอาให้เห็นเลยว่ามันดีเยี่ยมเป็นอย่างไร เอาให้สลายเป็นอนัตตามันเป็นอย่างไร) เมื่อเราพิจารณา
เห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ สมัยต่อมา เรานั้นเห็นโทษในกามแล้วได้กระทำให้มาก บรรลุ
อานิสงส์ในเนกขัมมะ (จะไม่ไปเสพกามในดี กามในชั่ว) แล้วเสพโดยมาก จิตของเรานั้นจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ
หลุดพ้น ในเพราะเนกขัมมะ เพราะเราพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูกรอานนท์ เราสงัดจากกาม
สงัดจากอกุศลธรรมบรรลุปฐมฌาน (การเข้าถึงปฐมฌาน เข้าด้วยศีล) มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดจากวิเวกอยู่

เข้าด้วยปฐมฌาน มันมาอีกก็พิจารณาอีก ปราบมันอีก ว่ามันหมดแล้ว มันมากวนอีกปราบมันอีก จนมันสบาย เกลี้ยง ผ่องใส ไร้กังวล ได้เลย
ถ้ายังมีกิเลส ถามว่าสบายดีไหม จะไม่กล้าตอบ
เพราะกิเลส คือ ความเจ็บป่วย ความกังวล
ล้างกิเลสได้ก็สบายเป็นเรื่องๆ ล้างกิเลสไม่ได้ ก็ไม่สบาย

วันนี้เป็นเกณฑ์พิเศษ เป็นวันพืชมงคล เป็นศีลข้อ ๑ เต็มร้อย
ผู้ฟังด้วยดีย่อมเกิดเป็นปัญญา
กำจัดกิเลส ไปเป็นลำดับๆๆ พ้นทุกข์ไปลำดับๆ ได้ง่าย
มีปัญญารู้โทษของการมีกิเลส รู้ประโยชน์ของการไม่มีกิเลส

วันพืชมงคล ไม่กินสัตว์ นี้เป็นวันมงคลจริงๆ เลย

มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก มียาแบบไหนบ้างครับ
อาจารย์ตอบ มียา ๙ เม็ด ก็ศึกษาเอา มีหลายท่านก็หายได้ ไปดูได้เลย

เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม ไปเชื่อมารหนักตัว ไม่เชื่อมาร เบาตัว
ดีแล้วไม่ไปเชื่อมาร ทำถูกทางแล้ว

……

หัวใจสำคัญของการพ้นทุกข์อย่างรวดเร็ว คือ การรู้โทษ รู้ประโยชน์ รู้วิบาก

ได้เวลาอันสมควร
วันพืชมงคล ให้มีมงคลกันทุกคน
สาธุ


ติดตามเพิ่มเติมได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=ZfO8jo4haZM

เรื่องน่าสนใจ

เพื่อใจไร้ทุกข์

ลิงก์ รวมกิจกรรม ถ่ายทอดสด สกู๊ป

ลิงก์ รวมกิจกรรม ถ่ายทอดสด สกู๊ป

รวมพลังสร้างแดนบุญพุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ https://www.youtube.com/playlist?list=PLbzpGbAUyJqnXne_gUTzGRgT0EZ7qq-mv   หัวข้อบรรยาย รายการธรรมะพาพ้นทุกข์ https://www.youtube.com/playlist?list=PLbzpGbAUyJqkdQAiWWL_J9v6eiZagmEqr   หมวด_พวธ ออนไลน์...

ทำความดีไป ลดกิเลิสไป ช่วยเหลือผู้อื่นไป แล้วจะเห็นปาฏิหาริย์

ทำความดีไป ลดกิเลิสไป ช่วยเหลือผู้อื่นไป แล้วจะเห็นปาฏิหาริย์

รายการธรรมะพาพ้นทุกข์ นำธรรมะมาปฏิบัติในเหตุการณ์ปัจจุบัน ทุกข้อปัจจุบัน นี้เป็นการนำธรรมะจากพระพุทธเจ้า ที่ท่านตรัสรู้ ว่าท่านปฏิบัติอย่างไร ในแต่ละสถานการณ์ ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น สถานการณ์โควิด ปฏิบัติไม่ถูกต้อง ผลก็ออกมาที่โควิดนี้แหละ...

รวมพลังแบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์

รวมพลังแบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์

#รวมพลังแบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์ การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลก ทำให้มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ประเทศไทย ทางรัฐบาลได้ประกาศนโยบาย อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ เพื่อความไม่ประมาทและป้องกันไม่ให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในประเทศ ส่งผลให้...

ธรรมะพาพ้นทุกข์กับสถานการณ์โควิด 19

630405_ธรรมะพาพ้นทุกข์ อาจารย์หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน อาคารดอยฟ้า พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ บ้านแม่เลา แม่แตง เชียงใหม่ 5 เมษายน 2563 เวลา 12.00 - 14.00 น. ธรรมะพาพ้นทุกข์กับสถานการณ์โควิด 19 #พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ #พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต...

630504_ธรรมะพาพ้นทุกข์

630504_ธรรมะพาพ้นทุกข์ ดร.ใจเพชร กล้าจน 4 พฤษภาคม 2563 อาคารดอยฟ้า พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ 13.00-15.00 น.   วันนี้วันฉัตรมงคล มีพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ จะสืบสานที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย...

630418_ธรรมะพาพ้นทุกข์

630418_อาจารย์หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน อาคารดอยฟ้า พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ บ้านแม่เลา แม่แตง เชียงใหม่ 18 เมษายน 2563 13.00-15.00 น.   สถานการณ์โควิด ทั่วโลก ติดเชื้อ 2. ล้านคน อันดับ 1 สหรัฐเอมริกา ไทย ติดเชื้อ 2,371 ราย เป็นอันดับที่ 53 เป็นทิศทางที่ดีขึ้น  ...

ลิงค์เสียงบรรยายค่ายพระไตรปิฎก ครั้งที่ 27

ลิงค์เสียงบรรยายค่ายพระไตรปิฎก ครั้งที่ 27

เสียงบรรยายของอ.หมอเขียว ค่ายพระไตรปิฎก ครั้งที่ ๒๗ ระหว่างวันที่ 26  ตุลาคม - 3 พฤศจิกายน 2562 รุ่น ดับกิเลส ดับเครื่องกังวล 621026_1 ปฐมนิเทศน์ ค่ายพระไตรปิฎก ครั้งที่ ๒๗.mp3   621103_53 พุทธะสุขไม่รู้จบ.mp3   621027_10 อนุตตริยะ ๖ ความสูงสุดของพุทธะ.mp3...

แพทย์วิถีธรรม อาสาเป็นสะพานบุญ ส่งต่อ “face shield และอุปกรณ์ป้องกันตัวเองอื่นๆ” สู่บุคลากรสาธารณสุข

แพทย์วิถีธรรม อาสาเป็นสะพานบุญ ส่งต่อ “face shield และอุปกรณ์ป้องกันตัวเองอื่นๆ” สู่บุคลากรสาธารณสุข

แพทย์วิถีธรรม อาสาเป็นสะพานบุญ ส่งต่อ “face shield และอุปกรณ์ป้องกันตัวเองอื่นๆ” สู่บุคลากรสาธารณสุข

ร่วมบริจาคได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขที่ 679-1-73144-3 ชื่อบัญชี “รวมพลังแบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์”

สนใจร่วมบริจาคอุปกรณ์อื่นแจ้งความประสงค์ที่

https://forms.gle/Cic6ovakfJrfrwTs6

สำหรับบุคลากรสาธารณสุขที่สนใจface shield แจ้งความประสงค์ได้ที่

https://forms.gle/Us5iXabUYEaHyw2W6

ปล. เรามีศักยภาพเท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น ตามที่เรามีทุนมีรอน มีศักยภาพเท่าไหร่แล้วก็ทำไปเท่าที่เรามี

ผู้มีปัญญาน้อย จะหวั่นไหว

ผู้มีปัญญาน้อย จะหวั่นไหว

อ.หมอเขียวยกศิริมันทชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ 27 ข้อที่ 2084-2089 โดยนำข้อ 2089 มาขยายความ คนมีปัญญาน้อยมีเหตุการณ์สุขหรือทุกข์ก็สร้างความหวั่นไหวให้กับตัวเองได้ ในช่วงท้ายอ.หมอเขียวแนะนำวิธีคิดที่ไม่ทุกข์ ในเหตุการณ์การระบาดของโควิด ไม่ว่าเราจะติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อ ซึ่งหลักการดังกล่าวสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกเหตุการณ์ ทุกปัญหาในชีวิต

อ่านรายละเอียดที่
https://morkeaw.net/?p=3742&preview=true